“เอกนิติ” สั่งลุย ปราบสินค้านำเข้า ฝ่าฝืนกฎหมาย – ทลายนอมินี ต่างชาติ
“เอกนิติ” สั่งลุย ปราบสินค้านำเข้า ฝ่าฝืนกฎหมาย

“เอกนิติ” สั่งลุย ปราบสินค้านำเข้า ฝ่าฝืนกฎหมาย – ทลายนอมินี ต่างชาติ เพิ่มอัตราเปิด ตู้สินค้าFCL จาก 20% เป็น 30%, ตรวจ X-ray แบบ 100% บริเวณด่านเสี่ยงสูง (นครพนม และ มุกดาหาร) และดำเนินคดีผู้กระทำผิดกว่า 86,087 คดี

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี  และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการ แก้ไขปัญหาสินค้า และ ธุรกิจต่างประเทศ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) นัดประชุม หน่วยงานภายใต้ คสธก. ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม

โดยมี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ธนพล ภู่พันธ์ศรี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้ง หัวหน้าส่วนราชการ จาก 21 ส่วนราชการ อาทิ

กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น

เข้าร่วมหารือ แนวทางการดำเนินการแก้ไข ปัญหาสินค้า และ ธุรกิจต่างประเทศ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ให้มีประสิทธิภาพ และ เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น​

“เอกนิติ” สั่งลุย ปราบสินค้านำเข้า ฝ่าฝืนกฎหมาย

เอกนิติ ประธาน คสธก. เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหา สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และ การป้องปรามธุรกิจต่างชาติ ที่ใช้นอมินี เป็นตัวแทน เป็นภารกิจเร่งด่วน ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก ทุกหน่วยงานทั้งด้านข้อมูล การบังคับใช้กฎหมาย และ การปรับปรุง กฎระเบียบให้ทันต่อ สถานการณ์

พร้อมเน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ในการร่วมกัน วางแนวทางแก้ไขปัญหา ให้ครอบคลุม ทั้งด้านการค้า ความปลอดภัยผู้บริโภค และ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อดำเนินการเชิงรุก ในการติดตามและ เร่งรัดมาตรการ ในการแก้ไขปัญหาสินค้า และ ธุรกิจต่างประเทศ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย

สร้างความเป็นธรรมทางการค้า แก้ไขปัญหา และ ปกป้องผลประโยชน์ ของผู้บริโภค และผู้ ประกอบการไทย ให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม ครบถ้วนในทุกมิติที่ผ่านมา ได้ดำเนินมาตรการเข้มงวด ตรวจสอบสินค้านำเข้าทะลัก โดยเพิ่มอัตราเปิดตู้สินค้า FCL จาก 20% เป็น 30%, ตรวจ X-ray แบบ 100% บริเวณด่านเสี่ยงสูง (นครพนม และมุกดาหาร) และดำเนินคดีผู้กระทำผิดกว่า 86,087 คดี

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากร จะจัดเก็บ อากรนำเข้า และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับ สินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป เพื่อสร้างความเป็นธรรม ทางการค้า ให้กับผู้ประกอบการไทย และ SMEs ที่ต้องแข่งขันกับ สินค้าราคาถูก จากต่างประเทศ และ ป้องกันการนำเข้าสินค้า ราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน จากต่างประเทศ

เร่งปราบนอมินี 873 ราย

 

ขณะที่ การปราบปรามนอมินี ดำเนินคดีกับ ผู้กระทำความผิด 873 ราย และ เตรียมให้ สำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน ตรวจเส้นทางการเงิน ธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินี พร้อมให้ ตำรวจ และ ดีเอสไอ ร่วมดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ

ด้านการกำกับ แพลตฟอร์มออนไลน์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ออกประกาศให้ แพลตฟอร์ม e-Commerce ต้องเปิดเผย ข้อมูลผู้ขาย ข้อมูลสินค้า และ จัดทำระบบ notice & takedown โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ในการยกระดับ ความปลอดภัยสินค้าออนไลน์ และ สร้างการแข่งขัน ที่เป็นธรรมในตลาดออนไลน์ไทย

นอกจากนี้ ยังได้มีการเร่ง บูรณาการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ สร้างความเชื่อมั่นทำให้ประเทศคู่ค้า ตลอดจน รักษามาตรฐาน ภาพลักษณ์ และ ชื่อเสียงของสินค้าไทย ในตลาดโลก

เอกนิติ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ แนวทางการดำเนินการภายใต้ คสธก. โดย

(1 ) จัดทำ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการ ปัญหาสินค้าจากต่างประเทศ และ ธุรกิจต่างประเทศ พ.ศ. ….  เพื่อให้การกำหนดนโยบาย และ มาตรการในการบริหารจัดการปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับ สินค้าจากต่างประเทศ และ ธุรกิจต่างประเทศ เป็นไปด้วยความต่อเนื่อง และ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

(2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการ แก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมี อธิบดีกรมศุลกากร และ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม และคณะอนุกรรมการป้องกัน และ ป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและบูรณาการการทำงานแบบเชิงรุก

(3) สนับสนุนการตรวจสอบเส้นทางการเงินธุรกิจ กลุ่มเสี่ยงนอมินี โดยได้ บูรณาการข้อมูลร่วมระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ สำนักงานป้องกัน และ ปราบปรามการฟอกเงิน ตลอดจนพัฒนากลไกตรวจสอบผู้ถือหุ้น–เงินทุน–พฤติกรรมเสี่ยง เพื่อป้องกันต่างชาติใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง

เอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ การยกระดับความปลอดภัยสินค้านำเข้า จากต่างประเทศ การคุ้มครองผู้บริโภค และ การสร้างการแข่งขัน ที่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย โดยใช้ทั้ง กฎหมาย เทคโนโลยี และ ความร่วมมือ ระหว่าง หน่วยงานเป็นเครื่องมือหลัก

ทั้งนี้ การคุมเข้มนี้ไม่ใช่แค่บังคับ ใช้กฎหมาย แต่คือ การฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศ ปกป้องคนไทย และผู้ประกอบการไทย ไม่ให้เสียเปรียบ ปิดช่องโหว่ที่ต่างชาติ เข้ามาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจไทย โดยไม่เป็นธรรม พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินมาตรการ เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้น อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัยผู้บริโภค ความเป็นธรรมทางการค้า และ เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ในระยะยาว เอกนิติ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/economy-2026/

ที่มาของข้อมูล : https://www.moc.go.th

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X