
เมกาบางนา ลงทุน 6 พันล้านบาท สวนภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีแรงกดดัน วางกลยุทธ์ต่อยอดศูนย์การค้าสู่มิกซ์ยูสของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ดึงคนกลับมาใช้ชีวิตในพื้นที่เดียวกันให้ครบมากขึ้น ทั้งจับจ่าย พักผ่อน ทำงาน พบปะ และใช้เวลาร่วมกับครอบครัว ก่อนปักหมุดสู่เมกาซิตี้ มิกซ์ยูสระยะยาวมูลค่าโครงการรวม 7 หมื่นล้านบาท
การขยายโครงการครั้งนี้จึงสะท้อนทิศทางใหม่ของธุรกิจศูนย์การค้า ที่ต้องขยับจากพื้นที่ซื้อขายสินค้า ไปสู่พื้นที่ใช้ชีวิตของเมือง โดยเมกาบางนาวางเป้าต่อยอดสู่เมกาซิตี้ มิกซ์ยูสขนาดใหญ่บนทำเลบางนา ภายใต้มูลค่าโครงการรวม 70,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกในระยะยาว
เมกาบางนา โดยความร่วมมือระหว่างบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และอิคาโน เซ็นเตอร์ ประกาศเดินหน้าโครงการส่วนต่อขยายศูนย์การค้าครั้งใหญ่ ภายใต้งบลงทุน 6 พันล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะย่านบางนา ซึ่งกำลังขยายตัวทั้งด้านที่อยู่อาศัย กำลังซื้อ โครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทในฐานะประตูเชื่อมต่อเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
การตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่ในช่วงที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีแรงกดดัน สะท้อนมุมมองของทุนใหญ่ที่ประเมินตลาดจากศักยภาพระยะยาว มากกว่ากำลังซื้อเฉพาะหน้า โดยเมกาบางนามีฐานลูกค้าเดิมแข็งแรง ทั้งจำนวนผู้ใช้บริการสะสมมากกว่า 670 ล้านคน ทราฟฟิกปี 2568 สูงสุดประมาณ 60 ล้านครั้ง อัตราเช่าพื้นที่เต็ม 100% และผู้ใช้บริการเฉลี่ยกว่า 165,000 คนต่อวัน ทำให้การลงทุนครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากฐานธุรกิจเดิม ไปสู่การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต
โครงการส่วนต่อขยายจะเพิ่มพื้นที่โครงการรวม หรือ GBA อีก 170,000 ตารางเมตร ครอบคลุมพื้นที่ศูนย์การค้า พื้นที่กิจกรรม พื้นที่สีเขียว พื้นที่คอมมูนิตี้ และที่จอดรถเพิ่มเติม 1,750 คัน เมื่อแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2571 จะทำให้เมกาบางนามีพื้นที่โครงการรวมประมาณ 800,000 ตารางเมตร หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของแผนพัฒนามิกซ์ยูสระยะยาว
เมกาบางนาวางแผนสร้างมิกซ์ยูสเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างครบวงจร โดยรวม หลายฟังก์ชันไว้ในพื้นที่เดียวกัน ทั้งศูนย์การค้า ที่พักอาศัย สำนักงาน โรงแรม พื้นที่สีเขียว ร้านอาหาร และบริการด้านไลฟ์สไตล์ เพื่อให้พื้นที่หนึ่งทำหน้าที่เป็นทั้ง แหล่งจับจ่าย พักผ่อน ทำงาน พบปะ และใช้ชีวิตประจำวัน
เมกาบางนา ลงทุน 6 พันล้านบาท รับการเติบโตกรุงเทพฯ ตะวันออก
การขยายเมกาบางนารอบนี้ถูกวางให้เป็นมากกว่าการเพิ่มพื้นที่รีเทล แต่เป็นการยกระดับศูนย์การค้าให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการใช้ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด A Nature-led, Experience-led Destination เชื่อมโยงการช้อปปิ้ง ร้านอาหาร เวลเนส พื้นที่พักผ่อน และคอมมูนิตี้เข้าไว้ด้วยกัน
นายภูมิ จิราธิวัฒน์ Head of Hotels and Alternative investments บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การลงทุนครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของเมกาบางนาเฟสสอง เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต และต่อยอดเมกาบางนาให้เป็นเดสติเนชันที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิต ธุรกิจ และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน
ภายใต้แผนมิกซ์ยูสมาสเตอร์แพลนระยะยาว โครงการจะพัฒนาบนพื้นที่กว่า 325 ไร่ โดยในอนาคตจะมีพื้นที่โครงการรวมกว่า 1.3 ล้านตารางเมตร และคาดว่ามูลค่าโครงการรวมจะอยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาท ครอบคลุมองค์ประกอบเพิ่มเติม เช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม และที่พักอาศัย เพื่อเสริมบทบาทของเมกาซิตี้ในฐานะมิกซ์ยูสแห่งอนาคตของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
พื้นที่สีเขียว–คอมมูนิตี้ เสริมรีเทลยุคใหม่
โครงการส่วนต่อขยายจะเพิ่มแลนด์มาร์กใหม่ ได้แก่ MEGA SKYLINE พื้นที่สีเขียวและคอมมูนิตี้สเปซขนาดกว่า 7 ไร่ พร้อมพื้นที่กิจกรรม การออกกำลังกาย และไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟกว่า 3,000 ตารางเมตร รวมถึง MEGA LOFT พื้นที่อาหารและการพบปะสังสรรค์ขนาดกว่า 2,000 ตารางเมตร ที่วางตำแหน่งให้เป็นเดสติเนชันด้านอาหารสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
ดีไซน์ของโครงการได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมสไตล์นอร์ดิก เน้นความโปร่งสบาย ธรรมชาติ และประสบการณ์ที่มีผู้คนเป็นศูนย์กลาง สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาพื้นที่ใช้ชีวิตมากกว่าการจับจ่ายเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะกลุ่ม Modern Family และ Modern Affluent Family ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะ เวลาคุณภาพ และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับครอบครัว
เมื่อส่วนต่อขยายแล้วเสร็จ เมกาบางนาจะมีแบรนด์รวมกว่า 1,200 แบรนด์ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีประมาณ 900 แบรนด์ โดยจะมีแบรนด์ใหม่กว่า 250 แบรนด์เข้ามาเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเป็นครั้งแรก รวมถึงกลุ่ม Accessible Luxury อีกมากกว่า 20 แบรนด์
บางนาโตเร็ว ดันเมกาซิตี้ขึ้นแท่นมิกซ์ยูสใหญ่ฝั่งตะวันออก
แรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนมาจากศักยภาพของย่านบางนา ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทำเลเติบโตเร็วของกรุงเทพฯ ทั้งจากฐานประชากรกว่า 3 ล้านคน รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 91,000 บาทต่อเดือน และการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ EEC
บางนาจึงเป็นทำเลที่ทุนใหญ่ยังมองเห็นโอกาส แม้เศรษฐกิจระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดัน เพราะการเติบโตของพื้นที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศูนย์การค้าเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับการขยายเมือง การเพิ่มขึ้นของครอบครัวกำลังซื้อสูง การเดินทางที่สะดวกขึ้น และบทบาทของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกในฐานะประตูเศรษฐกิจสู่ EEC
ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา เมกาบางนามีผู้ใช้บริการสะสมมากกว่า 670 ล้านคน และในปี 2568 มีทราฟฟิกสูงสุดประมาณ 60 ล้านครั้ง พร้อมรักษาอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100% ต่อเนื่อง สะท้อนบทบาทของโครงการในฐานะศูนย์กลางรีเทลและไลฟ์สไตล์ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
ปัจจุบันเมกาบางนามีผู้ใช้บริการเฉลี่ยกว่า 165,000 คนต่อวัน ลูกค้ากลับมาใช้บริการเฉลี่ย 4-5 ครั้งต่อเดือน มีสมาชิก Mega Smile Rewards มากกว่า 450,000 ราย และจัดอีเวนต์มากกว่า 160 งานต่อปี
นายมาริส อโบลตินส์ กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนา และเมกาซิตี้ ระบุว่า เมกาบางนาต้องการพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับคนทุกเจเนอเรชัน โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ สุขภาวะ ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตประจำวัน ภายใต้วิสัยทัศน์ A Destination for a More Thoughtful Everyday
การลงทุน 6,000 ล้านบาทของเมกาบางนา จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของการขยายเมืองฝั่งตะวันออก ที่กำลังเปลี่ยนจากย่านที่อยู่อาศัยและศูนย์การค้าเดิม ไปสู่พื้นที่มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ เชื่อมรีเทล ไลฟ์สไตล์ เวลเนส ที่อยู่อาศัย และธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ ในระยะยาว
ข้อมูลเพิ่มเติม: เมกาบางนา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 5 เดือนแรกตั้งธุรกิจใหม่ 3.68 หมื่นราย
