Climate Shift ดันบ้านไทยเสี่ยงรั่วซึม เบเยอร์เตือนหลังคา–ดาดฟ้ารับศึกฝนหนักสลับแดดแรง
1779868409021

ประเทศไทยกำลังเผชิญ Climate Shift หรือการเปลี่ยนผ่านของสภาพอากาศที่รุนแรงและคาดการณ์ยากขึ้น จากเดิมที่ฤดูร้อนและฤดูฝนมีรูปแบบค่อนข้างชัดเจน แต่ในช่วงหลังหลายพื้นที่ต้องเจอกับภาวะ “ฝนตกหนักฉับพลันสลับแดดจัด” ภายในช่วงเวลาไม่นาน ส่งผลต่อทั้งการใช้ชีวิต เมือง ระบบระบายน้ำ และโครงสร้างอาคาร

แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลทางภูมิอากาศที่ชี้ว่า สภาพอากาศสุดขั้วในไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น งานวิจัยใน Scientific Reports ปี 2025 ซึ่งศึกษาข้อมูลฝนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของไทยระหว่างปี 1981–2021 พบว่า บางจังหวัดมีแนวโน้มฝนรายปีและฝนตกหนักเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงน้ำท่วมและน้ำหลาก ขณะที่งานวิจัยในไทยอีกฉบับชี้ว่า เหตุการณ์ร้อนจัดตามด้วยฝนหนักภายในไม่กี่วันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี 1970–2022

ในเชิงวิทยาศาสตร์ IPCC หรือ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อธิบายว่า เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส บรรยากาศสามารถกักเก็บไอน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7% ตามหลัก Clausius-Clapeyron ทำให้เมื่อเกิดฝน ปริมาณและความรุนแรงของฝนมีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา

Climate Shift ทำให้หลังคาและดาดฟ้าบ้านไทยเสี่ยงรั่วซึมจากฝนหนักสลับแดดแรง

Climate Shift ทำให้หลังคา–ดาดฟ้าเป็นจุดเสี่ยงของบ้านไทย

พวงเพ็ญ แสงเพชร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เบเยอร์ จำกัด ระบุว่า บ้านไทยกำลังเผชิญภาระใหม่จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะบริเวณ “หลังคาและดาดฟ้า” ซึ่งเป็นด่านแรกที่ต้องรับทั้งแดดจัด ฝนหนัก ความชื้นสะสม และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน

“วันนี้เราไม่ได้เผชิญแค่ฤดูฝนหรือฤดูร้อนที่รุนแรงขึ้น แต่กำลังเห็นรูปแบบอากาศที่เปลี่ยนเร็วและสุดขั้วกว่าเดิม ฝนที่ตกหนักฉับพลันสลับกับแดดจัด ทำให้วัสดุบนหลังคาและดาดฟ้าต้องเผชิญการขยายตัวและหดตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเร่งการเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่หลายคนคิด”

ปัญหาสำคัญคือความเสียหายมักไม่ได้เกิดขึ้นทันทีในรูปแบบรอยรั่วขนาดใหญ่ แต่เริ่มจากรอยแตกร้าวเล็ก หรือ Micro-crack บนพื้นผิวคอนกรีตและชั้นเคลือบป้องกัน เมื่อเจอฝนหนักซ้ำ ๆ น้ำและความชื้นสามารถแทรกซึมเข้าสู่โครงสร้าง ก่อนพัฒนาเป็นปัญหารั่วซึม ฝ้าเสียหาย สีลอก เชื้อรา หรือความเสียหายภายในบ้าน

บ้านใหม่ก็เสี่ยง หากวัสดุไม่รองรับอากาศยุคใหม่

พวงเพ็ญกล่าวว่า เจ้าของบ้านจำนวนมากยังมองว่าปัญหาหลังคารั่วหรือดาดฟ้ารั่วเป็นเรื่องของบ้านเก่าเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง บ้านใหม่ก็มีความเสี่ยง หากวัสดุหรือระบบปกป้องอาคารไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับสภาพอากาศที่รุนแรงและเปลี่ยนเร็วขึ้น

“คนส่วนใหญ่มักคิดว่าหลังคารั่วคือเรื่องของบ้านเก่า แต่ในความเป็นจริง บ้านใหม่ก็เสี่ยงได้ หากวัสดุไม่ได้ถูกออกแบบให้รับมือกับสภาพอากาศแบบใหม่ เพราะวันนี้ภาระที่โครงสร้างต้องรับ ไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อนอีกแล้ว”

โดยเฉพาะในวันที่แดดจัด อุณหภูมิพื้นผิวหลังคาและดาดฟ้าอาจสูงมาก ก่อนลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดฝนตกหนัก วัสดุจึงต้องเผชิญวงจรความเครียดจากการขยายตัวและหดตัวต่อเนื่อง หากไม่มีชั้นปกป้องที่ยืดหยุ่นเพียงพอ ความเสียหายอาจสะสมเร็วกว่าปกติ

เบเยอร์ชูระบบกันซึมรับมือฝนหนัก–แดดแรง

จากแนวโน้มดังกล่าว เบเยอร์เดินหน้าพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์กันซึมและเคลือบปกป้องอาคาร โดยเฉพาะ Beger Roofseal Cool ซึ่งวางตำแหน่งเป็นสีทากันซึมสำหรับดาดฟ้าและหลังคา ออกแบบให้รองรับทั้งการกันรั่วซึม การสะท้อนความร้อน และการทนต่อสภาพอากาศรุนแรง โดยข้อมูลผลิตภัณฑ์ของเบเยอร์ระบุว่า มีคุณสมบัติฟิล์มยืดหยุ่นสูงมากกว่า 700% สะท้อนความร้อนได้สูงสุด 97% และทนน้ำขังได้มากกว่า 90 วัน

เบเยอร์ยังระบุว่า ผลิตภัณฑ์รุ่นดังกล่าวใช้เทคโนโลยี G TECH เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของฟิล์มเคลือบ ช่วยรองรับการขยายตัว–หดตัวของพื้นผิว และลดความเสี่ยงจากรอยแตกร้าวที่อาจนำไปสู่ปัญหารั่วซึมในระยะยาว

“เราเชื่อว่าบ้านยุคใหม่ต้องไม่ได้แค่สวย แต่ต้องพร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไป เพราะวันนี้ Climate Shift ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป” พวงเพ็ญกล่าว

สำหรับเจ้าของบ้าน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การรอให้เกิดรอยรั่วแล้วค่อยซ่อม แต่ควรเริ่มจากการตรวจสอบจุดเสี่ยงก่อนฤดูฝน ทั้งหลังคา ดาดฟ้า รอยต่อ ผนังภายนอก รางน้ำ และจุดที่มีน้ำขัง เพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ระยะแรก

ข้อมูลเพิ่มเติม

การตรวจจุดเสี่ยงของบ้านก่อนหน้าฝนได้ที่บทความ “7 จุดเสี่ยงของบ้านที่ควรเช็กก่อนเข้าหน้าฝน” จากเบเยอร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : climate change

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X

บทความที่เกี่ยวข้อง