
สหรัฐฯหั่นต้นทุนเกษตร ไทยชู “From Volume to Value” เจาะพรีเมียม ยกระดับสินค้าเกษตรไทย คุณภาพสูงรับมือการแข่งขันสูง และมาตรการกีดกันการค้าระดับโลก
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ จับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเมื่อสหรัฐฯ ประกาศแผน “A Deregulatory Agenda for American Agriculture & Consumers” มุ่งปรับปรุงและลดข้อบังคับทางกฎหมาย โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และการแปรรูปสินค้าเกษตร
เพื่อหั่นต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก นโยบายดังกล่าวไม่เพียงพลิกโฉมภาคเกษตรของสหรัฐฯ แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างการค้าสินค้าเกษตรโลก รวมถึงไทยซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 2 รองจากจีน

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามยุทธศาสตร์การค้าภาคเกษตรของสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (United States Department of Agriculture: USDA) เผยแพร่รายงาน “วาระการลดกฎระเบียบสำหรับภาคเกษตรกรรมและผู้บริโภคอเมริกัน” หรือ “A Deregulatory Agenda for American Agriculture & Consumers”
สะท้อนทิศทางใหม่ของการกำกับดูแลภาคเกษตรและอาหาร ยุครัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ทั้งในมิติการลดกฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนภาคเกษตร การรักษาความมั่นคงด้านอาหาร และความมั่นคงของชาติ
ผอ.สนค. กล่าวว่า จากรายงานดังกล่าว USDA จัดกลยุทธ์การลดกฎระเบียบออกเป็น 6 ประเด็น ได้แก่
1.ลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน และให้ภาครัฐทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (Cutting Red Tape & Making Government More Efficient) ปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (National Environmental Policy Act: NEPA) รวมกฎหมายสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานต่างๆ ให้เหลือกฎหมายกลางฉบับเดียว
ลดข้อบังคับลงถึง 66% ช่วยลดเวลาการอนุมัติโครงการด้านเกษตร ป่าไม้ และชนบท และผ่อนคลาย Roadless Rule ซึ่งคุ้มครองพื้นที่ป่าเกือบ 45 ล้านเอเคอร์ เปิดทางให้ใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในบางพื้นที่ และปรับปรุงกฎระเบียบการนำเข้าผลิตภัณฑ์นม เพื่อลดต้นทุนผู้บริโภค
นอกจากนี้ USDA อยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อยกเว้นสำหรับพืชและจุลินทรีย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency: EPA) เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการกำกับดูแล ลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้รวดเร็วและราคาถูกลง
2.ปลดล็อกพลังงานและแร่สำคัญ เพื่อลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยการผลิต (Unleashing American Energy & Critical Minerals) USDA เสนอทบทวนกฎระเบียบ เพื่อปลดล็อกการผลิตแร่ธาตุสำคัญ บนที่ดินของรัฐเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และยังปรับปรุงกฎระเบียบการบริหารจัดการ น้ำมันและก๊าซของระบบป่าไม้แห่งชาติให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ
3.ลดกฎระเบียบเพื่อเพิ่มความสามารถในการใช้จ่าย (Deregulation for Greater Affordability) โดยปรับกฎเกณฑ์การตรวจสอบกำกับดูแลโรงงานแปรรูปสัตว์ปีกและสุกร รองรับการเพิ่มความเร็วในการผลิต ภายใต้กรอบด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหารที่สอดคล้องกับการผลิตจริง ช่วยลดราคาค้าปลีกเนื้อไก่ลง 16% และเนื้อหมูลง 5%

4.เกษตรกรเป็นศูนย์กลาง (Putting Farmers First) ลดขั้นตอนกฎระเบียบด้านปศุสัตว์ โดย USDA และกระทรวงมหาดไทย (Department of Interior: DOI) จัดทำแผนปฏิบัติการการจัดการทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ “USDA-DOI Grazing Action Plan” เพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่ดินเพื่อทำปศุสัตว์ และเพิ่มอุปทานอาหารให้กับผู้บริโภค
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “Farmer Bridge Assistance Program” ช่วยเหลือทางการเงินแบบรวดเร็ว และไม่ซับซ้อนให้เกษตรกร สามารถรับมือกับความผันผวนของตลาด และต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่ช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกร
เช่น โครงการคุ้มครองความเสี่ยงภาคเกษตรกรรม (Agriculture Risk Coverage: ARC) โครงการชดเชยการสูญเสียด้านราคา (Price Loss Coverage: PLC) และโครงการคุ้มครองส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์นม (Dairy Margin Coverage: DMC)
5.สร้างความชัดเจนของกฎระเบียบ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงของชาติ (Regulatory Clarity for Farm and National Security) โดย USDA ทบทวนกฎหมายการเปิดเผยการลงทุนด้านการเกษตรของต่างชาติ (Agricultural Foreign Investment Disclosure Act: AFIDA) เพื่อวางระบบสำหรับการยื่นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ และบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของที่ดินของต่างชาติให้เข้มแข็งขึ้น
รวมทั้งปกป้องพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี (Prime Farmland) จากชาติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ เช่น ไม่ให้ใช้แผงโซลาร์เซลล์ บนพื้นที่เกษตรกรรมที่มีผลผลิตสูง และไม่ให้ใช้แผงโซลาร์เซลล์ที่ ผลิตโดยประเทศที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ สำหรับโครงการของ USDA ทั้งนี้ ในรายงานระบุว่า การอุดหนุนโซลาร์ฟาร์ม จะทำให้มีพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีน้อยลง และทำให้ต้นทุนภาคเกษตรสูงขึ้น
6.ลดกฎระเบียบระดับรัฐบาลกลางทั้งระบบ (Deregulation Across the Trump Administration) ปรับปรุงกฎระเบียบโครงการที่อนุญาตนายจ้างชาวอเมริกัน จ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในภาคเกษตร แบบชั่วคราวตามฤดูกาล เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน (โปรแกรม H-2A)
มีการแบ่งแยกอัตราค่าจ้างระหว่างระดับเริ่มต้น และระดับผู้มีประสบการณ์ รวมถึงปรับปรุงค่าใช้จ่ายที่พักอาศัย ให้สอดคล้องกับค่าเท็จจริงที่เกษตรกรเป็นผู้หาที่พักให้แรงงานต่างด้าว เพื่อช่วยเกษตรกรที่ร่วมโครงการ H-2A ประหยัดค่าใช้จ่าย
พร้อมทั้งทบทวนมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของยานพาหนะเพื่อช่วยเกษตรกรเป็นเจ้าของยานพาหนะ ในราคาจับต้องได้ อีกทั้งช่วยลดค่าครองชีพสำหรับสินค้าทุกประเภท ด้วยการลดต้นทุนรถบรรทุก

สหรัฐลดต้นทุนไทยต้องปรับตัว
เมื่อพิจารณามาตรการเหล่านี้ จะเห็นว่าการปรับปรุงกฎระเบียบของสหรัฐฯ มิได้จำกัดเฉพาะภาคเกษตร แต่ครอบคลุมทั้งด้านพลังงาน แร่สำคัญ โครงสร้างพื้นฐาน และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทำให้ต้นทุนโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรและอาหารสหรัฐฯ ลดลงในเชิงโครงสร้าง
ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขัน ของสินค้าสหรัฐฯ ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จากแนวทางการปฏิรูปของสหรัฐฯ ดังกล่าว สนค. พบบทเรียนสำคัญสำหรับไทย 4 ประการ คือ (1) ใช้การลดกฎระเบียบเพื่อเป็นเครื่องมือในการลดต้นทุน (2) ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวเปลี่ยนเกมควบคู่กับการมีกฎระเบียบที่ชัดเจน (3) คุ้มครองผู้ผลิตควบคู่กับการเปิดเสรีผ่านมาตรการรองรับที่เข้าถึงได้ และ (4) สร้างระบบนิเวศการผลิต การแปรรูป และการตลาดที่เชื่อมโยงกันทั้งห่วงโซ่มูลค่า
ผอ.สนค. กล่าวทิ้งท้ายว่า “การจัดระเบียบโครงสร้างภาคเกษตรของสหรัฐฯ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้ไทยต้องเร่งพลิกโฉมรูปแบบการค้า จากการแข่งขันด้วยปริมาณไปสู่การขับเคลื่อนด้วยมูลค่า (From Volume to Value)”
ภาคเกษตรไทยต้องปรับกระบวนทัศน์ จากการเป็น “ผู้รับผลกระทบ” สู่การเป็น “ผู้สร้างโอกาส” ก้าวข้ามจาก “สินค้าพื้นฐาน” สู่ “สินค้าเชิงคุณค่า” จะเป็นกลไกสำคัญช่วยขับเคลื่อน ขีดความสามารถทางการแข่งขัน ทำให้สามารถรับมือกับความท้าทายด้านต้นทุน และรักษาส่วนแบ่งในตลาดโลกได้
ในปี 2568 การค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีมูลค่า 7,068.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (232,641 ล้านบาท) โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 5,550.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (182,213 ล้านบาท) และนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 1,518.0 ล้านเหรียญสหรัฐ (50,427 ล้านบาท)

X Info..
เทียบฟอร์มสินค้าเกษตรไทย-สหรัฐ
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ภาคเกษตรไทยและสหรัฐฯ ในปัจจุบัน (ปี 2026) เผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญจากการที่สหรัฐฯ บังคับใช้ มาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์การหั่นต้นทุน ทำให้ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างก้าวกระโดด รายละเอียดเชิงลึกในแต่ละประเด็น มีดังนี้
1.สินค้าเกษตรเฉพาะกลุ่มที่ไทยยังได้เปรียบในตลาดสหรัฐฯ ไทยเปลี่ยนเป้าหมายจากสินค้าพื้นฐาน (Commodity) ไปสู่ สินค้าเชิงคุณค่าสูง (High-Value Products) ที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตเองได้เนื่องจากข้อจำกัดทางสภาพภูมิอากาศ
*ผลไม้เมืองร้อนสดและแปรรูป: ทุเรียนสดและแช่แข็ง มะพร้าวน้ำหอม และมังคุด เป็นกลุ่มที่ไทยครองแชมป์ความนิยมในตลาดสหรัฐฯ และยังคงเติบโตได้ดีตามฤดูกาล
*อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม (Pet Food): สินค้าอาหารสำเร็จรูปสำหรับสุนัขและแมว ที่ทำจากผลพลอยได้ของอุตสาหกรรมปลาทูน่า และเนื้อสัตว์ของไทย ได้รับความนิยมสูงมากในสหรัฐฯ เนื่องจากมาตรฐานกระบวนการผลิตระดับสูง (Premium Grade)
*ข้าวคุณลักษณะพิเศษ: ข้าวหอมมะลิไทย (Thai Hom Mali Rice) และข้าวออร์แกนิก ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดพรีเมียมเฉพาะ (Niche Market) ที่ผู้บริโภคชาวอเมริกัน ยอมรับในเรื่องของรสชาติ และกลิ่นหอมเฉพาะตัวเหนือข้าวเมล็ดยาวที่ปลูกในสหรัฐฯ
*กลุ่มเครื่องเทศและอาหารนวัตกรรม (Future Food): สมุนไพรไทยแห้ง ซอสเครื่องปรุงรสแปรรูป และอาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based) ที่ใช้ส่วนผสมเฉพาะตัวแบบเอเชีย
2.มาตรการกีดกันทางการค้า ที่ส่งผลต่อผู้ส่งออกไทยในปัจจุบัน การเจรจาการค้าในปัจจุบัน สหรัฐฯ บังคับใช้และกดดันไทยอย่างหนักผ่าน 2 รูปแบบหลัก
*มาตรการทางภาษี (Tariff Measures): สหรัฐฯ ได้ประกาศใช้ มาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ในอัตราร้อยละ 19 กับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศไทย (ยกเว้นกลุ่มสินค้าเฉพาะในข้อตกลงทวิภาคีบางรายการที่อาจได้รับการลดเหลือ 0%) เพื่อกดดันให้ไทยลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วเหลือง
*มาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS): สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองสารตกค้างทางเคมี ปุ๋ย และโรคพืชในผลไม้สดจากไทย โดยใช้กระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ซับซ้อนขึ้น
*ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน (ESG & Labor Linkage): มีการนำประเด็นด้านกระบวนการผลิตที่ต้องไม่ทำลายป่าไม้ (เช่น ปัญหาหมอกควัน PM 2.5 จากการเผาแปลงเกษตร) และการใช้แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย มาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาอนุญาตนำเข้าสินค้าเกษตรแปรรูป
3.การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนในภาคเกษตรของไทย เพื่อตอบโต้โมเดลหั่นต้นทุนของสหรัฐฯ ภาคเกษตรไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ “เกษตรแม่นยำสูง” (Precision Agriculture) เพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เคยสูงลิ่ว:
*โดรนทางการเกษตร (Agricultural Drones): ถูกนำมาใช้แพร่หลายในการฉีดพ่นปุ๋ยชีวภาพ และสารอารักขาพืช ช่วยลดการใช้ปริมาณสารเคมีลงได้ 30-50% และลดต้นทุนค่าแรงงานพ่นยาลงอย่างชัดเจน
*ระบบเซนเซอร์ IoT และ AI บริหารจัดการน้ำ: การติดตั้งสถานีตรวจวัดความชื้นในดิน และสภาพอากาศในสวนผลไม้แปลงใหญ่ ทำให้สามารถปล่อยน้ำและปุ๋ยผ่านระบบน้ำหยดอัจฉริยะ ในปริมาณที่พืชต้องการจริง ๆ ลดการสูญเสียทรัพยากรน้ำ และปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง
*โรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse): ใช้ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสำหรับการปลูกพืชพรีเมียม และพืชสมุนไพร เพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง ทนทานต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และลดอัตราการสูญเสียของหน้าดิน
*แพลตฟอร์มจับคู่ตลาดดิจิทัล: การใช้ Big Data ในการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตเพื่อทำ “ตลาดนำการผลิต” ช่วยให้เกษตรกรวางแผนการเก็บเกี่ยวได้ตรงกับรอบเรือขนส่งสินค้า ลดต้นทุนแฝงด้านโลจิสติกส์ และปัญหาผลผลิตล้นตลาดจนราคาตกต่ำ
#เกษตรสหรัฐ #สินค้าเกษตรไทย #การแข่งขัน #ตลาดโลก #BangkokX
ที่มาของข้อมูล: https://www.tpso.go.th/international-trade
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/cocoa/
