สงคราม สหรัฐ อิสราเอล VS อิหร่าน กับ ราคาที่ต้องจ่าย
สงคราม สหรัฐ อิสราเอล VS อิหร่าน

สงคราม สหรัฐ อิสราเอล VS อิหร่าน กับ ราคาที่ต้องจ่าย ที่มีมูลค่ามากกว่า ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กับ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และ ทุกภาคธุรกิจ ยังไม่นับรวมกับความสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์นับร้อยชีวิต

 

BangkokX Team

 

1 สัปดาห์ หลัง การโจมตีอิหร่าน ของสหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล สงครามที่เดิมคาดว่าจะจบเร็ว แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เป็นอย่างที่คิด ทำให้มีการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ ความเสียหายด้านเศรษฐกิจ เฉพาะ ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล

ทุกการปรับสูงขึ้นของราคาน้ำมัน 1 เหรียญสหรัฐฯ จะทำให้ต้นทุนในการผลิตของภาคธุรกิจที่ใช้น้ำมัน เพิ่มขึ้น 1% จากปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลกเฉลี่ยวันละ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากรายงานขององค์กรผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น ตั้งแต่ 0.1-1% ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต อัตราเงินเฟ้อ ก็จะขยับขึ้นต่ำที่ 0.1-1%

อันนี้เป็นราคาที่ทุกคนต้องจ่าย ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับสงครามหรือไม่ก็ตาม เพราะตะวันออกกลาง เป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันอันดับต้นๆ ของโลก การปิดช่องแคบ ฮอร์มุช รวมไปถึง การโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของประเทศเพื่อนบ้าน ของอิหร่านเพื่อตอบโต้ การโจมตีของสหรัฐฯ และ อิสราเอล ทำให้ ปริมาณการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลาง ลดลง ตามกฎของอุปสงค์และอุปทาน อุปทานลดลง ราคาสินค้าก็สูงขึ้น

สงคราม สหรัฐ อิสราเอล VS อิหร่าน

กดดัน เศรษฐกิจโลก โต ต่ำกว่า 3%

รายงานล่าสุดของ ธนาคารโลก ระบุว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบกับ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยตรง โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดจาก ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจสูงขึ้นทั่วโลก เพราะ น้ำมันยังคงเป็นปัจจัยในการผลิตที่สำคัญ

ธนาคารโลก คาดการณ์ว่า ถ้าสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ จะส่งผลให้ราคาน้ำมัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10-13% อยู่ที่ 80-82 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล และ มีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นไปแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล

การปรับสูงขึ้นของราคาน้ำมัน จะทำให้ อัตราเงินเฟ้อ ปรับตัวสูงขึ้น 0.5-0.8% แนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้เศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.6% จากเดิมที่คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลก จะเติบโตที่ 3.3%

สงคราม สหรัฐ อิสราเอล VS อิหร่าน

เศรษฐกิจไทย เสี่ยง เติบโต เหลือ 1.3%

จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่มีแนวโน้มชะลอตัว เศรษฐกิจไทยก็เผชิญกับ ราคาที่ต้องจ่าย จากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเช่นกัน

จากเอกสารด่วนที่สุด ของ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่นำเสนอ ต่อ นายกรัฐมนตรี ถึง ผลกระทบจากสงคราม สหรัฐ อิสราเอล กับ อิหร่าน ได้ วิเคราะห์ ผลกระทบ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กับ เศรษฐกิจไทย ออกเป็น 2ฉากทัศน์

ฉากทัศน์ แรก คือ ถ้าสงครามกระจากตัวไปทั่วภูมิภาค ตะวันออกลาง และ สิ้นสุดลงภายใน 1 เดือน การขนส่งทางทะเล ผ่านช่องแคบฮอร์มุช จะได้รับผลกระทบระยะสั้น

สถานการณ์ดังกล่าว จะทำให้ราคาน้ำมันดิบโลก อยู่ในช่วง 95-105 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทย ปี 2569 เติบโตประมาณ 1.6% ลดลง จากเดิม ที่คาดการณ์ไว้ว่า จะเติบโตที่ 2%

ฉากทัศน์ที่ 2 กรณีที่สงครามยกระดับ หรือ ขยายวงกว้าง ครอบคลุมตะวันออกกลาง และ ยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุช ถูกปิด และ ไม่สามารถขนส่งน้ำมันได้ ส่งผลกระทบต่อ ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) จะทำให้ ราคาน้ำมันขึ้นไปอยู่ที่ 115-125 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบ ให้เศรษฐกิจไทย เติบโต เพียง 1.3% จากเดิม ที่คาดว่าจะเติบโตที่ 2%

การที่เศรษฐกิจไทย จะเติบโตเพียง 1.3% หมายความว่า มูลค่าของเศรษฐกิจไทยหายไปกว่า 120,000 ล้านบาท!!!

หมายถึง เงินในกระเป๋าของเราหายไป ซึ่งเป็นผลพวงจากสงคราม ถึงแม้จะไม่เกี่ยวกับไทยโดยตรง แต่ไทยก็ได้รับผลกระทบ จากสิ่งที่เกิดขึ้นจากสงครามที่เกิดขึ้น

ตั้งสติ ตั้งรับ และ ปรับตัว

 

ท่ามกลางความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) โดย ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาฯ  ให้ความเห็นถึง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ผู้ประกอบการต้องตั้งสติ และ วางกลยุทธธุรกิจเพื่อรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดย ให้มองทางหนี-ทีไล่ ไว้ 5 เส้นทาง กรณีการค้าโลกสะเทือนจากเหตุช็อกภูมิรัฐศาสตร์

  1. บริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนขนส่ง เช่น ตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาค่าระวาง (Freight Term) พิจารณา Lock rate ระยะสั้น หากเห็นแนวโน้มปรับขึ้น ก็ควรพิจารณาทบทวน Incoterms (ข้อกำหนดมาตรฐานสากลในการส่งมอบสินค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย) เพื่อกระจายความเสี่ยง
  2. บริหารความเสี่ยงค่าเงิน เช่น ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (FX Hedging) เจรจาปรับราคาในสัญญาระยะยาว หากต้นทุนพลังงานเพิ่ม
  3. บริหารสินค้าคงคลัง และ Lead Time ตรวจสอบคำสั่งซื้อที่ต้องส่งผ่านเส้นทางเสี่ยง เผื่อเวลาขนส่งเพิ่ม 1-2 สัปดาห์ ประสานสายเรืออย่างใกล้ชิด
  4. กระจายตลาดส่งออก เช่น ลดการพึ่งพาตลาดที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงานสูง เร่งขยายตลาดในอาเซียน เอเชียใต้ และตะวันออกไกล
  5. เตรียมแผนฉุกเฉิน (Contingency Plan) เช่น ตั้งทีมติดตามสถานการณ์รายสัปดาห์ ประเมิน Worst-case scenario ด้านต้นทุน รักษาสภาพคล่องทางการเงิน

ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือวิเคราะห์ด้วยว่า สงครามครั้งนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อระบบการค้าโลก 3 มิติหลักทั้งด้านราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดันให้ราคาต้นทุนสินค้าพุ่งขึ้น

ผลกระทบมิติถัดมาคือ สะเทือนเสถียรภาพตลาดการเงินโลก ทำให้ค่าเงินผันผวน เงินบาทอ่อนค่า ต้นทุนนำเข้าเพิ่ม และมิติที่ 3 คือ กระทบต่อคำสั่งซื้อ กระทบชิ่งต่อการค้าโลกยาวนานกว่าครึ่งปี

และสำหรับบุคคลทั่วไป อย่าคิดว่า สงครามนี้เป็นเรื่องไกลตัว เมื่อภาคธุรกิจประสบกับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ผลย้อนกลับมาจากการปรับตัวของธุรกิจ คือ การบริหารจัดการต้นทุน ที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะต้นทุนด้านบุคลากร ดังนั้น ภาคประชาชน เอง ก็ต้องเตรียมตัวรับกับสถานการณ์​ มีเงินสด ต้องเก็บไว้ เพราะ ไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ในภาวะที่สงคราม ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่

เป็นราคาที่ทุกคนต้องจ่าย จากสงครามที่มหาอำนาจเปิดฉากรบกัน

ทำให้นึกถึงคำสุภาษิตโบราณของไทยที่ว่า “ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ”

ที่มาของข้อมูล : https://www.reuters.com/world/middle-east/iran-conflict-poses-new-risk-us-economic-resilience-2026-03-02/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/thai-warroom-us-iran/

 

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X