
ธนาคารที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำ เดินหน้าขยายโอกาสการเข้าถึงที่ดินทำกิน ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ผลักดันโครงการที่ดินปันสุข เพื่อช่วยเกษตรกรมีที่ดินและอาชีพที่มั่นคง เดินหน้ากระจายสิทธิที่ดิน ดอกเบี้ยต่ำ 3% ผ่อนยาว 30 ปี ครอบคลุมแล้ว 15 จังหวัด หนุนคุณภาพชีวิตเกษตรกรกว่า 1,800 ครัวเรือน
วันที่ 27 เมษายน 2569 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมด้วยนายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผอ.กองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ปฏิบัติหน้าที่แทนผอ.กองบริหารสินเชื่อ และคณะเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อประชุมชี้แจงภารกิจและแนวทางการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ โดยมีนายประทีป อุ่ยเจริญ ปลัดจังหวัดสงขลา นายวินิจ เทพนิต นายอำเภอเมืองสงขลา นายอรรถวุฒิ มูลศิริ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา ผู้แทน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และเครือข่ายเกษตรกร เข้าร่วม เพื่อบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างยั่งยืน

ธนาคารที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำ ดันโมเดลเช่าซื้อดอกเบี้ยต่ำ 3%
นายกุลพัชร เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2559 ธนาคารที่ดินดำเนินภารกิจกระจายการถือครองที่ดินให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย เพื่อลดปัญหาการไร้ที่ดินทำกิน โดยใช้โมเดลบริหารจัดการในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์การเกษตร เปิดโอกาสให้สมาชิกเช่าซื้อที่ดินในอัตราดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 30 ปี
ควบคู่กันนี้ ยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมองค์ความรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน นโยบาย ธนาคารที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำ ถือเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาการกระจุกตัวของที่ดินในประเทศไทย

ครอบคลุมแล้ว 15 จังหวัด หนุนกว่า 1,800 ครัวเรือน
ปัจจุบัน ธนาคารที่ดินสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ยากจนได้แล้วกว่า 1,861 ครัวเรือน สมาชิกมากกว่า 10,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด รวมเนื้อที่กว่า 7,256 ไร่
สำหรับจังหวัดสงขลา ได้ดำเนินโครงการ “ที่ดินปันสุข” ซึ่งเป็นการจับคู่เจ้าของที่ดินกับเกษตรกรผู้เช่า ปัจจุบันมีการทำสัญญาแล้ว 147 สัญญา ครอบคลุมพื้นที่กว่า 746 ไร่

ผลประเมินชี้ “คุ้มค่า” สร้างผลตอบแทนเศรษฐกิจสูง
ผลการประเมินโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า โครงการของธนาคารที่ดินมีความคุ้มค่าสูงในทุกมิติ โดยโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ 1.59 เท่าต่อเงินลงทุน 1 บาท และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 3.87 เท่าในระยะยาว
ขณะที่โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน ใช้งบประมาณ 15.81 ล้านบาท แต่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 40.60 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.57 เท่า

ดัน “ธนาคารที่ดิน” เป็นกลไกลดเหลื่อมล้ำ
นายกุลพัชร ย้ำว่า ธนาคารที่ดินพร้อมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยมุ่งให้ประชาชนมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มีอาชีพมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ประชาชนหรือเกษตรกรที่ประสบปัญหาด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือผ่านเว็บไซต์ของธนาคารที่ดินได้โดยตรง
ในเชิงโครงสร้าง นโยบายการกระจายการถือครองที่ดินยังถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากปัญหาการกระจุกตัวของที่ดินส่งผลโดยตรงต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงทรัพยากร และโอกาสในการพัฒนาอาชีพของประชาชน การดำเนินงานของธนาคารที่ดินจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ช่วยลดช่องว่างดังกล่าวในระยะยาว
ในภาพรวม ปัญหาการกระจุกตัวของที่ดินยังเป็นหนึ่งในต้นตอของความเหลื่อมล้ำในสังนโยบายดังกล่าวจึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมไทย โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่ประชาชนจำนวนมากไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ส่งผลต่อรายได้และความมั่นคงในชีวิต เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการเข้าถึงทรัพยากรและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว
การดำเนินงานในลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดภาระหนี้สิน และสร้างระบบการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการลดช่องว่างทางสังคมของประเทศ
สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.labai.or.th/
