พาณิชย์วาง 6 มาตรการ รับมือผลกระทบการค้า จากเหตุตะวันออกกลาง
pexels-tomfisk-3840447

พาณิชย์วาง 6 มาตรการ รับมือผลกระทบการค้า จากเหตุตะวันออกกลาง ระบุมีนัยต่อการค้าระดับภูมิภาค–โลก เผย 6 มาตรการดูแลราคาต้นทุนการขนส่ง ช่วยผู้นำเข้า-ส่งออก

วันนี้ (3 มี.ค.) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการประชุมประเมินสถานการณ์ความไม่สงบ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ว่า แม้ผลกระทบทางตรง ระหว่างไทยกับประเทศคู่ขัดแย้งจะยังอยู่ในระดับจำกัด

แต่สถานการณ์ที่ขยายวงในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานและการขนส่งทางเรือ ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ในด้านผลกระทบทางตรง ไทยมีสัดส่วนการค้าโดยตรงกับประเทศคู่ขัดแย้งไม่สูง โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 3.6% ของมูลค่าการส่งออกรวม จึงยังไม่พบสัญญาณการยกเลิก หรือชะลอคำสั่งซื้อในภาพรวม

อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่มีนัยสำคัญ จะอยู่ในระดับภูมิภาคตะวันออกกลาง และภาพรวมเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้มีความตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศ ที่ต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้าทางเรือ ผ่านเส้นทางหลักในภูมิภาคดังกล่าว

สถานการณ์ความไม่ปลอดภัย และข้อจำกัดด้านเส้นทางเดินเรือ ได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทางเรือโดยตรง ทำให้สายเรือหลายรายต้องปรับเส้นทางเดินเรือ เพิ่มระยะเวลาเดินทาง

ส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้ง ยังเกิดความตึงตัวของตู้คอนเทนเนอร์และตารางเรือในบางเส้นทาง ซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออกไทย

นอกจากนี้ ราคาพลังงานในตลาดโลก มีแนวโน้มผันผวน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต และค่าขนส่งในระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์จึงประเมินว่า แม้ผลกระทบทางตรงยังจำกัด แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านกลไกราคา และโลจิสติกส์ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

วาง 6 มาตรการรับมือ

เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการเชิงรุก 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่

(1) การบริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกักตุนหรือปรับขึ้นราคาเกินสมควร พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงานสู่ราคาสินค้า

(2) การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง ประสานผู้นำเข้าสำรวจสต็อก และกระจายความเสี่ยงไปยังแหล่งนำเข้านอกพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสนับสนุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น

(3) การสนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ ร่วมกับภาคเอกชน ประเมินผลกระทบค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการบริหารต้นทุน การปรับเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า และการกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยง

(4) การประสานงานใกล้ชิด กับสายเรือและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ติดตามสถานการณ์เส้นทางเดินเรือ ความแออัดของท่าเรือ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินผลต่อโครงสร้างต้นทุนการส่งออก

(5) การขับเคลื่อนบทบาทเชิงรุกของทูตพาณิชย์ มอบหมายให้รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า และมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำผู้ประกอบการไทยในการบริหารความเสี่ยง

(6) การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคา ประเมินผลจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ต่อโครงสร้างต้นทุนและมูลค่าการส่งออก เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างตรงจุดและทันท่วงที

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่ารัฐบาลเตรียมแผนรองรับ ทั้งการดูแลราคาสินค้า การบริหารจัดการต้นทุน และการสนับสนุนผู้ส่งออก ให้สามารถรักษาตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก

โดยจะทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการค้าไทยในช่วงสถานการณ์โลก ที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถขอรับคำปรึกษา และติดตามข้อมูลสถานการณ์การส่งออกเพิ่มเติม ได้ที่สายด่วน 1169

ที่มาของข้อมูล: https://www.moc.go.th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/dit-consumer-price/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X