
Salaya No Nicotine Generation ถูกวางให้เป็นโมเดลพื้นที่ต้นแบบของมหาวิทยาลัยมหิดลและภาคีในพื้นที่ศาลายา เพื่อป้องกันเยาวชนรุ่นใหม่จากบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์นิโคติน โดยตั้งเป้าให้เยาวชนศาลายาที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดนิโคติน และไม่ถูกดึงเข้าสู่วงจรการเสพติดตั้งแต่วัยเด็ก
แนวคิดดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นในเวทีเสวนา “MU Unmasking the Vape Deception: กระชากหน้ากากกลลวง ปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องประชุมกษาน จาติกวนิช มหาวิทยาลัยมหิดล เนื่องในโอกาสวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม โดยมีสิทธิวัฒน์ เลิศศิริ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานเปิดงาน

Salaya No Nicotine Generation ป้องกันเด็กก่อนเข้าสู่วงจรนิโคติน
ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ จากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ประเทศไทยเคยลดอัตราการสูบบุหรี่ลงได้อย่างชัดเจน จากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 16.7 ในช่วงปี 2532–2567 แต่หลังปี 2557 แนวโน้มการลดลงเริ่มชะลอตัว สอดคล้องกับช่วงที่บุหรี่ไฟฟ้าลักลอบเข้ามาขายและแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง
ประเด็นสำคัญคือ อันตรายของนิโคตินในเด็กและผู้ใหญ่ไม่เหมือนกันในมิติของผลกระทบต่อสมอง เพราะสมองของเด็กและเยาวชนยังอยู่ในช่วงพัฒนา การได้รับนิโคตินตั้งแต่อายุน้อยจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสพติดและส่งผลต่อพัฒนาการระยะยาว การป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์นิโคตินตั้งแต่ยังไม่เริ่มสูบ จึงถูกมองว่าเป็นมาตรการสำคัญที่สุดในการลดนักสูบหน้าใหม่
แนวคิด Nicotine-Free Generation เป็นนโยบายสาธารณสุขที่มุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ปลอดบุหรี่และนิโคตินอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ใช่เพียงการกำหนดอายุขั้นต่ำในการซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบ แต่กำหนดให้คนที่เกิดหลังวันที่กำหนดไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินได้ตามกฎหมายตลอดไป ตัวอย่างเช่น อังกฤษกำหนดวันที่ 1 มกราคม 2009 เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้

ศ.พญ.สุวรรณาระบุว่า แนวทางดังกล่าวต่างจากการกำหนดอายุขั้นต่ำ เช่น กฎหมายไทยที่ห้ามขายยาสูบให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เพราะเมื่อเยาวชนอายุเกินเกณฑ์ก็ยังสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบได้ ขณะที่แนวทางใหม่จะเน้นปกป้องคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยสูบ ให้มีสิทธิเติบโตในสภาพแวดล้อมปลอดควันและปลอดนิโคติน โดยไม่ได้ห้ามผู้ที่สูบบุหรี่อยู่เดิม แต่ควบคู่กับมาตรการช่วยเลิกบุหรี่และการบำบัดอย่างเหมาะสม

มหิดลต่อยอดมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ สู่พื้นที่ต้นแบบศาลายา
ผศ.ดร.อิทธิโชติ จักรไพวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า มหาวิทยาลัยมหิดลดำเนินงานมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่มาตั้งแต่ปี 2552 โดยจัดพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% ควบคู่กับจุดสูบบุหรี่ที่กำหนดอย่างเป็นสัดส่วน พร้อมพัฒนามาตรฐานด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ป้ายแสดงเขตสูบบุหรี่ พื้นที่ระบายอากาศ และการจัดตำแหน่งจุดสูบบุหรี่ไม่ให้กระทบทางเข้าออกหลักของอาคาร
มหาวิทยาลัยยังจัดทำ Drop Box สำหรับรวบรวมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในบางส่วนงาน ก่อนส่งต่อให้เจ้าหน้าที่นำไปจัดการอย่างเหมาะสม พร้อมพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อเฝ้าระวังและรายงานผล หากพบเห็นการสูบบุหรี่สามารถสแกน QR Code หรือแจ้งผ่านเว็บไซต์ nosmoking.mahidol.ac.th ข้อมูลจะเข้าสู่ระบบส่วนกลางและส่งต่อผู้ดูแลพื้นที่เพื่อตรวจสอบภายใน 15 วัน
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีทีมที่ปรึกษาตรวจเยี่ยมคณะและส่วนงานต่าง ๆ รวม 38 แห่ง ทั้งในรูปแบบออนไลน์และลงพื้นที่จริง เพื่อให้คำแนะนำ ติดตามความคืบหน้า และทำให้มาตรการมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ไม่หยุดอยู่ที่การประกาศนโยบาย แต่เกิดการดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ศาลายา Sandbox เปลี่ยนกฎหมายให้เป็นวัฒนธรรมชุมชน
รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า มหาวิทยาลัยและชุมชนศาลายาร่วมกันปกป้องเยาวชนจากนิโคติน โดยทำให้พื้นที่รอบตัวเด็กปลอดภัยจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน ร้านค้า หอพัก หรือพื้นที่สาธารณะ
หัวใจของ Salaya Sandbox คือการทำให้การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงกิจกรรมรณรงค์ระยะสั้น โดยใช้แนวคิดเปลี่ยนจาก “กฎหมายสู่วัฒนธรรม” หมายถึงไม่ใช่แค่การออกกฎห้ามสูบ แต่ต้องสร้างวัฒนธรรมชุมชนที่ไม่สนับสนุนการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน
กลุ่มเป้าหมายสำคัญคือเยาวชนที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงอายุประมาณ 9 ปี หรือระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหิดลจึงมองว่าการป้องกันต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนเด็กเข้าสู่วัยเสี่ยง เพื่อไม่ให้บุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์นิโคตินกลายเป็นสิ่งใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของเยาวชน
มีระบบช่วยเลิกบุหรี่รองรับ ไม่ทิ้งเด็กที่ติดนิโคตินแล้ว
รศ.ดร.ผ่องศรี ศรีมรกต ที่ปรึกษาคณะดำเนินการ และ จันทร์เพ็ญ ลาพระอินทร์ จากคลินิกฟ้าใส ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า การทำพื้นที่ต้นแบบจำเป็นต้องมีระบบช่วยเลิกบุหรี่ควบคู่กับการป้องกัน โดยมหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนา Ex(it) Program เพื่อรองรับเยาวชนอายุ 10–18 ปีที่เสพติดนิโคตินแล้ว ให้เข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ให้คำปรึกษา และบำบัดอย่างเหมาะสม
เครือข่ายคลินิกที่รองรับ ได้แก่ คลินิกเลิกบุหรี่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พญาไท คลินิกฟ้าใส คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บางกอกน้อย และคลินิกฟ้าใส ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เพื่อให้การป้องกันและการช่วยเหลือเดินไปพร้อมกัน
วิชาดา นรสิงห์ นักศึกษาแพทย์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวในฐานะตัวแทนเยาวชนว่า คนรุ่นใหม่รับรู้ถึงความปรารถนาดีของสังคม และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนศาลายาปลอดนิโคติน เพราะการป้องกันเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าไม่ควรเป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเป็นความร่วมมือของทั้งมหาวิทยาลัย ชุมชน ครอบครัว และคนรุ่นเดียวกัน
วิชาดาระบุว่า สิ่งสำคัญคือการทำให้เพื่อนนักศึกษาแพทย์และเยาวชนเห็นว่า การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ทำได้จริง มีประโยชน์จริง และยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่รอความช่วยเหลือ โดยเป้าหมายหลักควรมุ่งไปที่ “คนที่ยังไม่สูบ” เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่วงจรนิโคตินตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกัน คนที่สูบอยู่แล้วควรถูกมองในฐานะผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ ไม่ใช่คนร้าย
แนวทางนี้ทำให้ Salaya No Nicotine Generation ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการห้ามสูบ แต่เป็นการสร้างระบบป้องกัน ดูแล และพาเยาวชนออกจากวงจรนิโคติน โดยเริ่มจากพื้นที่รอบตัวเด็กในชีวิตจริง ทั้งมหาวิทยาลัย โรงเรียน ครอบครัว และชุมชนศาลายา
ข้อมูลเพิ่มเติม : ศจย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
