สั่งหวานน้อย เทรนด์ดูแลสุขภาพจากแก้วกาแฟ ผลวิจัยชี้ลดน้ำตาลได้ 10.7 กรัม/แก้ว
สั่งหวานน้อย ลดน้ำตาล 10.7 กรัมต่อแก้ว จากผลวิจัยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน

สั่งหวานน้อย กำลังกลายเป็นพฤติกรรมปกติของผู้บริโภคไทยที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น หลังผลประเมินร้านกาแฟอ่อนหวานปี 2568 ของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน พบว่า ผู้บริโภค 67.3% เลือกสั่งเครื่องดื่มที่มีระดับความหวานต่ำกว่าปกติ ขณะที่การสั่งหวานน้อยและไม่หวานช่วยลดปริมาณน้ำตาลได้เฉลี่ย 10.7 กรัมต่อแก้ว

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยยังสะท้อนโจทย์สำคัญของตลาดเครื่องดื่มไทยว่า แม้ผู้บริโภคจะเลือก “หวานน้อย” แล้ว แต่เครื่องดื่มจำนวนมากยังมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่าเกณฑ์ที่แนะนำ โดยสูตรหวานน้อยในหลายร้านยังไม่ได้หมายความว่ามีน้ำตาลต่ำจริง

มัณฑนา ฉวรรณกุล ผู้วิจัยโครงการประเมินผลการดำเนินงานร้านกาแฟและเครื่องดื่มอ่อนหวานในเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน

ทพญ. มัณฑนา ฉวรรณกุล ผู้วิจัยโครงการประเมินผลการดำเนินงานร้านกาแฟและเครื่องดื่มอ่อนหวานในเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ซึ่งสนับสนุนโดยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน มูลนิธิทันตสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เปิดเผยว่า การศึกษาครั้งนี้เริ่มจากคำถามสำคัญว่า สูตรหวานน้อยของร้านกาแฟและเครื่องดื่มในแต่ละพื้นที่มีปริมาณน้ำตาลอยู่เท่าใด และอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพหรือไม่ แม้จะสั่งหวานน้อยช่วยลดน้ำตาล แต่ยังต้องมีมาตรฐาน

การเก็บข้อมูลดำเนินการในพื้นที่ตัวแทน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แพร่ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สระบุรี สิงห์บุรี ตรัง และสงขลา จากเครือข่ายระดับพื้นที่ 26 จังหวัด โดยสุ่มเลือกเป็นตัวแทนร้านกาแฟและเครื่องดื่มในแต่ละภูมิภาค เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลที่ลดลงจากการสั่งเครื่องดื่มหวานน้อยและไม่หวาน รวมถึงศึกษาพฤติกรรมการสั่งเครื่องดื่มและความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้บริโภค

ร้านกาแฟหวานน้อย

สั่งหวานน้อยช่วยลดน้ำตาล แต่ยังต้องยกระดับมาตรฐานร้านเครื่องดื่ม

ผลการศึกษาเปรียบเทียบร้านกาแฟและเครื่องดื่มในเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กับร้านนอกเครือข่าย รวม 16 แห่ง โดยมีการบันทึกรายการเครื่องดื่ม 491 รายการ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,486 คน และสอบถามพฤติกรรมการสั่งเครื่องดื่มจากผู้บริโภค 513 คน

ข้อมูลพบว่า ร้านในเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานมีสัดส่วนผู้สั่งเครื่องดื่มหวานน้อยและไม่หวานมากกว่าร้านนอกเครือข่าย ขณะที่ปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยของสูตรปกติอยู่ที่ 22.6 กรัมต่อแก้ว โดยร้านในเครือข่ายมีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ย 21.8 กรัมต่อแก้ว ต่ำกว่าร้านนอกเครือข่ายที่อยู่ที่ 23.4 กรัมต่อแก้ว

แม้ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าร้านในเครือข่ายมีแนวโน้มลดน้ำตาลได้ดีกว่า แต่ผลการศึกษายังชี้ว่า เครื่องดื่มสูตรหวานน้อยจำนวนมากยังมีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์ที่แนะนำ คือไม่เกิน 2 ช้อนชาต่อแก้ว หรือประมาณ 8 กรัมต่อแก้ว

ทพญ.มัณฑนา ระบุว่า ประเด็นนี้หมายความว่า ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยแม้จะสั่งหวานน้อยแล้ว แต่ยังได้รับน้ำตาลเกินโดยอัตโนมัติ เพราะคำว่า “หวานน้อย” ยังไม่มีมาตรฐานกลางที่ชัดเจนในเครื่องดื่มแต่ละร้าน โดยเฉพาะเครื่องดื่มเย็นที่มักใช้น้ำตาล น้ำเชื่อม นมข้นหวาน หรือส่วนผสมให้ความหวานหลายชนิดรวมกัน

สั่งหวานน้อยลดน้ำตาล เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานเปิดผลวิจัยร้านกาแฟอ่อนหวานปี 2568

68.4% สั่งหวานน้อย รู้ไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

ผลการศึกษายังพบว่า ผู้บริโภค 68.4% ทราบคำแนะนำเรื่องการบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน โดยกลุ่มที่ซื้อเครื่องดื่มจากร้านในเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มที่ซื้อจากร้านทั่วไป

เหตุผลหลักของผู้ที่สั่งหวานน้อยคือ ต้องการดูแลสุขภาพ รองลงมาคือเป็นพฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อเนื่องมาตั้งแต่เด็ก สะท้อนว่าการลดหวานไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เริ่มกลายเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเลือกทำอย่างต่อเนื่อง

ทพญ.มัณฑนา กล่าวว่า การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมยังจำเป็นอย่างมาก เพราะผู้บริโภคอาจคิดว่าสั่งหวานน้อยแล้วเพียงพอ แต่ในความเป็นจริง ปริมาณน้ำตาลที่ได้รับอาจยังสูงกว่าเกณฑ์สุขภาพ ดังนั้น การกำหนดสูตรหวานน้อยให้มีมาตรฐาน โดยเฉพาะในเครื่องดื่มเย็นทุกประเภท จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรขับเคลื่อนให้ชัดเจนขึ้น

เด็กไทยไม่กินหวานดัน “หวานน้อยสั่งได้” จากร้านกาแฟสู่นโยบาย

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวว่า เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานเริ่มดำเนินโครงการร้านกาแฟอ่อนหวานและแนวคิด “หวานน้อยสั่งได้” มาตั้งแต่ปี 2555 เพื่อสร้างทางเลือกสุขภาพให้ผู้บริโภค และส่งเสริมให้ร้านเครื่องดื่มมีส่วนร่วมลดปริมาณน้ำตาลในเมนู

การดำเนินงานที่ผ่านมาไม่ได้มีเพียงการรณรงค์ให้ความรู้ แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนร้านค้าให้ปรับเมนู วิธีการให้บริการ และสร้างเครือข่ายร้านกาแฟอ่อนหวานในพื้นที่ต่าง ๆ จนทำให้การสั่งหวานน้อยกลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคจำนวนมาก

ทพญ.ปิยะดา ระบุว่า สิ่งสำคัญคือแนวคิด “หวานน้อยสั่งได้” ได้รับการผลักดันขึ้นสู่ระดับนโยบายของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขแล้ว โดยเครือข่ายตั้งเป้าให้ร้านกาแฟอ่อนหวานขยายตัวมากขึ้น กระจายไปทั่วประเทศ รวมถึงร้านเครื่องดื่มในระบบเดลิเวอรี่ ซึ่งมีบทบาทต่อพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่อย่างมาก

สั่งหวานน้อยช่วยลดน้ำตาล แต่ต้องมีมาตรฐาน เพื่อลดพฤติกรรมติดหวาน

ทพญ.ปิยะดา กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดยืนของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน คือการลดพฤติกรรมบริโภคหวาน ไม่ใช่เพียงลดน้ำตาลแล้วแทนที่ด้วยสารให้ความหวาน เพราะการใช้สารทดแทนความหวานอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาการติดรสหวานในระยะยาว

เครือข่ายจึงเห็นว่า หากมีการใช้สารทดแทนความหวาน ควรมีการจำกัดและให้ความรู้กับประชาชนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวังผลกระทบด้านสุขภาพในอนาคต

ขณะเดียวกัน เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานยังเตรียมขับเคลื่อนประเด็นนี้ต่อในระดับนโยบาย สอดคล้องกับทิศทางโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งเป็นหนึ่งในภาระสุขภาพสำคัญของสังคมไทย

สั่งหวานน้อย กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์สุขภาพของคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ดื่มกาแฟ ชา และเครื่องดื่มเย็นเป็นประจำ หลังผลวิจัยของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน พบว่า การเลือกสั่งเครื่องดื่มแบบหวานน้อยหรือไม่หวาน สามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลได้เฉลี่ย 10.7 กรัมต่อแก้ว

เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานเปิดผลประเมินการดำเนินงานร้านกาแฟและเครื่องดื่มอ่อนหวานปี 2568 พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ 67.3% เลือกดื่มเครื่องดื่มที่มีระดับความหวานต่ำกว่าปกติ สะท้อนว่าพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่การเลือกเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารเท่านั้น

ขณะเดียวกัน เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานยังเตรียมขับเคลื่อนประเด็นนี้ต่อในระดับนโยบาย สอดคล้องกับทิศทางโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งเป็นหนึ่งในภาระสุขภาพสำคัญของสังคมไทย

การสั่งหวานน้อยจึงไม่ใช่แค่การลดรสหวานในเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว แต่เป็นพฤติกรรมสุขภาพที่ช่วยลดน้ำตาลสะสมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ดื่มกาแฟ ชา และเครื่องดื่มเย็นเป็นประจำ ผลวิจัยครั้งนี้ยังสะท้อนว่า หากร้านเครื่องดื่มมีสูตรหวานน้อยที่ชัดเจน และผู้บริโภคเข้าใจปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสม การลดหวานจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว

ข้อมูลเพิ่มเติม : เด็กไทยไม่กินหวาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/world-kidney-2026/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X