กรมพัฒนาธุรกิจ เช็คเข้มทั่วไทย สกัด‘นอมินี’ ลุยเกาะพะงัน-สมุย
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

กรมพัฒนาธุรกิจ เช็คเข้มทั่วไทย สกัด‘นอมินี’ ลุยเกาะพะงัน-สมุย พบบริษัทถือหุ้นโดยต่างชาติ 11,426 ราย สัดส่วน 67.97% นำโดย ฝรั่งเศส อิสราเอล และอังกฤษ

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย’ จ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี (ถือหุ้นแทน) หลังเกิดกระแสปากต่อปาก ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว

โดยจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติ ลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีจำนวน 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ รวม 16,811 ราย ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าว มีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย และที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี

การตรวจสอบครั้งนี้ เป็นการทำงานเชิงรุก ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินี มาลงโทษให้สิ้นซาก

พูนพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวก แก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นสำคัญ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ อีกทั้ง มองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศ และสร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจ

แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางราย ที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้ง คนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ จึงทำให้การประกอบธุรกิจ เกิดการบิดเบี้ยวและทำลาย ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

เข้มงวดการจดทะเบียนบริษัท

นับแต่นี้เป็นต้นไป กรมฯ พร้อมกำกับดูแล การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ ที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด หากเข้ามาประกอบธุรกิจ โดยถูกต้องตามกฎหมาย ก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ เพราะถือว่ามาร่วมสร้างความเจริญให้ประเทศ

แต่หากเข้ามาในรูปแบบสีเทา ใช้คนไทยเป็นนอมินี ตักตวงผลประโยชน์เข้าตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็พร้อมปราบปรามอย่างหนัก เพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจ ที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ

จากข้อมูลที่กรมฯ ได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงัน และเกาะสมุย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจ ในลักษณะนอมินีสูง พบว่า จ.สุราษฎร์ธานีมีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย เป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%)

โดยสัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ในสุราษฎร์ธานี ได้แก่ ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) อังกฤษ 1,446 ราย (12%) รัสเซีย 1,205 ราย (10%) อิสราเอล 1,147 ราย (10%) เยอรมัน 608 ราย (5%) จีน 569 ราย (5%) อเมริกัน 444 ราย (4%) ออสเตรเลีย 335 ราย (3%) อิตาเลียน 258 ราย (2%) และเบลเยียน 222 ราย (2%)

โดยเกาะพะงัน มีบริษัทจำกัด 4,761 ราย เป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%)

สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก เกาะพะงัน ได้แก่ อิสราเอล 720 ราย (22%) ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) อังกฤษ 359 ราย (11%) รัสเซีย 306 ราย (10%) เยอรมัน 194 ราย (6%) อเมริกัน 144 ราย (4%) อิตาเลียน 89 ราย (3%) ยูเครน 69 ราย (2%) ออสเตรเลีย 58 ราย (2%) และเบลเยียน 56 ราย (2%)

ส่วนเกาะสมุย มีบริษัทจำกัด 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%)

สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก เกาะสมุย ได้แก่ ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) อังกฤษ 1,077 ราย (13%) รัสเซีย 885 ราย (11%) จีน 478 ราย (6%) อิสราเอล 419 ราย (5%) เยอรมัน 406 ราย (5%) อเมริกัน 291 ราย (4%) ออสเตรเลีย 273 ราย (3%) สวิส 173 ราย (2%) และอิตาเลียน 169 ราย (2%)

“จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนที่ เกาะพะงันและเกาะสมุย มีจำนวนถึง 11,426ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) พบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่า ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว”

พบธุรกิจต้องสงสัยบนเกาะพะงัน

พูนพงษ์ กล่าว ที่ผ่านมา กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัย เกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ใน 2กลุ่มธุรกิจ คือ

1.สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อ สำนักงานเฟิร์ส คอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของสำนักงานแห่งนี้ มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยได้ลงพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง

โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสาร และคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบ ว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินี ในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี

 2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้าง อาคาร วิลล่า โครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม

โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน ของโครงการวิลล่าดังกล่าว มูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วน 49% และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอล เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขาย เพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี

ขณะที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่าย การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียนรับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย

อีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท กรมได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่ เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินี ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี  34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงิน หรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน)

โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

ทั้งนี้ กรมกำลังดำเนินการสแกนนิติบุคคล กลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา เป็นต้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยง และโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี

โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ดังนี้

1.ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป

2.ต่างชาติถือหุ้น 0.01- 49.99%

โดยกรมฯ และหน่วยงานพันธมิตร จะเร่งเดินหน้าเชิงรุก เพื่อปราบปรามนอมินี ทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุกๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ

ทั้งนี้ได้ขอความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมลงนาม MOU ที่ผ่านมา ขอให้จับมือกันอย่างเหนียวแน่น เพื่อร่วมกันเปิดปฏิบัติการทลายนอมินีบน เกาะพะงันและเกาะสมุย โดยร่วมแรงร่วมใจใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน มาบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง

เพื่อร่วมกันเปลี่ยนการค้าการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเปลี่ยนจากการอำพราง ให้กลายเป็นความโปร่งใส

 

X Info….
 รับลูกตรวจเข้ม Quick Big Win

ก่อนหน้านี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งปราบปรามธุรกิจนอมินีเชิงรุก ภายใต้นโยบาย Quick Big Win เน้นสกัดตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน ควบคู่กับการตรวจสอบเชิงลึก และบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานหลัก ด้านการปราบนอมินี

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า เรื่องตรวจสอบการจดทะเบียนเพื่อป้องกันปัญหานอมินี ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่กรมฯ ต้องดำเนินงานป้องกันและปราบปราม ตามนโยบาย Quick Big Win เพื่อสกัดกั้นการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ และป้องกันการนำนิติบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ อาทิ การฟอกเงิน และการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น

ที่ผ่านมากรมฯ ได้เร่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง ที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น การลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก รวมถึงการเพิ่มมาตรการตรวจสอบ 5 คำสั่ง 2 ประกาศ สำหรับกลุ่มเสี่ยง ที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ก่อนการรับจดทะเบียนนิติบุคคล

ซึ่งหลังจากกรมฯ ได้บังคับใช้คำสั่งให้กลุ่มเสี่ยง ต้องส่งหลักฐานทางการเงินเพิ่มเติม ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปี 2569 (1 ม.ค.-31 มี.ค. 69) พบการจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินี ลดลงอย่างก้าวกระโดดถึง 60% (พบบริษัทกลุ่มเสี่ยง 1,373 บริษัท) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 (3,511 บริษัท)

ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้เพิ่มมาตรการยืนยันการลงทุน และบังคับใช้เมื่อ 1 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ช่วง 1 เม.ย.-23 เม.ย. 69 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงถึง 75% (175 บริษัท) เมื่อเทียบกับสถิติช่วงเดียวกันของปี 2568 (658 บริษัท) สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ ที่กรมฯ ได้ออกมาก่อนหน้านี้ ช่วยป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในธุรกิจนอมินีได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรม

โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568-23 เมษายน 2569 กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตร ได้ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดธุรกิจใน 3 ด้านคือ

1.ดำเนินการเร่งด่วนตามนโยบายของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (Quick Big Win) เพื่อแก้ไขปัญหานอมินี โดยตรวจสอบนิติบุคคลไทย ที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นที่อาจมีลักษณะนอมินี พร้อมกับนำส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จำนวน 11 ราย

ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลกว่า 300 ราย โดยเป็นธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเหล็ก สำนักงานบัญชี/ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่ง ตรวจพบในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

2.การลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกกลุ่มเสี่ยง 27 พื้นที่ 10 จังหวัด เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ และล้งมะพร้าว และส่งต่อข้อมูลนิติบุคคลที่เข้าข่ายนอมินี ไปยัง 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบเชิงลึก และดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด ประกอบด้วย

-สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จำนวน 534 ราย ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถือหุ้นคนไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นนอมินี

-กรมสรรพากร จำนวน 6,709 ราย เพื่อตรวจสอบบัญชี และงบการเงินของนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง

-สำนักงานประกันสังคม จำนวน 137 ราย เพื่อตรวจสอบผู้ประกันตน หรือลูกจ้างของสำนักงานบัญชีที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย

-กองบังคับการปราบปราม การกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) จำนวน 117 ราย เพื่อตรวจสอบนิติบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ประกอบด้วย สำนักงานบัญชี 92 ราย ล้งมะพร้าวนิติบุคคล 15 ราย และบุคคลธรรมดา 10 ราย

-กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จำนวน 25 ราย

-สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จำนวน 15 ราย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้กระทำผิดต่อไป

3.การตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าว ที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พบมีธุรกิจต่างด้าวที่เข้าข่าย การประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 4,372 ราย ประกอบไปด้วย

-ธุรกิจบัญชีหนึ่ง ซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด จำนวน 256 ราย

-ธุรกิจบัญชีสองและธุรกิจบัญชีสาม ที่ต้องได้รับอนุญาตก่อน จึงจะประกอบธุรกิจได้ จำนวน 4,116 ราย

โดยกรมฯ จะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริง จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งเดินหน้าป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง โดยมีกำหนดจะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee)

ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมที่ดิน กรมการท่องเที่ยว

กรมการจัดหางาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย

รวมทั้งสิ้น 21 หน่วยงาน เมื่อวันพุธที่ 29 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด โดยการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติ ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง

รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการนอมินี ประกอบกับบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

#นอมินี #กรมพัฒนาธุรกิจ #พาณิชย์ #ลงพื้นที่ #บูรณาการ #BangkokX

ที่มาของข้อมูล: https://www.dbd.go.th/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/dbd-nominee-pattaya/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X