
“ทักษิณ” อ่วม ศาลฎีกา พิพากษากลับ สั่งจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้าน จากการขายหุ้น “ชินคอร์ป” ปี 2549
วันนี้(17 พฤศจิกายน 2568) ที่ ศาลภาษีอากรกลาง ศูนย์ฯราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กรมสรรพากร จำเลยที่ 1 และ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คือ นายพงษ์ศักดิ์ เมธาพิพัฒน์ ,นายประภาส สนั่นศิลป์ และ นายพิสิทธิ์ ศรีวรานันท์ เป็นจำเลยที่ 2-4 ตามลำดับ
เรื่อง ขอให้ศาลพิพากษา หรือ มีคำสั่ง ให้เพิกถอน การประเมิน ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ ที่แจ้งให้ นายทักษิณ จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นฯ เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท ให้กับ กรมสรรพากร

“ทักษิณ” อ่วม ศาลฎีกา พิพากษากลับ สั่งจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้าน
คดีนี้เกี่ยวข้องกับ การขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับ บริษัท เทมาเสก โฮลดิ้งส์ (Temasek Holdings) จากสิงคโปร์ ในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งมีการโอนหุ้นผ่านตัวแทน (นอมินี) ได้แก่ บุตรของนายทักษิณ
โดยก่อนหน้านี้ ศาลภาษีอากรกลาง มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ภ 220/2563 คดีหมายเลขแดงที่ ภ 109/2565 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 พิพากษาเพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ (ภ.ง.ด.12)
เนื่องจากเห็นว่าเจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากร มิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบโจทก์ ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ในฐานะตัวการ การออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ (ภ.ง.ด.12) จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบ
จากนั้น กรมสรรพากร กับ พวกยื่นอุทธรณ์ ต่อมา ศาลอุทธรณ์ คดีชำนัญพิเศษ แผนก คดีภาษีอากร เห็นพ้องกับ คำพิพากษาศาลชั้นต้น พิพากษา ยืนยกฟ้อง จากนั้น กรมสรรพากร กับ พวกจึงยื่นฎีกา
ล่าสุดศาลฎีกา แผนก คดีภาษีอากร ได้มีคำสั่งวันนี้ (17 พฤศจิกายน 2568) ว่า ศาลฯ ได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสอง พิพากษายกฟ้อง มานั้น ศาลฎีกาฯ ไม่เห็นพ้อง
ด้วยฎีกาของ กรมสรรพากร กับ พวกจำเลยฟังขึ้น พิพากษา กลับยกคำฟ้องโจทก์ ดังนั้น จึงมีผลให้ นายทักษิณ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเรียกเก็บภาษีจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท ของกรมสรรพากรตามขั้นตอน
หลังจากนี้ กรมสรรพากร จะต้องดำเนินการ บังคับคดี เพื่อเรียกเก็บภาษีจำนวนดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนในการออกหมายบังคับคดี
“ทักษิณ” อ่วม ศาลฎีกา พิพากษากลับ
จุดเริ่มต้นของ คดีเมื่อ ปี 2549
คดีนี้ต้อง ย้อนกลับไป วันที่ 23 มกราคม 2549 เมื่อเกิดธุรกรรมขายหุ้น บิ๊กล็อตของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ชินคอร์ป” จำนวน 1,487,740,120 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 49.6% ของบริษัท ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ทำให้มี มูลค่าการซื้อ–ขายรวม สูงถึง 73,271 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นดีลที่มี มูลค่ามหาศาลที่สุดดีลหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
รายชื่อ ผู้ขายหุ้นชินคอร์ป ประกอบด้วย สมาชิกครอบครัว ชินวัตร และ ดามาพงศ์ โดย นางสาวพินทองทา ชินวัตร เป็นผู้ขายรายใหญ่ จำนวน 604 ล้านหุ้น มูลค่า 29,776.55 ล้านบาท
รองลงมาคือ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำนวน 404.43 ล้านหุ้น มูลค่า 19,918.19 ล้านบาท
นายพานทองแท้ ชินวัตร 458.55 ล้านหุ้น มูลค่า 22,584 ล้านบาท
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 20 ล้านหุ้น มูลค่า 985 ล้านบาท
และนางบุษบา ดามาพงศ์ 159,600 หุ้น มูลค่า 7.86 ล้านบาท
ความสำคัญของดีลนี้ ไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัวเลข 7.3 หมื่นล้านบาท แต่ยังสะท้อนถึง การตัดสินใจครั้งใหญ่ ของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในขณะนั้น ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี โดยเป็นการขายกิจการ ที่ครอบครัวสร้างมา ตั้งแต่เริ่มต้น
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ โทรศัพท์มือถือ เอไอเอส สถานีโทรทัศน์ไอทีวี และ ดาวเทียมไทยคม ให้แก่ นักลงทุนต่างชาติ คือ “เทมาเส็ก โฮลดิ้ง” กองทุนการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์
แก้กฎหมาย โอนหุ้นให้ลูก ก่อนเกิดดีล
ดีลดังกล่าวทำให้เกิดคำถาม และ ข้อถกเถียงมากมาย ทั้งในมิติของแรงจูงใจ ที่ทำให้ครอบครัว ตัดสินใจขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่นนี้ และ ในมิติของ โครงสร้างที่ผู้ซื้อ ใช้ในการถือหุ้น รวมถึง ความซับซ้อนของ การจัดตั้ง บริษัทกุหลาบแก้ว เพื่อแปลงภาพให้ เทมาเส็ก มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น ในลักษณะของ บริษัทไทย
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูก วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือ การแก้ไข พระราชบัญญัติ การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ใหม่ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 เพียง 3 วันก่อนเกิดดีล โดยการแก้ไขครั้งนั้น เปิดทางให้ นักลงทุนต่างชาติ ถือหุ้นในกิจการ โทรคมนาคมไทยได้สูง ถึง 49% จากเดิม ไม่เกิน 25%
ทำให้ เทมาเส็ก สามารถเข้าซื้อ หุ้นชินคอร์ป ได้ในสัดส่วนเต็ม เพดานกฎหมายใหม่ ทันที จึงเกิดข้อสงสัย ว่าการแก้กฎหมายครั้งนี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ ต่อดีลหรือไม่ เพราะ หากยังไม่แก้ไข ดีลดังกล่าว อาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ การขายหุ้นจำนวนมหาศาล ครั้งนี้ไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจาก กฎหมายภาษี ระบุว่ากำไรจากการขายหุ้น ผ่านตลาดหลักทรัพย์ ของบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้น ทำให้ยิ่งถูกตั้งคำถามจากสังคม มากขึ้น
รวมถึงกรณีที่ นางสาวพินทองทา และ นายพานทองแท้ ซื้อหุ้นชินคอร์ปจาก บริษัทแอมเพิลริช ในราคาเพียง 1 บาทต่อหุ้น ก่อนจะขายให้ เทมาเส็ก ในราคา 49.25 บาท ซึ่งกลายเป็นอีกประเด็น ที่ถูกตรวจสอบทั้งใน เรื่องกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต. และ ข้อสงสัยเรื่องการใช้ “นอมินี” แทนการถือหุ้น ของ นายทักษิณ
ชนวนสู่การ “รัฐประหาร”
เหตุการณ์นี้ กลายเป็นชนวนสำคัญ ให้เกิดกระแสต่อต้าน รัฐบาลอย่างกว้างขวาง นำไปสู่ การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 และ ต่อเนื่องไปสู่คดีความต่าง ๆ ที่ยืดเยื้อหลายปี
กระทั่งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 46,373 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนที่ศาลเห็นว่า เกิดขึ้นหลังดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และได้รับประโยชน์จากการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทในเครือชินคอร์ป
ต่อมาในปี 2563 ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาจำคุก 5 ปี ในคดีนอมินี ถือหุ้นชินคอร์ป
ปัจจุบัน ชินคอร์ป ได้เปลี่ยนชื่อเป็น อินทัช โฮลดิ้ง และ โครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยนมือหลายครั้ง โดยในปี 2564 กลุ่มบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ เข้าซื้อหุ้น และ ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ของบริษัทแห่งนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/usa-thai-tax-01082024/
ที่มาของข้อมูล : https://taxc.coj.go.th/th/page/item/index/id/1
