S&P มองไทยยังเอาอยู่ คงเครดิต BBB+ หลังทุนสำรองและดุลบัญชีเดินสะพัดช่วยพยุงเศรษฐกิจ
file_0000000069cc72309aad35f99fb4fe17

S&P คงเครดิต BBB+ ให้ไทย พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพ หลังทุนสำรองระหว่างประเทศและดุลบัญชีเดินสะพัดยังแข็งแรงพอช่วยรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก แม้ GDP ปี 2569 ถูกประเมินว่าจะโตเพียง 2%

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings หรือ S&P ได้เผยแพร่รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย หรือ Sovereign Credit Rating ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ หรือ Outlook ที่ระดับมีเสถียรภาพ

การที่ S&P คงเครดิต BBB+ ให้ประเทศไทยในครั้งนี้ สะท้อนมุมมองต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และทิศทางนโยบายภาครัฐที่ยังสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและปัจจัยเสี่ยงภายนอก

คงเครดิต BBB+ สะท้อนมุมมองเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ

S&P ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 โดยได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ซึ่งกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

ในระยะปานกลาง S&P คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 2.3 ในช่วงปี 2569-2572 ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

S&P ยังมองว่า เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ และเอื้อต่อการเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการลงทุนระยะยาวตามยุทธศาสตร์ชาติ

ทุนสำรองและดุลบัญชีเดินสะพัดช่วยพยุงเครดิตไทย

จุดแข็งสำคัญที่ช่วยให้ S&P คงเครดิต BBB+ คือ ฐานะการเงินต่างประเทศของไทยที่ยังแข็งแรง โดย S&P คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลประมาณร้อยละ 2.0 ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ยร้อยละ 2.1 ของ GDP ในช่วงปี 2569-2572

ฐานะการเงินต่างประเทศและทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ยังช่วยเพิ่มความสามารถของไทยในการรองรับความผันผวนจากภายนอก ทั้งตลาดเงิน ตลาดพลังงาน และภาวะเศรษฐกิจโลก

ปัจจัยดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีแรงกันชน แม้การเติบโตในระยะสั้นยังไม่สูงมาก และยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก

EEC และโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นแรงหนุนระยะยาว

S&P ให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนระยะยาวของไทย โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ในระยะต่อไป โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบโลจิสติกส์ การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แม้ไตรมาสแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยลดลงประมาณร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ S&P คาดว่า มาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ภาคการท่องเที่ยวได้ต่อเนื่อง

การคลังขาดดุลยังเป็นโจทย์ที่ S&P จับตา

ด้านนโยบายการคลัง S&P ประเมินว่า รัฐบาลไทยจะยังดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากความเสี่ยงภายนอก

S&P คาดว่า การขาดดุลทางการคลังของไทยจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.2 ของ GDP ในปี 2569 และปี 2570 ขณะที่การก่อหนี้รัฐบาลสุทธิจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.5 ของ GDP ในปี 2569 ก่อนทยอยลดลงมาเฉลี่ยที่ร้อยละ 3.1 ในช่วงปี 2569-2572

ประเด็นที่ S&P จะติดตามต่อไป คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน รายได้ต่อหัว แนวโน้มการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง และเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ

นางจินดารัตน์ ระบุว่า รายงานของ S&P สะท้อนความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง

เสถียรภาพดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเสริมศักยภาพการเติบโต และช่วยให้ประเทศไทยรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคตได้ดีขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม : สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : วิกฤติซ้อนวิกฤติคลังแจง

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X