บางจาก แจงลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี BCPG โปร่งใส
บางจาก คลังน้ำมันเพชรบุรี

บางจาก แจงลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี BCPG โปร่งใส ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG”) ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น

เนื่องจากมีการกล่าวถึงกลุ่มบริษัทบางจาก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ผู้บริหาร และกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร ขณะที่ข้อมูลบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่าง เกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม การประเมินมูลค่า และหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ กลุ่มบริษัทบางจาก ขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณะ

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากฯ

 

จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง (“โรงกลั่นฯ”) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด

ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการ คลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ในช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯ

ในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจ และความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 1.2 แสนบาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมัน และโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม

โดยในช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทาง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลัง และโลจิสติกส์เพิ่มเติม

บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บมจ.บางจากฯ
ขยายธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายราย เพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมัน หลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ในพื้นที่ฝั่งตะวันตก

รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่น และความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรี มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร

ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน BCPG อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ

โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี จึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุน ที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก

การพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคต ภายใต้สัญญาการให้บริการ และศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัดระวัง

รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาด ประมาณ 50% และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาท อยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว

ทั้งนี้ ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอน ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย

รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บีซีพีจี
ราคาสะท้อนมูลค่าตามช่วงเวลา

ราคาซื้อขายในปี 2565 ที่แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ และถังเก็บน้ำมัน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต

ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง และกำหนดโครงสร้างการรับโอน ผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ

ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าว เป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมาย สำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG

 เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการ ต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตน และสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่น ที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี

ผลการวิเคราะห์แสดงว่า จากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่ มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท

สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิ และสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับ จากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมด เท่ากับมูลค่าการลงทุน

กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอน และหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณา จากผู้มีอำนาจตามลำดับ

โดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม และหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดี ในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม

ถังเก็บน้ำมัน ที่คลังน้ำมันเพชรบุรี
เกี่ยวกับบางจากฯ

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทด้านพลังงานชั้นนำ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดำเนินธุรกิจใน 10 ประเทศทั่วโลก มีโครงสร้างการดำเนินธุรกิจที่ประกอบด้วย 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้

-กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ (Refinery, Marketing and Biofuels) บริหาร 2 โรงกลั่นน้ำมันระดับโลก โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง และโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา กำลังการกลั่นรวมประมาณ 300,000 บาร์เรลต่อวัน

ด้วยเครือข่ายการตลาดทั่วประเทศ และขยายกำลังการผลิตโรงงานผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพ ผลิตภัณฑ์จากชีวภาพ รวมทั้งกำลังการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

-กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ (Upstream) ดำเนินธุรกิจแหล่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ผ่านการลงทุนใน OKEA ASA ในประเทศนอร์เวย์ พร้อมขยายการเข้าถึงแหล่งพลังงาน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน (Power and Infrastructure) ขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานสะอาด และรองรับความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และสาธารณูปโภค

-กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน (Trading) เสริมศักยภาพในการต่อยอดห่วงโซ่อุปทาน ขยายสู่ตลาดโลกผ่านการซื้อขายพลังงานแบบมีสินทรัพย์รองรับ (Asset-Backed Trading)

-กลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ (New Businesses and Holdings) มุ่งสร้างการเติบโตสู่อนาคตผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์และด้านนวัตกรรม รวมทั้งมีสถาบันเทคโนโลยีนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ (BiiC) เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับเทคโนโลยีและการเติบโต ของธุรกิจใหม่ในระยะยาว

บางจากฯ ได้ร่วมก่อตั้ง Carbon Markets Club (CMC) เพื่อสนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และสร้างความตระหนักรู้ด้านวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และต่อยอดสู่ระดับภูมิภาค ด้วยการเป็นหนึ่งในผู้ลงนามในกรอบความร่วมมืออาเซียน (ASEAN Common Carbon Framework)

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดตลาดคาร์บอนที่เชื่อมโยงกันได้ และคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูง โดยบางจากฯ ตั้งเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050

X Info…
เติบโตก้าวกระโดดในรอบ 10 ปี

ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2559–2569) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) ได้พลิกโฉมธุรกิจน้ำมันครั้งใหญ่ โดยก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจโรงกลั่น และสถานีบริการแถวหน้าของไทย ผ่านการลงทุน การซื้อกิจการ (M&A) และการร่วมทุนที่สำคัญ ดังนี้

การซื้อและควบรวมกิจการ (M&A)

-ซื้อกิจการ เอสโซ่ (ปี 2566–2567) เป็นดีลประวัติศาสตร์ด้านพลังงาน ที่บางจากเข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 76.34% ในบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) และเพิ่มสัดส่วนเป็น 99.7% ในปี 2567

การซื้อกิจการครั้งนี้ ทำให้บางจากได้สินทรัพย์โรงกลั่นแห่งที่ 2 ในจังหวัดชลบุรี (กำลังการกลั่น 1.74 แสนบาร์เรล/วัน) และเครือข่ายสถานีบริการกว่า 800 แห่ง

ผลประโยชน์ และ Synergy ที่บางจากได้รับ แม้ในระยะสั้นตัวเลขกำไรสุทธิ มีความผันผวนตามราคาน้ำมันดิบโลก แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ธุรกิจพลังงาน ดีลนี้สร้างมูลค่าเพิ่ม (Synergy)ให้กับบางจากอย่างมหาศาล

กำลังการกลั่นรวมเป็นเบอร์ 1 ของไทย การมี 2 โรงกลั่นช่วยลดความเสี่ยงในการปิดซ่อมบำรุง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาน้ำมันดิบ

การประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) เกิดการประหยัดต้นทุนจากการขนส่งร่วมกันทางท่อและเรือ รวมถึงการแชร์เทคโนโลยีร่วมกัน

การรีแบรนด์ปั๊มน้ำมัน ปั๊มน้ำมันเอสโซ่เดิมทั้งหมด ถูกเปลี่ยนผ่านมาเป็นแบรนด์บางจากอย่างสมบูรณ์ ช่วยขยายฐานลูกค้าบัตรสมาชิก และการเติบโตของธุรกิจ Non-Oil (ร้านกาแฟอินทนิล และร้านสะดวกซื้อ)ได้แบบก้าวกระโด

-บริหารท่อขนส่งและคลังน้ำมัน (ปี 2565) บางจากเข้าลงทุนเพื่อถือสิทธิในการบริหาร ระบบท่อขนส่งและคลังน้ำมันผ่านทางบริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) เพื่อเสริมแกร่งด้านซัพพลายเชน

การลงทุนและร่วมทุนในธุรกิจน้ำมันขั้นต้น (Upstream)

-การลงทุนใน OKEA ASA (ปี 2561–ปัจจุบัน) บางจากได้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยเข้าไปลงทุนใน OKEA ASA บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสโล (Oslo Stock Exchange) เป็นหนึ่งในพอร์ตการลงทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่สร้างความมั่นคงให้แก่กลุ่มบริษัท

การแตกไลน์ธุรกิจ สู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพและพลังงานแห่งอนาคต

-BBGI (ปี 2560) ร่วมทุนและจัดตั้งบริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่าย เชื้อเพลิงชีวภาพรายใหญ่ที่สุดในประเทศ และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

-โรงงานผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF (ปี 2566–2567) เริ่มลงทุนและเดินการเชิงพาณิชย์ สร้างหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากน้ำมันใช้แล้วภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจพลังงานสีเขียว

การขยายธุรกิจ Non-Oil (ค้าปลีก)

-ก่อตั้งบางจาก รีเทล (ปี 2560) จัดตั้งบริษัท บางจาก รีเทล จำกัด (BCR) เพื่อดูแลธุรกิจค้าปลีก ร้านกาแฟ Inthanin และร้านสะดวกซื้อภายในปั๊มน้ำมัน โดยขยายสาขาทะลุ 1,000 แห่ง

-บางจากกรีนเนท ดำเนินธุรกิจบริหารร้านค้าปลีก และเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันบางจาก

#บางจาก #ควบกิจการ #ลงทุน #โรงกลั่น #สีเขียว #Bangkokx

ที่มาของข้อมูล: https://www.bangchak.co.th/th/about/bangchak-journey

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/bangchak-chevron/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X