ผลกระทบ และข้อพึงระวัง ในการยุบ บจธ. ต่อสิทธิการเข้าถึงที่ดิน
IMG_2607

ผลกระทบ และข้อพึงระวัง ในการยุบ บจธ. ต่อสิทธิการเข้าถึงที่ดิน

ตามที่คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) มีมติเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ให้สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน องค์การมหาชน (ธนาคารที่ดิน) หรือ บจธ. ดำเนินโครงการเฉพาะภารกิจที่ไม่ก่อภาระผูกพันธ์ หรือก่อหนี้ใหม่

เหตุผลเพราะ บจธ. ไม่ผ่านการประเมิน “ความคุ้มค่า” ในการดำเนินงาน เท่ากับ กพม.มีคำสั่งให้ บจธ. ระงับการใช้จ่ายงบประมาณ ปี 2569 ที่ได้รับจัดสรรจากสำนักงบประมาณ กว่า 400 ล้านบาท ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เป็นพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 ไปแล้ว

หลังจาก กพม. มีมติ 16 ต.ค.2569 ปรากฎว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4 แห่ง ในจังหวัดจันทบุรี ได้รวมตัวเข้าร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ว่า พวกตนเป็นกลุ่มเกษตรกรฯ ที่เข้าร่วม ‘โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ ปีงบประมาณ 2569 การที่ กพม. มีมติให้ยุบเลิก บจธ. ส่งผลให้ บจธ. ไม่สามารถจัดซื้อที่ดินตามแผนดำเนินงานปี 2569 ได้ ทำให้กระทบต่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั้ง 4 แห่ง

ภายหลังจากรับเรื่องกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ 4 แห่ง แล้ว กสม.ได้มอบให้ ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นเจ้าของเรื่อง โดยตั้งเป็นประเด็นรับฟังข้อเท็จจริงและความเห็นเรื่อง “สิทธิในมาตรฐานการครองชีพ อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดิน”

ดังนั้น เพื่อให้ กสม. ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน กสม.จึงเชิญผู้แทน บจธ. ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กพม. ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ตลอดจนผู้ร้อง และผู้แทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4 แห่ง ใน จ.จันทบุรี เข้าชี้แจง เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2569 และมีกำหนดเชิญนักวิชาการ กลุ่มผู้แทนภาคประชาสังคม เข้าให้ข้อมูลเป็นครั้งที่สอง วันที่ 18 มี.ค.2569

ผลการประชุม ครั้งแรก มอง 2 มิติ

มิติแรก “มิติด้านสิทธิมนุษยชน” : การยุบเลิก บจธ. และการระงับการใช้งบประมาณ ปี 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างที่ประชาชนอยู่ในกระบวนการเข้าถึงที่ดิน อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อ “สิทธิในที่ดินและทรัพยากร” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิ ในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ ตามรัฐธรรมนูญ และพันธกรณีระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี

อาทิ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) กติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม – สิทธิมนุษยชน  กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

นอกจากนี้ “หลักการสิทธิมนุษยชน” ยังเน้นย้ำถึง “หน้าที่ของรัฐ” ในการเคารพ คุ้มครอง และทำให้สิทธิเป็นจริง โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงมาตรการถดถอย (Retrogressive Measures)  ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยปราศจากมาตรการเยียวยาที่เหมาะสม

มิติที่สอง “มิติการประเมินผลการดำเนินงานของ บจธ.” ตามกรอบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) และหลักการประเมินองค์กรภาครัฐ ได้แก่

(1) ด้านความประหยัด (Economy) ซึ่งพิจารณาการใช้ทรัพยากรและงบประมาณอย่างคุ้มค่า

(2) ด้านประสิทธิผล (Effectiveness) ในการบรรลุวัตถุประสงค์เชิงนโยบาย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินและการสร้างความมั่นคงในสิทธิที่ดินให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย

(3) ด้านประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการบริหารจัดการโครงการและกลไกทางสถาบัน

(4) ประเด็นความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ระหว่าง บจธ. กับหน่วยงานของรัฐอื่น ที่มีภารกิจด้านการจัดการที่ดิน

อย่างไรก็ตาม กสม.ยังต้องรับฟังจากหลายฝ่าย จึงจะสรุปและทำความเห็นเสนอครม.ต่อไป

ผลกระทบจากการยุบเลิก บจธ.

การตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)  จัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกิน  และการไม่สามารถเข้าถึงที่ดินของเกษตรกรรายย่อย และผู้ยากจน เป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่มีมานาน ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหา “การกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน” รวมทั้งปัญหา “การเก็งกำไรในที่ดิน”

บจธ.  จึงกำหนดภารกิจให้สอดคล้องรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้ “รัฐ” ต้องกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์  หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึง มาตรา 37 กำหนดให้บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สิน และการสืบมรดก

ประกอบกับมาตรา 73 รัฐพึงจัดให้มีมาตรการ หรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกร ประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำสามารถแข่งขันในตลาดได้  และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ ให้มีที่ทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด

สำหรับปีงบประมาณ 2569 ก่อน กพม.มีมติให้ยุบเลิก นั้น บจธ. มีแผนการดำเนินโครงการและกิจกรรม ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ยากจน หรือกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 23 โครงการ งบประมาณกว่า 598 ล้านบาท สอดคล้อง “ยุทธศาสตร์ชาติด้านความเสมอภาคทางสังคม” แผนระดับที่ 2 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น 04 การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม แผนย่อยของแผนแม่บทที่ 16 เศรษฐกิจฐานราก เป้าหมาย “รายได้ของประชาชนกลุ่มรายได้น้อย เพิ่มขึ้นอย่างกระจายอย่างต่อเนื่อง”

โครงการช่วยเหลือเกษตรกร

ผู้ยากจน หรือกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญ ๆ ในปี 2569 มีดังนี้

1.โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน  จัดซื้อที่ดินค้างจากปีงบประมาณ 2568 จำนวน 15 วิสาหกิจชุมชน งบประมาณ 500  ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2569 มีคำขอรับความช่วยเหลือจาก 12 วิสาหกิจชุมชน กระจายอยู่ทั่วประเทศ งบประมาณ 29,865,300 บาท

ผลกระทบจากการยกเลิกโครงการ

ทั้งนี้ หาก บจธ. ไม่ได้ดำเนินโครงการฯ ในปีงบประมาณ 2569 จะส่งผลกระทบ ดังนี้

-พื้นที่อยู่ระหว่างการระบวนการจัดซื้อ ตามแผนงบประมาณปี 2568 หากผิดสัญญา บจธ.อาจถูกฟ้องร้อง  หรือคู่สัญญาสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายกับ บจธ. ได้

-การซื้อที่ดินบางแปลงได้ดำเนินการซื้อหรือเจรจาซื้อแล้ว  บางแปลงยังอยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อ หากดำเนินการไม่ครบถ้วน วิสาหกิจชุมชนและประชาชน ไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ หาก บจธ. ดำเนินการตามแผนงบประมาณปี 2569 ไม่ได้ จะกระทบการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน จำนวน 27 วิสาหกิจชุมชน 2,270 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ 4,826-3-37.26 ไร่

2.โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน งบประมาณปี 2569 บจธ. มีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชน 40 ราย และได้รับจัดสรรงบประมาณโครงการฯ แล้ว จำนวน 24,460,700 บาท หาก บจธ. ไม่ได้ดำเนินการในปีงบประมาณ 2569 ก็จะกระทบการช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ยากจนกลุ่มนี้ทันที

ดังนั้น การยุบเลิก บจธ. โดยที่สภาพปัญหา “ด้านที่ดิน” และ “หนี้ครัวเรือน” ยังไม่มีสถาบันการเงินของรัฐ เอกชน หรือองค์กรอื่นของรัฐ เข้ามาดูแลเกษตรกร หรือผู้ยากจนกลุ่มเปราะบางนี้ได้อย่างทั่วถึง และเป็นรูปธรรม จึงอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อ “สิทธิในที่ดินและทรัพยากร” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ” ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และพันธกรณีระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี อาทิ ICESCR

ในทางตรงกันข้าม หาก บจธ. ยังได้ดำเนินการต่อ บจธ.ซึ่งมีกลไกการทำงานที่ยืดหยุ่นมากกว่าสถาบันการเงินฯ รัฐหรือเอกชน จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกร หรือผู้ยากจน  ด้านการคงสิทธิในทรัพย์สินที่ดิน ที่อยู่อาศัย สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ  รวมทั้งมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง บรรลุเป้าหมาย “ยุทธศาสตร์ชาติ” ด้านความมั่นคง ด้านทรัพยากร และการลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ

บจธ.กลไกสำคัญ ป้องกันปัญหาสิทธิในที่ดิน

การบริหารงานของ บจธ. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ประเภทองค์การมหาชน มีความคล่องตัวในการช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ยากจน ในด้านต่าง ๆ ทั้ง “การสนับสนุนสินเชื่อ” “การจัดซื้อที่ดินที่อยู่อาศัย” เพื่อให้เกษตรกรและผู้ยากจน ใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน หรือที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม

โดย “การให้เช่า” หรือ “เช่าซื้อ” หรือ “การให้สินเชื่อแก่เกษตรกรและผู้ยากจน” ที่มีปัญหาจะสูญเสียสิทธิในที่ดิน หรือสูญเสียสิทธิในที่ดินไปแล้ว จากการจำนอง การขายฝาก หรือการถูกบังคับคดี ให้คงสิทธิในที่ดินของตนเองไว้ได้   รวมถึง “การสนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพเกษตรกรรม” เพื่อส่งเสริมอาชีพ โดย บจธ. มีกลไกสำคัญในการป้องกันปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน 2 ด้าน คือ

ด้าน “การป้องกัน” บจธ. มีระเบียบให้ดำเนินการเพื่อคงสิทธิในที่ดิน ในกรณีที่ดินกำลังจะหลุดมือ เกษตรกรและผู้ยากจน สามารถขอกู้เงินจาก บจธ. เพื่อนำไปซื้อที่ดินคืนก่อนจะถูกนายทุนหรือสถาบันการเงิน ยึดไป วงเงินกู้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยที่ดิน ยังเป็นชื่อของเกษตรกร มีเงื่อนไขผ่อนชำระหนี้กับ บจธ. ระยะยาว 30 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี

ด้าน “การแก้ไข” บจธ. มีระเบียบให้ดำเนินการ คือ กรณีที่ดินหลุดมือไปแล้ว ไม่เกิน 5 ปี บจธ.จะเข้าไปซื้อที่ดิน วงเงินรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท  วิธีการนี้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจะเป็นของ บจธ. โดยให้เกษตรกร ผ่อนชำระเงินกู้ กับ บจธ. ในระยะยาว 30 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี เมื่อชำระหนี้ครบ กรรมสิทธิ์ในที่ดิน จะตกเป็นของเกษตรกร

ทั้ง 2 รูปแบบ เกษตรกรและผู้ยากจนที่ขอรับความช่วยเหลือ จะคงสิทธิในทรัพย์สิน และการสืบทอดมรดก ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ สถาบันการเงิน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แม้มีมาตรการ “แก้หนี้เกษตรกร” แต่กระบวนการดำเนินงานไม่คล่องตัวเหมือน บจธ. เพราะจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ของสถาบันการเงิน นั้น ๆ

การ “ยุบเลิก บจธ.” จึงเกิดความเสี่ยงที่เกษตรกร จะเผชิญกับปัญหา “จะสูญเสียสิทธิ” หรือ “สูญเสียสิทธิ” ในที่ดินไป อันเป็นผลจากการนำที่ดินไปจำนอง ขายฝาก หรือการถูกบังคับคดี และที่ดินถูกขายทอดตลาด  ในที่สุดที่ดินเหล่านั้นจะตกไปอยู่ในมือของนายทุน เกิดการกระจุกตัวของที่ดิน

ผลร้ายตามมา คือ เกษตรกรหมดสิ้นหนทางทำกิน อาจจะต้องไปก่อปัญหาใหม่ คือ บุกรุกที่ดินของรัฐทั้งที่ราชพัสดุ ที่ป่าไม้ ที่ป่าสงวนแห่งชาติ หรือที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ หรือต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบ ดอกเบี้ยสูงกว่ากฎหมายกำหนด ก่อให้เกิด “หนี้ครัวเรือน” จนต้องตกเป็นภาระด้านงบประมาณ รัฐต้องจัดงบฯ เข้าไปแก้ไข “หนี้สินครัวเรือน” อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ยากจนโดยตรง นั่นคือ จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี หรือถูกฟ้องขับไล่ให้ออกจากที่ดิน หรือที่ดินถูกยึดไปขายทอดตลาด สูญเสียสิทธิในที่ดิน นำไปสู่การย้ายถิ่นฐานเข้าไปหางานทำในเมือง เกิดปัญหา “คนจนเมือง” ไปบุกรุกที่ดินเอกชน หรือที่สาธารณะประโยชน์

นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อต่อเนื่องกับคนในครอบครัว คือ การศึกษาของบุตรหลาน ทำให้ต้องออกจากระบบการศึกษากลางครัน ขาดโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือไปลดทอนกิจกรรมการเรียนเสริม การเพิ่มทักษะทางการศึกษาด้านต่าง ๆ เป็นต้น

ผลกระทบต่อ “พันธกิจด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐ” การหยุดโครงการฯ ของ บจธ. เป็นการละเลยหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 73 : รัฐพึงจัดให้มีมาตรการ หรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกร ประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัยโดยใช้ต้นทุนต่ำ สามารถแข่งขันในตลาดได้  และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ ให้มีที่ทำกิน โดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด

ความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ

บจธ. ได้ผ่านการประเมินของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน โดยมีผลการประเมินในแต่ละด้าน ล้วนเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ดังนี้

1.สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หน่วยงานในสังกัด กพร. ประเมินความคุ้มค่า ‘โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ และ ‘โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน’ ปี 2566-2567 ดังนี้

โดย‘โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ สร้างผลลัพธ์และผลกระทบในอนาคต จากการประหยัดค่าใช้จ่ายของสมาชิก ที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และการมีรายได้สุทธิ ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) 3.26 เท่า แสดงให้เห็นว่า การลงทุนในโครงการฯ สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ได้อย่างน้อย 3.26 เท่าของต้นทุนโครงการ

‘โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิฯ’ สร้างผลลัพธ์และผลกระทบในอนาคต  จากการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น และหนี้สินลดลงของสมาชิก ที่รักษาสิทธิในที่ดินทำกินเป็นของตนเอง   โดยอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน หรือผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) 3.12 เท่า แสดงให้เห็นว่าการลงทุนโครงการฯ สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคม ได้อย่างน้อย 3.12 เท่าของต้นทุนโครงการ

ผลกระทบขั้นต่ำที่เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายด้านอาหาร รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น และหนี้สินลดลง ทั้งนี้หากสมาชิกปรับตัวทางเศรษฐกิจ  การปรับโครงสร้างหนี้ การทำเกษตรกรรม และผ่านช่วงเวลาในการลงทุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ หรือพืชหลักของเกษตรกรให้ผลิตผลอย่างเต็มที่แล้ว ย่อมสร้างมูลค่า และผลกระทบทางสังคมเพิ่มขึ้น

2.สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรีประเมินผล ‘โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ ของ บจธ.  ด้วยเกณฑ์ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Evaluation Criteria)

ความสอดคล้อง (Relevance)  โครงการมีความสอดคล้องครบถ้วนกับแผนระดับ 1, 2 และ 3 (ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และนโยบายรัฐบาล)

ประสิทธิภาพ (Efficiency) ประหยัดงบประมาณของโครงการ คิดเป็นร้อยละ 90.49 (มูลค่าที่ประหยัดได้กว่า 31.4 ล้านบาท) และมีผลการใช้จ่ายร้อยละ 24.17

ผลกระทบ (Impact)  สมาชิกในโครงการมีรายได้เฉลี่ย 16,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าระดับเส้นความยากจน (3,043 บาท) ถึง 5 เท่า

ความยั่งยืน (Sustainability)  สมาชิกมีความมั่นคงด้านสินทรัพย์ (ที่ดิน) การเงิน และการดำรงชีพ ในระยะยาว บจธ. สามารถนำรายได้จากการดำเนินงาน กลับมาเป็นทุนหมุนเวียนในการทำโครงการต่อไป

3.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเมินความคุ้มค่า ‘โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ ปี 2568 ผลสรุปได้ดังนี้ สร้างผลลัพธ์และผลกระทบในอนาคต จากการประหยัดค่าใช้จ่ายของสมาชิก ที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และมีรายได้สุทธิ  ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน  จากการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร  รายได้สุทธิเพิ่มขึ้นและหนี้สินลดลง ของสมาชิกที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง อัตรา SROI = 3.87 เท่า / อัตรา IRR = ร้อยละ 29.60

แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในโครงการฯ สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมได้อย่างน้อย 3.87 เท่าของต้นทุนโครงการ

4.บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเมินความคุ้มค่า ‘โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน’ ปี 2568 ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีทั้งผลกระทบด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม ดังนี้

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ : มูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่เกิดจากการเพิ่มรายได้ และลดภาระหนี้สิน โดยคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจ และ/หรือมูลค่าทางสังคม (A) เปรียบเทียบกับงบประมาณที่ใช้ในโครงการ (B) = 40,603,488.15 / 15,806,000 = 2.57

ผลการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจ (A) / (B) มีค่าเท่ากับ 2.57 แสดงถึงความคุ้มค่าของโครงการฯ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยจำนวนเงิน ทุก 1 บาท สามารถนำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ 2.57 เท่า

การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการทำการเกษตร กรณีมีที่ดินทำกิน หรือการลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องชำระ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น (ในภาคเกษตรกรรม และนอกภาคเกษตรกรรม) มีมูลค่า 5,119,500.00 บาท การลดปัญหาหนี้สิน มีมูลค่า 40,603,488.15 บาท

ผลกระทบด้านสังคม การลดปัญหาในด้านของสูญเสียสิทธิในที่ดิน เกิดความเครียด วิตกกังวลมากขึ้น ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ที่ดินถูกยึดขายทอดตลาด สูญเสียสิทธิในที่ดิน หรือถูกฟ้องขับไล่ ให้ออกจากที่ดิน ตลอดจนส่งผลต่อการศึกษาของบุตรหลาน เช่น ออกจากการศึกษากลางคัน ไม่มีโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ลดกิจกรรมการเรียนเสริม

ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์และผลกระทบ
บทบาทเชิงโครงสร้างและกฎหมาย บจธ. มีสถานะเป็นองค์การมหาชน ที่มีความคล่องตัวในการแก้ปัญหา “ป้องกัน” และ “แก้ไข” การสูญเสียสิทธิในที่ดิน ซึ่งสถาบันการเงินปกติไม่สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีปัญหาหนี้สิน การจำนอง ขายฝาก หรือถูกบังคับคดี

ผลกระทบด้านงบประมาณ ปี 2569 หาก บจธ. ไม่สามารถดำเนินงานต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกร และเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง ดังนี้

ด้านกฎหมายและข้อพิพาท ที่ดินที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อ หรือพิจารณาคดีอาจถูกบังคับคดี ขายทอดตลาด หรือถูกฟ้องร้องจากคู่สัญญา ทำให้รัฐและเกษตรกรเสียประโยชน์

ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจัดซื้อที่ดินแปลงใหญ่ที่ไม่แล้วเสร็จ จะทำให้พื้นที่บางส่วนเป็นที่ตาบอด ไม่มีทางเข้า-ออก ไม่สามารถพัฒนาสาธารณูปโภค หรือทำการเกษตรได้จริง

ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต ครัวเรือนเกษตรกรไร้ที่ดินทำกินประมาณ 2.5 – 2.6 ล้านครัวเรือน ขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร ปัญหาสังคมรุนแรงขึ้น เช่น การอพยพย้ายถิ่นเข้าสู่เมือง และหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น

เกษตรกรขาด “พี่เลี้ยง” ในการพัฒนาอาชีพ และยกระดับมาตรฐานสินค้า (GAP, OTOP) ซึ่ง บจธ. ดำเนินการควบคู่กับการจัดสรรที่ดิน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

จากความคุ้มค่า และภารกิจที่รับผิดชอบนั้น บจธ. ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่จัดหาที่ดิน แต่ยังทำหน้าที่เป็น “กลไกประสานการพัฒนา (Integrative Collaboration)” ที่เชื่อมโยงเกษตรกรเข้ากับแหล่งทุน ตลาด และมาตรฐานการผลิต เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการกระจายการถือครองที่ดิน เป็นไปอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และยุทธศาสตร์ชาติ

บจธ. มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องดำรงอยู่ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจต่อไป  โดยเฉพาะการรองรับเกษตรกรกลุ่มเปราะบาง ที่หลุดออกจากระบบสถาบันการเงินปกติ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ให้เข้มแข็งบนที่ดินของตนเอง

ที่มาของข้อมูล: https://www.labai.or.th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/kubota-pijit/

 

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X