
ศึกเดลิเวอรีจีน เมื่อ 3 ยักษ์ใหญ่ ลงสนาม ทำให้ ตลาดบริการส่งอาหาร(เดลิเวอรี) ในจีน กำลังกลายเป็น สมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดย : อนัญชนา สาระคู
ตลาดบริการส่งอาหาร(เดลิเวอรี) ในจีน กำลังกลายเป็น สมรภูมิการแข่งขัน ที่ดุเดือด ที่สุดแห่งหนึ่ง ของโลก จากเดิมที่มี ผู้เล่นหลักเพียง สองรายใหญ่ แต่ การเข้าสู่ตลาด ของ JD.com เมื่อต้นปี 2568 ได้พลิกเกม ให้กลายเป็น ศึกสามเส้า ระหว่าง Meituan, Alibaba (Ele.me) และ JD Takeaway ที่ต่างก็ทุ่มทุนมหาศาล เพื่อช่วงชิง ความเป็นผู้นำ จนเกิด สงครามราคา อย่างรุนแรง
ตลาดเดลิเวอรี ในจีน เป็นตลาดที่มี การเติบโตสูง มาอย่างต่อเนื่อง และ ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อ เห็นได้ จากข้อมูลของ IMARC Group พบว่า ปี 2567 ตลาดฯ มีมูลค่ารวม กว่า 81,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ คาดว่า จะเติบโตเฉลี่ย 9.79% ต่อ ปี ตั้งแต่ปี 2568 ถึงปี 2576 ทำให้ มูลค่าตลาดพุ่งขึ้นแตะ 197,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน ปี 2576 (2033)
ด้วยปัจจัย ขับเคลื่อนหลัก 3 ประการ ได้แก่ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ขยายตัว ความต้องการ ความสะดวกสบาย จากผู้บริโภคที่ เพิ่มสูงขึ้น และ ตัวเลือกอาหาร ที่หลากหลาย ยิ่งกว่าเดิม
ขณะที่ ผู้ให้บริการต่าง ก็เร่งทำ การตลาดเชิงรุก โดยนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ บิ๊กดาต้า มาเสริมประสบการณ์ ผู้ใช้ ให้ดียิ่งขึ้น
ศึกเดลิเวอรีจีน เมื่อ 3 ยักษ์ใหญ่ ลงสนาม
Meituan ผู้เล่นเบอร์ 1 กำลังถูกสั่นคลอน
Meituan ก่อตั้งขึ้น ตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันเป็น แอปที่ คนจีน ใช้ในชีวิตประจำวัน แทบทุกด้าน เพราะ รวบรวมบริการหลากหลาย ไว้ภายในแอปเดียว ตั้งแต่ บริการส่งอาหาร ซึ่งยังเป็น บริการหลักของแอป การจองโรงแรม ตั๋วหนัง เรียกแท็กซี่ สั่งซื้อสินค้า ไปจนถึง รีวิวอาหาร และ บริการท้องถิ่น
แพลตฟอร์ม จึงมีบทบาทสำคัญ อย่างมาก ใน เศรษฐกิจดิจิทัล ของจีน และ แม้จะมีคู่แข่ง สำคัญอย่าง Ele.me มาตลอด หลายปี แต่ก็ยัง ครองส่วนแบ่งตลาดเดลิเวอรี ในจีน ได้มากกว่า 60-70%
ส่วน Ele.me มีส่วนแบ่งตลาด อยู่ที่กว่า 20-30% แต่ ก็เป็นคู่แข่ง ที่มีศักยภาพสูง เพราะ เบื้องหลัง คือ Alibaba บริษัทเทคโนโลยี รายใหญ่ ของประเทศ
และ เมื่อต้นปี 2568 มี ผู้เล่นศักยภาพรายใหม่ เข้ามาอีกราย คือ JD Takeaway ของ JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ของจีน ที่เข้ามา สร้างแรงกดดัน และ กระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน ที่รุนแรง ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำให้เกิด “สงครามราคา” ที่แข่งขันกันแบบ ไม่มีใครยอมใคร ใช้เวลา ไม่ถึงปี สามารถชิง ส่วนแบ่งตลาด มาได้ถึง 5%
ตลอดปีที่ผ่านมา ทั้ง 3 รายต่างใช้ งบอุดหนุนรวมกัน หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการให้ ส่วนลด ตลอดจน สิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อแย่งชิง ส่วนแบ่งในตลาดเดลิเวอรี ที่มีขนาดใหญ่สุด ของโลกแห่งนี้
ราคาที่ถูก อย่างเหลือเชื่อ เช่น กาแฟ ราคาเพียง 10.9 หยวน, ชุด ซาลาเปาราคา 13 หยวน ขณะที่ ชุด อาหารเช้าของ McDonald’s ราคาเหลือเพียง 26.8 หยวน เป็นต้น
Meituan เข้าร่วม ในการแข่งขัน ดังกล่าวด้วย แต่ก็ส่งผลกระทบ ต่อ ความสามารถในการทำกำไร ของบริษัท เห็นได้จาก ผลประกอบการ ไตรมาส 3 ปี 2568 ที่บันทึก ผลขาดทุน เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี หรือ นับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งบริษัทฯ อ้างถึง ผลกระทบ จากการแข่งขัน ที่รุนแรง ในประเทศ ในธุรกิจเดลิเวอรี เป็นหลัก และ ผลขาดทุน จะยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ในไตรมาสที่ 4
ขณะที่ Alibaba และ JD เอง ต่างรายงานว่า กำไรสุทธิโดยรวม ลดลงครึ่งหนึ่ง ในไตรมาสเดียวกันนั้น
ศึกเดลิเวอรีจีน เมื่อ 3 ยักษ์ใหญ่ ลงสนาม
จีน เบรก เกมราคา เปิดสอบสวนครั้งแรก
แม้ผลประกอบการจะลดลง แต่ความร้อนแรงในสงครามราคายังดำเนินต่อไป จนล่าสุด ทางการจีนต้องออกมาหย่าศึกอีกครั้ง ด้วยการเปิดสอบสวนการผูกขาดในภาคส่วนนี้
โดยหน่วยงานกำกับดูแลการต่อต้านการผูกขาดระดับสูงสุดของจีน ได้เริ่มตรวจสอบการแข่งขันในภาคส่วนบริการส่งอาหาร เพราะมีความกังวลต่อสงครามราคาทวีความรุนแรงขึ้น การอุดหนุนงบประมาณจำนวนมหาศาล และการบิดเบือนการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่อกลไกตลาด และสร้างแรงกดดันต่อภาคเศรษฐกิจจริง
เจ้าหน้าที่ทางการ ย้ำว่า แพลตฟอร์มเดลิเวอรี มีการใช้กลยุทธ์การอุดหนุนงบประมาณอย่างก้าวร้าว เกิดสงครามตัดราคา และแนวปฏิบัติในการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างความกังวลเป็นวงกว้างให้แก่ทั้งภาคธุรกิจ แรงงาน และผู้บริโภค พฤติกรรมดังกล่าวยิ่งทำให้การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมทวีความรุนแรงเกินขอบเขต และกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าที่มีหน้าร้านจริง อีกด้วย
ซึ่งการสอบสวนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งสัญญาณความกังวลจากหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมทั้งประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการผูกขาด เพื่อฟื้นฟูระเบียบการแข่งขันในตลาดให้กลับมาดำเนินไปอย่างเหมาะสม
การแข่งขันด้วยกลยุทธ์การ “เผาเงิน” แบบไม่มีใครยอมถอย ไม่เพียงสะท้อนถึงความดุเดือดของธุรกิจแพลตฟอร์ในจีน ที่ยังต้องติดตามตอนต่อไป แต่ก็ยังอาจส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อทั้งระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และพฤติกรรของผู้บริโภคในระยะยาว นี่จึงอาจเป็นตัวอย่างคลาสสิกของการต่อสู้ที่ทั้งสร้างโอกาส และทำลายเสถียรภาพของตลาดไปพร้อมกันได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/dbd-digital-08012026/
แหล่งที่มา :
https://global.chinadaily.com.cn/a/202601/09/WS6960d0e7a310d6866eb32f68.html
