
EV สบช่องวิกฤตน้ำมัน ดันมอเตอร์โชว์ขายทุบสถิติ 1.32 แสนคัน เป็นแค่อารมณ์ร่วมของตลาด หรือความต้องการจริง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังชะลอตัว กำลังซื้อโดยภาพรวมยังแผ่ว
ส่องปัจจัยบวก-ปัจจัยลบ สาเหตุที่มาและลมใต้ปีก ที่ทำให้ยอดขายรถยนต์ในงานมอเตอร์โชว์ปี 2569 ทำลายสถิติ ยอดขายเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากปี 2568 ที่ขายได้ 77,379 คัน ปีนี้กว่า 1.32 แสนคัน โดยรถ EV ยอดขายนำโด่ง ทิ้งห่างรถสันดาปเป็นเท่าตัว

งานมอเตอร์โชว์ 2569 หรือ Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ซึ่งจัดโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ GPI ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม-5 เมษายน 2569 ปิดฉากลงด้วยยอดขายที่สูงเกินคาด ด้วยยอดจองรถยนต์รวม 132,951 คัน ทำสถิติสูงสุดใหม่เพิ่มขึ้นถึง 71% เมื่อเทียบกับยอดขายมอเตอร์โชว์ปี 2568 ที่ทำได้ 77,379 คัน
แน่นอนว่ายอดขายรถยนต์โดยภาพรวมปีนี้ ยนตรกรรมไฟฟ้า หรือรถ EV: Electric Vehicle มาแรงแน่นอน ด้วยสถานการณ์พลังงานกำลังวิกฤต ราคาน้ำมันพุ่งทะยาน ย่อมทำให้คนหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ของการใช้น้ำมันกับไฟฟ้านั้น ห่างกันอย่างมากกว่า 3 เท่าตัว

ตอบโจทย์วิกฤตพลังงาน
เปรียบเทียบจาก รถยนต์สันดาปขนาดเครื่อง 1,600 cc (G95) มีต้นทุนประมาณ 2.5-3.5 บาท/กม. หรือประมาณ 2,500-3,500 บาท/เดือน (1,000 กม.) ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV)ขนาดกลาง ชาร์จไฟบ้านมีต้นทุนถูกกว่ามากเพียง 0.5-0.9 บาท/กม. หรือประมาณ 500-900 บาท/เดือน
โดยรถไฟฟ้า EV ต้นทุนค่าพลังงานถูกกว่ารถน้ำมันมากกว่า 3 เท่าตัว! แม้จะยังมีข้อจำกัดเรื่องจุดชาร์จไฟที่ยังไม่เพียงพอ และค่อนข้างยุ่งในการวางแผนเติมพลังงาน แต่ก็ยังคุ้มที่จะลงทุนแถมยังตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่รถ EV จะมียอดขายในงานอย่างถล่มทลาย เพราะ “Market Sentiment” หรืออารมณ์ของตลาดมันแรงมาก ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันในวันนี้ยังคงพุ่งทะยาน และมีแนวโน้มที่จะยังคงเพิ่มขึ้น ตามราคาตลาดโลก ที่รับผลกระทบโดยตรง จากเหตุการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุชในการขนส่งน้ำมัน

หากดูยอดขายในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 โดยเลือกมาเฉพาะแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า EV อย่างเดียว จะเห็นการเติบโตที่สะท้อนอารมณ์ตลาดชัดเจน ดูจากยอดขายในงานฯ ของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ ได้แก่
BYD ยอดขายรวม 17,354 คัน
OMODA JEACOO 15,088 คัน
MG ยอดขายรวม 10,537 คัน
DEEPAL + NEVO 8,573 คัน
GEELY 7,811 คัน
CHERY 7,509 คัน
GWM 6,819 คัน (Great Wall Motor)
GAC 6,287 คัน (Guangzhou Automobile Group)
RIDDARA 2,569 คัน (เครือ Geely)
ZEEKR 2,339 คัน
XPENG 2,089 คัน
AVATR 1,435 คัน (EV หรูจากความร่วมมือ Changan Automobile, Huawei และ CATL

ข้อมูลข้างต้นดึงมาเฉพาะรถ EV อย่างเดียว ส่วนรถยนต์สันดาป ที่ขายตามปกติไม่ได้ดึงมารวมด้วย แต่สามารถดูรายละเอียดได้จาก กราฟิกส์ตัวเลขยอดขายที่ประกอบในข่าวชิ้นนี้ และแน่นอนรถยนต์สันดาปแชมป์ยอดขายสูงสุดยังคงเป็น TOYOTA ยอดขายรวมอยู่ที่ 15,750 คัน จากที่เคยครองแชมป์มายาวนาน ปีนี้ก็ต้องพ่ายให้กับ BYD ที่มียอดขายที่ 17,354 คัน

อะไรทำให้รถยนต์ไฟฟ้า แทรงหน้ารถยนต์สันดาปทุกคนคงทราบดีอยู่แล้ว ทิศทางแบบนี้เห็นมาตั้งแต่งานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 46 เมื่อปี 2568 ที่ยอดขาย BYD/DENZA ซึ่งเป็นรถ EV ทำยอดขายในงานได้ 10,353 คัน

ขณะที่ TOYOTA รถยนต์สันดาปเกือบทั้งหมด ทำยอดขายตามมาเป็นที่สองด้วยยอดขาย 9,819 คัน ต่อจากนั้นอันดับสามและสี่ ก็ยังคงเป็นรถ EV เช่นกัน

เติบโตแบบก้าวกระโดด
หากย้อนกลับไปมองการเติบโต และจุดเริ่มต้นของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทยจะเห็นภาพที่ชัดเจนใน 4 ปีที่ผ่านมา โดยย้อนหลังกลับไปที่ปี 2566 หลังจากตลาดเริ่มเห็นสัญญาณ การเติบโตรถยนต์ไฟฟ้าแรกๆ มาตั้งแต่ปี 2564
ภาพรวมรถยนต์ไฟฟ้าในไทย เติบโตแบบก้าวกระโดด จากนโยบายสนับสนุนภาครัฐ (EV3.0-3.5) และการรุกตลาดของแบรนด์รถไฟฟ้า “จีน” เริ่มต้นจากตลาดเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นผู้นำอาเซียนในปี 2566 ด้วยยอดจดทะเบียนเกือบ 90,000 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด 10%
ปัจจุบันอุตสาหกรรมรถ EV ในไทย อยู่ในช่วงเร่งสร้างฐานผลิตชดเชย โดยมุ่งเน้นการใช้งานจริงและโครงสร้างพื้นฐาน
จากจุดเริ่มต้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ที่เริ่มเห็นภาพประมาณปี 2563-2564 ในช่วงเริ่มต้นตลาดที่ผู้บริโภคยังกังวลเรื่องสถานีชาร์จและราคาสูง โดยในปี 2564 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ EV เพียง 1,958 คัน แต่เริ่มส่งสัญญาณเติบโตขึ้นเรื่อยมา ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
จุดเติบโตสูงสุดครั้งแรกของรถ EV ในไทยเริ่มขึ้นในปี 2566 ซึ่งถือเป็นปีทองของ EV ในไทย ยอดจดทะเบียนพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า มาใกล้เคียง 90,000 คัน ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนมาจาก มาตรการเงินอุดหนุนของรัฐบาล และสงครามราคาของค่ายรถยนต์จีน ที่เข้ามาทำตลาดอย่างรุนแรง
ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน รถ EV อยู่ในช่วงเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2567-2569 ถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคา มาสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ และเทคโนโลยีการผลิต เพื่อให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ EV ในอาเซียน
ยอดจดทะเบียนโตต่อเนื่อง
แม้ตลาดจะมีการชะลอตัวลงบ้าง หลังสิ้นสุดมาตรการบางอย่าง แต่ยอดจดทะเบียน EV ยังสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสม จำนวน 147,522 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 52.74% ทั้งที่ยอดขายรถใหม่ในงานมอเตอร์โชว์ปี 2568 ต่ำกว่าปี 2569 ถึง 71%
ดังนั้นจึงประเมินล่วงหน้าได้ว่า ปี 2569 ยอดจดทะเบียนใหม่รถยนต์ในกลุ่ม BEV จะเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2568 แบบทิ้งห่าง

วิกฤตราคาน้ำมันแพงในปี 2569 ส่งผลให้ความต้องการรถ EV พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พบว่ายอดจองในโชว์รูมต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากผู้บริโภคต้องการลดภาระค่าใช้จ่าย
แม้จะเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงชัดเจน แต่ตลาดก็ยังเผชิญความท้าทาย จากกำลังซื้อโดยรวมที่ลดลง และการเข้มงวดสินเชื่อของสถาบันการเงิน กอรปกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ผลกระทบเชิงบวกต่อการขายรถ EV ที่เกิดขึ้น คือ ยอดจองและคนเข้าโชว์รูมพุ่งสูงขึ้น ค่ายรถยนต์อย่าง BYD และยนตรกรรมไฟฟ้าจีนที่เข้ามาทำตลาดในไทย ได้รับแรงส่งอย่างมากเนื่องจากผู้บริโภคต้องการหนีราคาน้ำมันแพงไปสู่ยนตรกรรมไฟฟ้า
นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ด้วยนโยบาย EV 3.0 และ 3.5 ที่สนับสนุนการผลิตและการซื้อ ทำให้ราคาของรถ EV เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งจังหวะการเติบโตมาสบช่อง กับช่วงวิกฤตพลังงานพอดี
แรงส่งอีกอย่าง คือ การตระหนักรู้ของผู้บริโภคว่า.. “น้ำมันกำลังวิกฤต” ทำให้รถ EV ถูกมองว่าเป็น “ทางรอด” ของค่าใช้จ่ายพลังงาน ไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” เหมือนที่ผ่านมา

สวนทางภาวะเศรษฐกิจ
ถึงกระนั้น การเติบโตของ EV ล่าสุด ก็ยังมีปัจจัยที่คอยฉุดรั้งตลาดอยู่ไม่น้อย แม้เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่กำลังซื้อส่วนใหญ่ ยังคงติดหล่มของภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกำลังซื้อ ของผู้มีรายได้ระดับกลาง-ล่าง
ยอดการผลิตรถยังสวนทางกับยอดขายในประเทศ ด้วยการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในไทยเติบโตสูงถึง 71.54% แต่ยอดขายในประเทศกลับลดลง 18.56% (ข้อมูลเดือนก.พ. 69) เนื่องจากกำลังซื้ออ่อนแรง และสถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง จากการที่สถานีชาร์จยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะต่างจังหวัด และข้อจำกัดการติดตั้งเครื่องชาร์จในที่อยู่อาศัย เช่น คอนโดมิเนียม ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
อีกปัญหาที่ยังค้างคาใจผู้บริโภค คือ ความกังวลระยะยาวเรื่องมูลค่าขายต่อ และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่
ดังนั้น ยอดขายรถ EV ในมอเตอร์โชว์ล่าสุด ครั้งที่ 47 ที่สูงขึ้นจนเห็นความโดดเด่นชัดเจน ส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก วิกฤตราคาน้ำมันเป็นปัจจัยบวกอย่างมาก ต่อภาวะวิกฤตพลังงาน ที่ช่วยสร้าง “ความต้องการ” (Demand) พิเศษขึ้นมาตาม Market Sentiment
..แต่ความต้องการที่แท้จริงของตลาด ยังมีปัจจัยเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน เป็นตัวฉุดรั้งอยู่
ที่มาของข้อมูล: https://bims47.motorshow.in.th
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/indexcreative-grand-prix-igp/
#EV #รถไฟฟ้า #มอเตอร์โชว์ #ยอดขาย #วิกฤตพลังงาน #ราคาน้ำมัน #เศรษฐกิจ #กำลังซื้อ

