
“ไทย” ตั้ง วอร์รูม รับมือ สถานการณ์ ความขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน” หลัง กองทัพเรืออิหร่าน สั่งห้ามเรือผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ”
Bangkok X Team
หลังจากที่ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล โจมตี อิหร่านเมื่อคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ผู้นำอิหร่านและครอบครัวเสียชีวิต และ ล่าสุด รัฐบาลอิหร่านประกาศปิด ช่องแคบ ฮอร์มุช กระทบต่อการขนส่งในพื้นที่ดังกล่าว
รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้สั่งการให้มีการจัดตั้ง ศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ ทางเศรษฐกิจ จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) ขึ้น เมื่อ วันที่ 1 มีนาคม 2569 เวลา 18.01 น.
วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ศูนย์ดังกล่าวประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ทำหน้าที่เป็น หน่วยงานประสานงานหลัก เพื่อวิเคราะห์ และประเมินผลกระทบ ทางเศรษฐกิจ จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงการคลังสรุปผลเบื้องต้นได้ดังนี้
“ไทย” ตั้ง วอร์รูม รับมือ คาด ผลกระทบ 6 ด้าน
1) ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel)
กระทรวงการคลังคาดว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจผันผวนและปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก
นอกจากนี้ ยังรวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก โดยราคา LNG มักเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน และอาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน ซึ่งสามารถช่วยรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้ในระดับหนึ่ง
2) ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel)
หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ (Risk Premium) และค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น และหากมีการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ อาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า–ส่งออก และสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า
กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
3) ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel)
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล จากต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้นAFP
4) ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel)
ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนอาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด
สำหรับอัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดย ณ เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ -0.7 (YoY) และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 0.3
5) ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel)
ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ตลาดเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) ส่งผลให้มีการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ดอลลาร์สหรัฐและทองคำ ซึ่งอาจกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Economies)
ทั้งนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทที่อาจผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น กระทรวงการคลังได้ประสานให้ ก.ล.ต. และ ตลท. ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดอย่างเหมาะสม และสามารถปรับใช้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพของตลาดการเงินไทย
6) ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel)
สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และประสานงานกับแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด
มั่นใจ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง พร้อมรับความผันผวน
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเน้นย้ำว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ขณะเดียวกันภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก
ทั้งนี้ ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองรองรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง
ในระยะต่อไป กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาใช้เครื่องมือเชิงนโยบายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที
กระทบกับ SMEs ไทยมูลค่ากว่า 38 ล้านเหรียญสหรัฐ
แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ระบุว่า ความขัดแย้งดังกล่าว ส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะ ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs)
โดยในปี 2568 มูลค่าการส่งออกของเอสเอ็มอีไทย ไปประเทศอิหร่าน อยู่ที่ 38.54 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,216 ล้านบาท) คิดเป็น 28.17% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดจากไทยไปอิหร่าน แบ่งเป็น
- รายย่อย 3.20 ล้านเหรียญสหรัฐ
- รายย่อม 8.44 ล้านเหรียญสหรัฐ
- รายกลาง 26.91 ล้านเหรียญสหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญของเอสเอ็มอี 5 อันดับแรก ได้แก่
- เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักรและส่วนประกอบเครื่องจักร 39 ล้านเหรียญสหรัฐ
- เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ 71 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ยานบกและส่วนประกอบ 44 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ 89 ล้านเหรียญสหรัฐ
- พืชผักรวมทั้งรากและหัวบางชนิดที่บริโภคได้ 47 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในขณะที่ภาพรวมมูลค่าการส่งออกของไทยไปประเทศอิหร่าน ปี 2568 อยู่ที่ 136.82 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,378 ล้านบาท)
ด้านการนำเข้าเอสเอ็มอีไทยนำเข้าสินค้าจากประเทศอิหร่าน อยู่ที่ 8.2 ล้านเหรียญสหรัฐ(262.4 ล้านบาท) คิดเป็น 87.6% ของการนำเข้าทั้งหมดจากอิหร่าน สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่
- ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ 3.02 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ปลาและสัตว์น้ำ 2.59 ล้านเหรียญสหรัฐ
- เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์และส่วนประกอบไฟฟ้า 0.61 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ผลิตภัณฑ์นม ไข่สัตว์ปีก น้ำผึ้งธรรมชาติและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ 0.58 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม 0.54 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดย ภาพรวมมูลค่าการนำเข้าไทยจากประเทศอิหร่าน อยู่ที่ 9.36 ล้านเหรียญสหรัฐ (299.52 ล้านบาท) แบ่งเป็น
- รายย่อย 0.89 ล้านเหรียญสหรัฐ
- รายย่อม 2.45 ล้านเหรียญสหรัฐ
- รายกลาง 4.86 ล้านเหรียญสหรัฐ
- รายใหญ่ 0.98 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ การนำเข้าของเอสเอ็มอีขนาดกลางมีสัดส่วนสูงสุด 51.92% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด สะท้อนความเปราะบางของผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
“จากสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว รัฐบาลต้องมีมาตรการที่ชัดเจน ในการรับมือกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” แสงชัย กล่าว
“ไทย” ตั้ง วอร์รูม รับมือ
ตลาดหุ้นทั่วโลก ติดลบ ทอง ราคาพุ่ง
จากสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ส่งให้ผลดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก เปิดตลาดเช้าวันที่ 2 มีนาคม 2569 ปรับตัวลดลงทุกตลาด โดยดัชนีดาวน์โจน์ เปิดตลาดปรับลดลง 521.28 จุด โดยมีดัชนีล่าสุด(เวลา 14.01 น. ที่ประเทศไทย) ที่ 48,678.87 จด ดัชนี Nasdaq ติดลบ 210.17 จุด ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ลบ 29.19 จุด ดัชนี Nikkei225 ลบ 797.27 จุด ดัชนี Hang Seng ลบ 592.04 จุด
ในขณะที่ดัชนี FTSE 100 ปิดบวก 63.85 จุด ดัชนี China A50 บวก 119.58 จุด
ด้านราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เปิดตลาดขึ้นมาบวก 114.36 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์โดยระดับราคาอยู่ที่ 5,397.39 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ ออนซ์ ในขณะที่ทองคำแท่ง ซื้อขายที่ประเทศไทยขึ้นไปแตะ 80,100 บาทต่อบาททองคำ เป็นครั้งแรก บวก 2,500 บาทต่อบาททองคำ
ที่มาของข้อมูล : https://goldprice.org/th
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/election-economy-09022026/
