
11 ธนาคารพาณิชย์ กำไรสุทธิ ปี 68 รวมเกือบ 3 แสนล้านบาท เติบโต 3.63% จากปี 2567 มีอัตราการเติบโต สูงกว่า การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศปี 68 ที่คาดว่า จะเติบโตไม่เกิน 2%
ธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง รายงานผลการดำเนินงาน ปี 2568 มีกำไรสุทธิรวม 265,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,297 ล้านบาท หรือ คิดเป็น อัตราการเติบโต 3.63% จากปี 2567 มีอัตราการเติบโตสูงกว่า อัตราการเติบโตของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ปี 2568 ที่เติบโตไม่เกิน 2%
11 ธนาคารพาณิชย์ ที่ประกาศ ผลการดำเนินงาน ประกอบด้วย
1.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)(KBANK)
2.ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)(KTB)
3.บริษัท เอสซีบีเอกซ์ จำกัด (มหาชน)(SCB)
4.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)(BBL)
5.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)(BAY)
6.ธนาคารทหารไทยธนชาต(TTB)
7.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO)
8.กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)
9.ธนาคารไทยเครดิต จำกัด(มหาชน) (CREDIT)
10.บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล จำกัด(มหาชน)(LHFG)
- ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT)
11 ธนาคารพาณิชย์ กำไรสุทธิ ปี 68
KBank กำไรสูงสุด ขณะที่ LHFG กำไร มีอัตราการเติบโตสูงสุด 41%
โดย KBANK แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 49,564 ล้านบาท ลดลง 0.07%
KTB แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 48,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.49%
SCB แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 47,487 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.06%
BBL แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 46,006 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.75%
BAY แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 31,738 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 6.86%
TTB แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 20,639 ล้านบาท ลดลง 1.86%
TISCO แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 6,658 ล้านบาท ลดลง 3.52%
KKP แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 5,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.53%
CREDIT แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 4,016 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.82%
LHFG แจ้งกำไรสุทธิจำนวน 2,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41%
และ CIMBTแจ้งกำไรสุทธิจำนวน 2,257 ล้านบาท ลดลง 20.86%
ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในปี 2568 ธนาคาร มีกำไรอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ ปีก่อน โดย กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิต ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และ ภาษีเงินได้มีจำนวน 109,951 ล้านบาท ลดลงจำนวน 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% จากปีก่อน
เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ที่มีจำนวน 137,152 ล้านบาท ลดลงจำนวน 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย
รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปี และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75%
พร้อมกันนั้น ธนาคาร พิจารณาตั้งสำรอง ผลขาดทุนด้านเครดิต ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss: ECL) จำนวน 40,312 ล้านบาท ลดลงจำนวน 6,939 ล้านบาท หรือ 14.69%
โดยยังคงเป็นสำรองฯ ที่ตั้งตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบซึ่งปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสำรองฯ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์และความไม่แน่นอนของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความท้าทาย
กรุงไทย เดินหน้า ช่วย SMEs
ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว ประมาณ 2.0% ต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยมาตรการด้านภาษี และ การค้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ภาคการผลิต ชะลอตัวจากการแข่งขัน กับ สินค้าราคาถูก จากต่างประเทศ ที่รุนแรงขึ้น
อีกทั้งยังเผชิญกับ ความท้าทาย เชิงโครงสร้าง ทั้ง ความเปราะบาง ที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะ หนี้ครัวเรือนสูง การขาดความสามารถในการแข่งขัน ในโลกใหม่ และ ความท้าทายของภาครัฐ
ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ เผชิญแรงกดดัน เพิ่มเติมจากผลกระทบ ของภัยพิบัติรุนแรง ความขัดแย้งแนวชายแดน และ อาชญากรรมทางไซเบอร์
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ธนาคารดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ มุ่งเน้นการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ และการดูแลช่วยเหลือลูกค้าประชาชนอย่างต่อเนื่อง
โดยธนาคารยังเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้า และ ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการแก้หนี้ และฟื้นฟูศักยภาพ อาทิ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับลูกหนี้ NPL ไม่เกิน 100,000 บาท ควบคู่กับโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และ “สินเชื่อรวมหนี้ข้าราชการยั่งยืน”
รวมถึง มาตรการช่วยเหลือในภาวะวิกฤต พร้อม ยกระดับโอกาส SMEs ผ่านแนวทาง “Reinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่อเศรษฐกิจไทย” เช่น โครงการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” และสนับสนุนเงินทุน เสริมสภาพคล่องให้ 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ ค้าปลีก Healthcare เกษตรและอาหาร และการท่องเที่ยว เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและผลักดันการเติบโตที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และยั่งยืน ผยง กล่าว
รายได้ค่าธรรมเนียม พุ่ง
บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ระบุการเพิ่มขึ้น ของกำไรสุทธิ มาจากการเพิ่มขึ้นของ กำไรจากเงินลงทุน และ รายได้ค่าธรรมเนียม ที่เพิ่มขึ้น จากผลการดำเนินงาน ของธุรกิจบริหาร ความมั่งคั่ง ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ขณะที่ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ที่ลดลง ภายหลัง จากการขายธุรกิจ Robinhood ในปี 2567 และ จากการควบคุมต้นทุน อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมทั้งการเติบโต อย่างมีนัยสำคัญ ของกำไร จากกลุ่มธุรกิจบริการ ทางการเงินดิจิทัล และ สินเชื่อเพื่อรายย่อย
ขณะที่ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 119,117 ล้านบาท ลดลง8.0% จากปีก่อน จากการลดลงของ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ จากการปรับลด อัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งภายในปี และ ปริมาณสินเชื่อโดยรวม ที่ลดลง 2.1% ภายใต้การปล่อยสินเชื่อ อย่างระมัดระวัง
ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี กล่าวว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ในภาพรวมถือว่า เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่
การรักษาระดับ ผลการดำเนินงาน ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
การดูแล คุณภาพสินทรัพย์ ให้มีเสถียรภาพ
การสร้างมูลค่า ให้กับผู้ถือหุ้น
และ การช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืน
โดยธนาคาร สามารถรักษาระดับผลกำไร ได้ใกล้เคียงกับ ปีก่อนหน้า ด้วยกำไรสุทธิที่ 20,639 ล้านบาท ในปี 2568 เทียบกับ 21,031 ล้านบาท ในปี2567 หรือ ลดลงราว 2%
เป็นผล จากการเพิ่มประสิทธิภาพ ในทุกมิติ เพื่อชดเชย การลดลงของรายได้ดอกเบี้ย จาก ทิศทางดอกเบี้ยขาลง และ การลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยเหลือลูกค้า
โดย ธนาคารมุ่งเน้นการบริหารจัดการ พอร์ตสินทรัพย์ และ หนี้สิน ในเชิงรุก เพื่อให้อัตราผลตอบแทน และ ต้นทุนทางการเงิน มีความสอดคล้องกัน
ขณะเดียวกันก็ใช้ ศักยภาพด้านดิจิทัล ยกระดับการนำเสนอ โซลูชันทางการเงิน ให้กับลูกค้า และ เพิ่มประสิทธิภาพ ในการดำเนินงาน ซึ่งช่วยกระตุ้นทั้ง รายได้ค่าธรรมเนียม และ การบริหารต้นทุน อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/ttb-13012026/
ที่มาของข้อมูล : www.set.or.th
