
สภาพัฒน์ฯ คาด ปี 68 เศรษฐกิจไทย โต 1.8-2.3 % หลังจากที่ไตรมาสสอง เศรษฐกิจไทยเติบโตที่ 2.8% ทำให้ครึ่งแรกของปี เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยที่ 3%
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสอง ของปี 2568 เติบโตที่ 2.8% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาสแรกของปี 2568
เป็นผลมาจากการชะลอตัวของ การผลิตภาคนอกเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับ การท่องเที่ยว และ การชะลอตัวของการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้าย และ การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาลชะลอตัวลง
ขณะที่การผลิตภาคเกษตร ขยายตัวต่อเนื่อง การส่งออกสินค้า และ บริการขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการส่งออกในไตรมาสสอง 84,171 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวต่อเนื่อง เป็นไตรมาสที่ 5 ที่ 15% ตามการเร่งส่งออกสินค้าก่อนสิ้นสุดช่วงผ่อนปรนอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ
โดยดัชนีปริมาณการส่งออกขยายตัวในเกณฑ์สูง 14.5% ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของปริมาณการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สอดคล้องกับ ความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง
ส่วนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตรารว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.89% ในไตรมาสก่อน แต่ต่ำกว่า 1.07% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาสอยู่ที่ -0.3
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 1% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.6 พันล้านดอลลาร์ (17.1 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.07 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.2% ของ GDP
ขณะที่การสะสมทุนถาวรเบื้องต้น และ การนำเข้าสินค้า และ บริการเร่งตัวขึ้น จากภาครวมดังกล่าว ทำให้ในช่วงครึ่งแรกของปี เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ 3%

สภาพัฒน์ฯ คาด ปี 68 เศรษฐกิจไทย โต 1.8-2.3 %
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2568 ดนุชา กล่าวว่า สศช. ได้ปรับประมาณการใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว อยู่ที่ 1.3-2.3% (ค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 1.8%) เป็นขยายตัวในช่วง 1.8-2.3% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) เมื่อเทียบกับ 2.5%
ในปี 2567 โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.0 – 0.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.1% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม สศช. เสนอว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 ควรให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
1.การดำเนินการเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้ของประเทศสำคัญ
2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน
3.การสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง
4.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้า
5.การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อให้เม็ดเงินรายจ่ายภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว
- การดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร
ที่มาของข้อมูล : https://www.nesdc.go.th/nscr/main/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/marketbuzzz-06082025/
