“สิงห์ เอสเตท" โชว์แกร่งรายได้ประจำ 70% เติบโตสวนวิกฤต
S__31893389_0
(อรวรรณ หอยจันทร์)

“สิงห์ เอสเตท” โชว์แกร่งรายได้ประจำ 70% เติบโตสวนวิกฤต เน้นขยายพันธมิตร รักษาวินัยการเงิน เพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ มุ่งสร้างฐานกำไรเชิงคุณภาพ

(5 มีนาคม 2569) บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล  ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 “STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE” ชูรากฐาน 4 ธุรกิจแกร่ง ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

เดินหน้าเสริมฐานกำไร จากธุรกิจรายได้ประจำ ขยายการเติบโตผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และรักษาวินัยทางการเงิน เตรียมพัฒนาและรีแบรนด์สินทรัพย์เดิม เพื่อยกระดับมูลค่า ตั้งเป้ารักษาสัดส่วนรายได้ประจำ 70% ของพอร์ต หนุนรายได้รวมทั้งปีทะลุ 14,000 ล้านบาท สร้างฐานกำไรเชิงคุณภาพ

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า ความท้าทายของสถานการณ์เศรษฐกิจไทย และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลต่อภูมิทัศน์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ

บริษัทให้ความสำคัญกับ การสร้างรากฐานกำไรที่แข็งแกร่งผ่านการตีโจทย์ “การทำธุรกิจเชิงคุณภาพ” และการเข้าถึง “ความต้องการของลูกค้า” ในแต่ละธุรกิจ นับเป็นหัวใจของการ ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคนี้ ในปี 2569 บริษัทจึงเตรียมเดินหน้าแผนธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE”

ขับเคลื่อน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก

1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย (Residential)

2.ธุรกิจโรงแรม (Hospitality)

3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Commercial) และ

4.ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Estate) ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

โดยแผนงานในปี 2569 บริษัทวาง 3 กลยุทธ์หลัก ในการขับเคลื่อนธุรกิจ

-กลยุทธ์แรก “STRENGTHEN THE PROFIT ENGINE” มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานกำไร จากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ซึ่งสร้างรายได้รวมกันราว 70% ของพอร์ตโฟลิโอ

ธุรกิจโรงแรมทำกำไรสูงสุด

โดยธุรกิจโรงแรมที่บริหารงานผ่านบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ “SHR” ในปี 2568 ทำกำไรสุทธิปรับปรุงจากการดำเนินงาน (Normalised Net Profit) 615 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ภายหลังจากโรงแรมที่บริษัท ปรับปรุงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิจิ เปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ และได้รับการตอบรับอย่างดี

โดยบริษัทใช้จุดแข็ง ในการทำธุรกิจโรงแรมเชิง “คุณภาพ” ของพอร์ตโฟลิโอ ที่เป็นรีสอร์ทเชิงพักผ่อน ปรับรูปแบบบริการ ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่มองหาประสบการณ์เชิงคุณภาพ ใส่ใจสุขภาวะและเน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

โดยคาดการณ์ว่าธุรกิจโรงแรม จะสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไร ในระดับนี้เพื่อเป็นฐานกำไรใหม่ของบริษัท พร้อมเตรียมเดินหน้าเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Enhancement) อื่นๆ เช่น โรงแรมในประเทศมัลดีฟส์ และสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับราคาค่าห้องพั กและเสริมฐานกำไร จากธุรกิจรายได้ประจำให้บริษัท

ขณะเดียวกัน ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ซึ่งเป็นกลจักรสำคัญอีกตัวหนึ่ง ที่สร้างฐานกำไรจากรายได้ประจำให้บริษัท ในปีนี้บริษัทวางกลยุทธ์ เพิ่มศักยภาพอาคารสำนักงานสู่การเป็น“Seamless Work-Life Destination”

รองรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ ที่ผสานพื้นที่ทำงาน กับคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน ปัจจุบันบริษัทให้ความสำคัญ กับการรักษาอัตราการเช่าให้อยู่ในระดับสูง โดยมุ่งทั้งการขยายฐานผู้เช่ารายใหม่ ควบคู่กับการรักษาผู้เช่าหลักอย่างต่อเนื่อง

โดยอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ และเอส เมโทร มีอัตราการเช่าสูงถึงกว่า 90% ส่วนอาคารเอส โอเอซิส มีอัตราการเช่าอยู่ที่ 56% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในสิ้นปี ท่ามกลางสภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูง

การตีโจทย์ “ความต้องการลูกค้า” เรื่องการใช้ชีวิตในที่ทำงานจึงมีความสำคัญ ไม่เพียงพัฒนาอาคารให้โดดเด่นด้านดีไซน์ การบริหารประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่อขนาดพื้นที่ ที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความแตกต่าง ผ่านการพัฒนาคอมมูนิตี้รอบพื้นที่ทำงาน

โดยวางสัดส่วนพื้นที่เช่าทำงาน ต่อสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ที่ 80:20 เพื่อให้อาคารสำนักงาน มีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร คลินิค สถาบันเสริมความงาม รวมทั้ง สร้างกิจกรรมต่างๆ นอกเวลางานเป็นแม่เหล็ก ดึงดูดให้ผู้เช่าใช้ชีวิตมากกว่าครึ่งวัน อยู่ในที่ทำงานได้อย่างเป็นสุขตามคอนเซปต์ “Work well, Live well, Stay well”

ขายที่ดินนิคมเจาะตลาดคุณภาพ

นอกจากฐานกำไรที่แข็งแกร่ง ของธุรกิจรายได้ประจำของบริษัทแล้ว หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่จะสร้างการเติบโตของกำไรในปี 2569 ให้เติบโตขึ้นแบบมีนัยสำคัญ  คือการขายที่ดินของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้น “ลูกค้าเชิงคุณภาพ”

โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ลูกค้ากลุ่ม Hyperscale Data Centres ซึ่งเติบโตตามความต้องการคลาวด์ AI และบริการดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก โดยศูนย์ข้อมูลประเภทนี้ ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูง ระบบน้ำประปาที่เพียงพอและมีคุณภาพ

โครงสร้างพื้นฐาน Fiber Optic และแหล่งพลังงานทางเลือกในการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้ทั้งหมด บริษัทตั้งเป้าจำหน่ายพื้นที่กว่า 200-400 ไร่ เพื่อดึงดูดผู้พัฒนา Data Centre ระดับโลก

และต่อยอดศักยภาพการเติบโตของ เศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ ซึ่งนอกจากผลดีของการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมแล้ว บริษัทยังสามารถ เพิ่มรายได้จากการจำหน่ายสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและน้ำประปาให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ได้กว่าเท่าตัว เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้ฐานกำไรจากรายได้ประจำขึ้นอีกทางหนึ่ง

กลยุทธ์ที่สอง “SCALING THROUGH PARTNERSHIPS” บริษัทมุ่งขยายการเติบโต ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ลดความเสี่ยงด้านการลงทุน และต่อยอดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละธุรกิจ สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ที่การเติบโตของเศรษฐกิจมีจำกัด การพัฒนาโครงการต้องมุ่งเน้นคุณภาพ เข้าถึงความต้องการของลูกค้า

โตด้วยการร่วมมือพันธมิตร

ชัยรัตน์ กล่าวว่า ตัวอย่างของความสำเร็จ ในการร่วมมือกับพันธมิตรที่ผ่านมามี ให้เห็นเชิงประจักษ์ ในปี 2568 แม้เป็นช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญแรงกดดันหลายด้าน บริษัทประสบความสำเร็จ จากการร่วมทุนกับบริษัท วัน เรียลเอสเตท จำกัด พัฒนาโครงการ “วัน ริเวอร์ พระราม 3” มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท

สามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า 98% และพร้อมรับรู้รายได้ในปี 2570 สะท้อน synergy ที่เกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่ง หรือโครงการดิ เอส สุขุมวิท 36 ที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทร่วมพัฒนากับ Hong Kong Land ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล สามารถโอนปิดโครงการได้แล้วทั้งหมดในปีที่ผ่านมา

บริษัทจึงมีความเชื่อมั่นว่า การต่อยอดธุรกิจผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้พอร์ตโฟลิโอของสิงห์ เอสเตท ในระยะยาว โดยมองหาพันธมิตรในหลากหลายรูปแบบ เช่น การพัฒนาโครงการ Flagship อย่าง THE ESSE หรือ SIRANINN

การสร้างโครงการเพิ่มเติมกับบริษัท วัน เรียลเอสเตท การทำ Branded Residence กับโรงแรมของกลุ่มบริษัท หรือแม้กระทั่งการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น โกดังสินค้า หรือโรงงานให้เช่า กับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเช่นกัน

{“ARInfo”:{“IsUseAR”:false},”Version”:”1.0.0″,”MakeupInfo”:{“IsUseMakeup”:false},”FaceliftInfo”:{“IsChangeEyeLift”:false,”IsChangeFacelift”:false,”IsChangePostureLift”:false,”IsChangeNose”:false,”IsChangeFaceChin”:false,”IsChangeMouth”:false,”IsChangeThinFace”:false},”BeautyInfo”:{“SwitchMedicatedAcne”:false,”IsAIBeauty”:false,”IsBrightEyes”:false,”IsSharpen”:false,”IsOldBeauty”:false,”IsReduceBlackEyes”:false},”HandlerInfo”:{“AppName”:2},”FilterInfo”:{“IsUseFilter”:false}}
มีวินัยทางการเงิน

-กลยุทธ์ที่ 3 “STRONG FUNDING CAPABILITY” บริษัทมุ่งรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินควบคู่กับการสร้างวินัยทางการเงิน โดยบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมระดับหนี้สิน และรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสการลงทุนใหม่ๆ

ทั้งนี้ บริษัทคงสัดส่วนแหล่งเงินทุน ระหว่างสินเชื่อจากสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30% เพื่อสร้างสมดุลด้านต้นทุนทางการเงิน และความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืม

ความสามารถในการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ระดับ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี และเงินกู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกว่า 2 หมื่นล้านบาท เป็นเครื่องยืนยันอย่างดี ถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุน และสถาบันการเงินมีให้ต่อบริษัท

ความแข็งแกร่งทางด้านการเงินนี้ ยังเป็นส่วนเสริมสำคัญต่อ 2 กลยุทธ์แรก ทั้งการนำมาซึ่งฐานกำไรที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของพันธมิตรที่มีต่อบริษัท

นอกเหนือจาก 3 กลยุทธ์หลักที่กล่าวมาแล้ว บริษัทมีมุมมองต่อการเดินหน้า ขับเคลื่อนองค์กรตามแนวทาง ESG ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทายในปัจจุบันว่า แนวทางผลักดันให้กิจกรรม ESG เกิดขึ้นแบบยั่งยืน ต้องเป็นกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์ ซึ่งกันและกันในภาคธุรกิจ หรือเรียกว่า “ESG in Practice”

ยกตัวอย่างเช่น แผน ESG ของบริษัทที่นำไปสู่การได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ในปี 2025 ในระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถนำมาสู่การลดดอกเบี้ยของวงเงิน Sustainability Linked Loan

ที่บริษัทมีกับสถาบันการเงิน บนวงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท หรือโครงการ CROSSROADS Maldives ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมของสิงห์ เอสเตท ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการ เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่คุ้มครอง หรือ OECMs

ESG ต่อยอดธุรกิจ

ซึ่งเป็นกลไกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับสากล ปัจจัยนี้ช่วยเพิ่มโอกาสการขายห้องพักในโรงแรม ให้กับลูกค้าในภูมิภาคยุโรป ที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ถือเป็นการทำกิจกรรมESG ควบคู่กับการเข้าใจความต้องการ ของลูกค้าเป้าหมายที่เป็นกลุ่ม High Spending ของบริษัท

สถานการณ์เศรษฐกิจ และบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายราย เริ่มขยายการลงทุนเข้าสู่ ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำมากขึ้น แต่สำหรับสิงห์ เอสเตท มีรากฐานแข็งแกร่งในธุรกิจรายได้ประจำอยู่แล้ว

จากธุรกิจโรงแรมที่มีสินทรัพย์ 18 แห่ง ใน 5 ประเทศ และอาคารสำนักงานเช่าและค้าปลีกรวม 5 โครงการ ดังนั้นการสร้างรากฐานกำไรให้แข็งแกร่งในธุรกิจนี้ จึงเปรียบเสมือนกันชนให้บริษัท พร้อมรับสภาวการณ์ต่างๆ และการสร้างพอร์ทโฟลิโอที่เป็นรายได้ไม่ประจำจาก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการพักอาศัยทั้งหมด 9 โครงการ

นิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตของกำไร ในสภาวการณ์ที่เหมาะสม ทั้งนี้ 4 ธุรกิจหลักของบริษัท มีส่วนที่เหมือนกันคือ ขนาดกำลังเหมาะสม และมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว ถูกวางไว้เป็น “พอร์ตโฟลิโอเชิงคุณภาพ” โจทย์สำคัญที่ทุกธุรกิจต้องตอบตอนนี้ จึงเป็นการเชื่อมโยงธุรกิจให้เข้าถึง “ความต้องการที่แท้จริง” ของลูกค้า เดินตามแนวคิด สร้างคุณค่าให้ชีวิตคุณ หรือ Enriching Your Life

เกี่ยวกับ สิงห์ เอสเตท

เป็นบริษัทผู้พัฒนา และลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืนผ่านพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย ครอบคลุมธุรกิจที่อยู่อาศัย ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาคารเชิงพาณิชย์ รวมถึงธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน

สร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ส่งมอบประสบการณ์ที่ยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และสังคม ด้วยวิสัยทัศน์ในการส่งมอบคุณค่า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ในทุกการลงทุน แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ที่มาของข้อมูล: https://www.singhaestate.co.th/th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/origin-evolution/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X