ส.วิศวกรโครงสร้าง-ภาคี ถอดบทเรียน 1 ปี ตึกสตง.ถล่ม 
สตง.ถล่ม

ส.วิศวกรโครงสร้าง-ภาคี ถอดบทเรียน 1 ปี ตึกสตง.ถล่ม ระดมสมองร่วมกับภาคีเครือข่าย มุ่งสร้างสังคมอัจฉริยะสู่โครงสร้างปลอดภัย

วันที่ 8 เมษายน 2569 สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย จับมือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และเครือข่ายภาคเอกชน จัดการแถลงข่าวและการเสวนา “1 ปีผ่านไปจากเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ ตึก สตง. ถล่ม โครงสร้างไทยจะปลอดภัยเมื่อไร”

เพื่อสะท้อนบทเรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา รวมถึงวิเคราะห์สถานการณ์ความปลอดภัย ของโครงสร้างในประเทศไทย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือ ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ของโครงสร้างอาคาร และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวมัณฑะ นาด 7.7 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลกระทบมาถึงกรุงเทพมหานคร ทำให้ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างพังถล่มลงมา รวมถึงอาคารสูงใน กทม. สั่นไหวอย่างรุนแรง และได้รับความเสียหายทางโครงสร้างนับสิบหลัง

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปแล้ว 1 ปี สมาคมฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของภาควิชาชีพ ได้ร่วมกับภาคเอกชนนำโดย ประเสริฐ ธรรมมนุญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเข็มเหล็ก จำกัด

ถอดบทเรียนตึกสตง.ถล่ม

ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวและเสวนา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเรียนรู้ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและตึกถล่ม เพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคมไทย ได้แก่ ภาควิจัย ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคเอกชน

ภายในงานยังมีการประกาศเจตนารมย์ทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมอัจฉริยะที่โครงสร้างปลอดภัย (Smart and Safe Structure Society) รวมถึงการบรรยายพิเศษ เรื่องอนาคตการออกแบบก่อสร้าง และการติดตามการสั่นไหวของอาคารสูงใน กทม.

เพื่อเป็นแนวทางให้วิศวกรโครงสร้าง ได้นำไปใช้ในการออกแบบอาคารสูง ให้มีความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ ไฮไลต์สำคัญของงานคือการค้นหาความจริงกรณีตึก สตง. ถล่ม ผ่านมุมมองเจาะลึกและการวิเคราะห์ จากวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ

ตัวแทนภาควิชาการ ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการ สกสว. เผยถึงบทบาทของกองทุน ววน. ในการส่งเสริมความปลอดภัยสาธารณะ ว่า สกสว.ในฐานะเลขานุการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มีนโยบายในการจัดสรรงบประมาณ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อการรับมือกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวอย่างครบวงจร

ทั้งการเตรียมความพร้อม การตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และการฟื้นฟูชุมชนหลังเกิดภัย โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ งบประมาณสำหรับการพัฒนานโยบาย และต้นแบบเพื่อลดความเสี่ยง และลดผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และงบประมาณเพื่อการแก้ไขปัญหา และตอบสนองภาวะวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ

ซึ่งหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวปี 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ ในการจัดการปัญหาวิกฤติแผ่นดินไหว ทำให้เกิดการนำองค์ความรู้มาใช้ประโยชน์ ในการแก้ปัญหาหลากหลายประเด็น

อาทิ เกิดแพลตฟอร์มอัจฉริยะ ที่บูรณาการข้อมูล SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านภัยพิบัติ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน

รวมถึงการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหว โดยใช้ผลสำเร็จจากงานวิจัย การสร้างฐานข้อมูล สำหรับการเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้นในอนาคต โดยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563-2569 กองทุน ววน. สนับสนุนโครงการวิจัยและนวัตกรรมกว่า 106 โครงการ

เพื่อยกระดับ การบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ นอกจากนี้ สกสว.ยังทบทวนและยกระดับแผนด้าน ววน.ของประเทศ ให้ตอบโจทย์ปัญหาท้าทายด้านภัยพิบัติ นำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานหลัก ด้านการบริหารจัดการสาธารณภัย

สนับสนุนภารกิจ การสร้างความตระหนักรู้ ป้องกัน และเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ อีกทั้ง ขับเคลื่อนบทบาทในการเป็นกลไกลดการสูญเสีย ทั้งชีวิตและทรัพย์ของประชาชน

เปิดตัวระบบตรวจวัดแผ่นดินไหว

ผศ.ดร.ประกิต ชมชื่น ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน พัฒนาระบบตรวจวัดการสั่นไหวในอาคาร และ อ.วัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ เลขาธิการสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ในงานดังกล่าวยังมีการแถลงข่าวเปิดตัว “ระบบตรวจวัดแผ่นดินไหว และแจ้งเตือนผู้ใช้อาคาร”

ซึ่งเป็นระบบที่สมาคมฯ ร่วมกับ บริษัทเอ อี ที เอส เอส ร่วมกันพัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้ตรวจจับการสั่นไหวของอาคาร และการแจ้งเตือนผู้ใช้งานอาคารอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวได้มีการติดตั้งจริงแล้ว ที่โรงเรียนบ้านป่าก่อดำ จ.เชียงราย และอาคารโรงพยาบาลสูง 25 ชั้นในกทม. ระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อาศัย ในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหวและผู้ที่ต้องพำนักในอาคารสูง

ด้านประเสริฐ ธรรมนุญกุล ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน เผยว่า งานนี้ถือเป็นการร่วมมือกันของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจก่อสร้างที่จะระดมสมอง เพื่อพัฒนาวัสดุ อุปกรณ์ก่อสร้างที่ต้านแผ่นดินไหว รวมทั้งแนวทางการสนับสนุนภาควิชาการและวิชาชีพ เพื่อสร้างสังคมอัจฉริยะ ที่โครงสร้างปลอดภัยต่อไปอีกด้วย

 “แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ยังไม่ใช่แผ่นดินไหวตัวสุดท้าย และตัวใหญ่สุดที่ประเทศไทยจะเผชิญ อนาคตข้างหน้า ประเทศไทยยังคงต้องประสบกับแผ่นดินไหวได้อีก

ซึ่งอาจจะใหญ่กว่าที่เราเคยเจอมา เพียงแต่กำหนดเวลาแน่ชัดที่จะมาอีกครั้งไม่ได้ ดังนั้นการเตรียมพร้อมรับมืออาคารให้แข็งแรง การมีระบบเตือนภัยที่เหมาะสม การที่ประชาชนตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนก จะเป็นทางรอดของประเทศไทยต่อแผ่นดินไหวที่ดีที่สุด” ศ. ดร.อมร กล่าวสรุป

ย้อนรอย 1 ปีตึกสตง.ถล่ม

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 13:25 น. ได้เกิดเหตุอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (หลังใหม่) ตึกสตง. ซึ่งมีความสูง 33 ชั้น ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พังถล่มลงมาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 96 ราย บาดเจ็บสาหัส 9 ราย รวมทั้งหมด 105 ราย แบ่งตามสัญชาติเป็น คนไทย 65 ราย คนเมียนมา 36 ราย, คนกัมพูชา 3 ราย และคนลาว 1 ราย

สาเหตุการถล่มเกิดจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ในประเทศพม่าปี 2568 ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในภาคซะไกง์ ประเทศเมียนมา และส่งผลกระทบกว้างขวางถึงกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ อาคารดังกล่าว อยู่ระหว่างการก่อสร้างในส่วนงานผนัง และการตกแต่งภายนอก แม้โครงสร้างหลักจะแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2567

อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่นี้ ตั้งอยู่บนถนนกำแพงเพชร ใกล้ตลาดนัดจตุจักร กรุงเทพมหานคร มีความสูง 33 ชั้น การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 2563 และก่อสร้างในส่วนโครงสร้างอาคารแล้วเสร็จเมื่อเดือนเมษายนปี 2567 ตามประกาศของบริษัท China Railway No.10 Engineering Group ผู้รับเหมาเป็นกิจการร่วมค้า ระหว่างบริษัทดังกล่าว กับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ในนาม ITD-CREC

ก่อนเหตุอาคารถล่มมีการเพิ่มแผงกระจกด้านหน้า และการติดตั้งเครื่องใช้ภายใน สัญญาก่อสร้างมีมูลค่า 2,136 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 2,522 ล้านบาท มีการลงนามสัญญาก่อสร้างเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ปี 2563 มีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 31 ธันวาคม ปี 2566 ต่อมามีการขยายกำหนดแล้วเสร็จใหม่ เป็นวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2567

อาคารนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ แทนที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

ภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งส่งผลให้เกิดเหตุอาคารถล่มในกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้สั่งการให้ศูนย์สื่อสารประสานงานภัยพิบัติ (ศูนย์สายลม)

ติดตามสถานการณ์ และเตรียมพร้อมด้านการสื่อสารฉุกเฉิน รวมทั้ง ประสานเครือข่ายนักวิทยุสมัครเล่นเพื่อรองรับการใช้งานเป็นโครงข่ายสื่อสารสำรองของหน่วยงานภาครัฐในกรณีที่โครงข่ายหลักขัดข้อง

ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานีวิทยุสมัครเล่นควบคุมข่ายกรุงเทพมหานคร (HS1AB) ได้ประกาศผ่านสถานีทวนสัญญาณวิทยุสมัครเล่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้ใช้รีพีทเตอร์ความถี่ 145.675 เมกะเฮิรตซ์ (DUP -600 กิโลเฮิรตซ์) สำหรับการแจ้งเหตุฉุกเฉิน และการประสานงานเท่านั้น เพื่อลดการรบกวนของการสื่อสารที่ไม่จำเป็นในช่วงวิกฤต

นอกจากนี้ มีการประสานงานกับสำนักงาน กสทช. ผ่านศูนย์สายลม (HS0AB) และมีการประกาศข้อความที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติในสถานการณ์ภัยพิบัติ ผ่านระบบสถานีทวนสัญญาณวิทยุสมัครเล่น ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีบันทึกเสียงเผยแพร่ในสาธารณะ

การสืบสวนที่ผ่านมา มีหน่วยงานท้องถิ่นเริ่มดำเนินการสอบสวนเรื่อง “คุณภาพของการก่อสร้าง วัสดุที่ใช้ และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าด้วยการก่อสร้างอาคาร ที่ทนทานต่อแผ่นดินไหวอย่างเหมาะสมหรือไม่” ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับเป็นคดีพิเศษ

ที่มาของข้อมูล: https://www.tsea.or.th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/corruption-25122025/

#สตง #ถล่ม #แผ่นดินไหว #วิศวกรโครงสร้าง #สืบสวน

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X