
ทุนใหญ่เหนือตลาด ถูกภาคประชาชนชี้ว่าเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาสาธารณูปโภคแพง ทั้งค่าไฟ น้ำมัน และค่าเน็ต โดยมองว่าราคาที่ประชาชนต้องจ่ายสูงขึ้นไม่ได้เกิดจากต้นทุนตลาดโลกเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนโครงสร้างรัฐที่เปิดช่องให้เกิดการผูกขาด การแข่งขันไม่เป็นธรรม และการกำกับดูแลที่ยังไม่สามารถถ่วงดุลอำนาจทุนได้จริง
ทุนใหญ่เหนือตลาด ต้นตอสาธารณูปโภคแพงทั้งระบบ
ทุนใหญ่เหนือตลาด กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ภาคประชาชนหยิบยกขึ้นมาอธิบายปัญหาค่าไฟ น้ำมัน และค่าเน็ตแพง โดยมองว่าราคาสาธารณูปโภคที่ประชาชนต้องจ่ายสูงขึ้น ไม่ได้เกิดจากต้นทุนตลาดโลกเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างกำกับดูแลของรัฐที่เปิดช่องให้เกิดการผูกขาด การแข่งขันไม่เป็นธรรม และการลดบทบาทของรัฐในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกในเวทีเสวนา “รัฐบาลจะแก้อย่างไร เมื่อน้ำมัน ค่าไฟ ค่าเน็ต แพงทั้งแผ่นดิน” ซึ่งมีนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้แทนรัฐวิสาหกิจ และสภาผู้บริโภค ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น โดยหลายฝ่ายมองตรงกันว่า ปัญหาค่าครองชีพจากพลังงานและโทรคมนาคมต้องมองลึกไปถึงโครงสร้าง ไม่ใช่อธิบายเพียงว่าราคาตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
แม้สถานการณ์พลังงานโลกจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงาน แต่ข้อกังวลสำคัญคือโครงสร้างภายในประเทศที่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมาก ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าบริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งหลายรายการเป็นต้นทุนที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเต็มที่

ค่าเน็ตแพง หลังการแข่งขันลดลง
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปัญหาค่าบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้น สะท้อนความล้มเหลวของโครงสร้างกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม โดยเฉพาะบทบาทของ กสทช. ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลับถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในการถ่วงดุลอำนาจทุน
เขาระบุว่า หลังการควบรวมกิจการของผู้ให้บริการรายใหญ่ ผู้ประกอบการบางรายมีส่วนแบ่งตลาดสูงจนเข้าข่ายเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับไม่มีการวิเคราะห์สภาพการแข่งขันและใช้มาตรการกำกับราคาตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง และการแข่งขันในตลาดลดลงต่อเนื่อง
สาทิตย์เสนอให้ปฏิรูป กสทช. และแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อให้หน่วยงานกำกับสามารถตรวจสอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ เช่น โทรคมนาคมและพลังงาน รวมถึงเพิ่มอำนาจจัดการพฤติกรรมผูกขาดและผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้กำกับดูแล
ด้าน เชิดชัย กัลยาวุฒิพงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิดเสรีโทรคมนาคม ทำให้ NT จากเดิมที่เคยเป็นกลไกสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ กลายเป็นเพียงผู้ให้บริการรายหนึ่งที่ต้องแข่งขันกับเอกชนภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบ
แม้ NT ยังเป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้น 100% แต่กลับต้องแบกรับต้นทุนและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเช่นเดียวกับเอกชน ขณะที่การจัดสรรคลื่นความถี่ผ่านระบบประมูล ทำให้ NT ไม่สามารถขยายบทบาทในการให้บริการสาธารณะได้เต็มศักยภาพ
น้ำมันแพง เพราะโครงสร้างราคายังถูกตั้งคำถาม
ธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า คนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลก ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดน้ำมันโลก ค่าการกลั่นที่ขยับตัวสูงขึ้น และความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
ธีรชัยมองว่า รัฐบาลยังไม่มีแผนบริหารจัดการภาวะขาดแคลนพลังงานที่ชัดเจน ทั้งการจัดลำดับความสำคัญการใช้พลังงาน และมาตรการรองรับผลกระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกัน การบริหารพลังงานยังปล่อยให้กลไกตลาดและผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมีอิทธิพลเหนือประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะประเด็นค่าการกลั่นที่ยังไม่มีมาตรการควบคุมหรือจัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกินอย่างเพียงพอ
สำหรับก๊าซธรรมชาติ ธีรชัยเสนอให้ทบทวนโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยให้ก๊าซจากอ่าวไทยถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับแรก ทั้งในภาคครัวเรือนและการผลิตไฟฟ้า พร้อมเสนอให้พิจารณาดึงสิทธิการซื้อก๊าซจากปากหลุมกลับมาอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐ ผ่านการจัดตั้ง “องค์การก๊าซแห่งชาติ”

รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า ปัญหาราคาน้ำมันของไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากโครงสร้างราคาภายในประเทศที่เปิดช่องให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนที่ไม่จำเป็น
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ ซึ่งมีการบวกค่าใช้จ่าย เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าความสูญเสียระหว่างทาง ทั้งที่น้ำมันจำนวนมากผลิตจากโรงกลั่นในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีค่าสำรองน้ำมันและค่าพรีเมียมอื่น ๆ ที่ถูกบวกเข้าไปในราคาขายปลีก
รสนาระบุว่า เฉพาะค่าพรีเมียมดังกล่าวทำให้ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มกว่า 24,000 ล้านบาทต่อปี และตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา อาจมีมูลค่าสูงเกือบ 500,000 ล้านบาท พร้อมเสนอให้รัฐเร่งแก้ปัญหาโครงสร้างพลังงาน เช่น กำหนดเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยุติการอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ และจัดสรรก๊าซหุงต้มที่ผลิตได้ในประเทศให้ภาคครัวเรือนใช้ก่อน
ค่าไฟสูง จากต้นทุนที่ประชาชนมองไม่เห็น
ชัชวาลย์ กุลสุวรรณ รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัญหาค่าไฟสูงมีรากฐานจากการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และการลดบทบาทของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ในระบบไฟฟ้า
เขากล่าวว่า ประเทศไทยมีก๊าซจากอ่าวไทย แต่ กฟผ. กลับต้องซื้อก๊าซในราคาอิงตลาดโลก รวมถึงต้องนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศบางส่วน ทั้งที่หากใช้ก๊าซในประเทศในราคาต้นทุน ค่าไฟของประชาชนจะลดลงได้มาก
ชัชวาลย์ยังแสดงความกังวลต่อการลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งปัจจุบันเหลือราว 20-30% ของระบบทั้งหมด จากเดิมที่เคยผลิตไฟฟ้าให้ประเทศเกือบทั้งหมด ขณะที่เอกชนมีบทบาทมากขึ้น จนอาจกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต

ด้าน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center ระบุว่า การแก้ปัญหาค่าไฟของรัฐบาลที่ผ่านมาเป็นเพียงการโยกภาระจากผู้ใช้ไฟกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่ง มากกว่าการแก้ไขต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็น
เดชรัตชี้ว่า ประเทศไทยยังมีต้นทุนส่วนเกินจำนวนมาก โดยเฉพาะ “ค่าความพร้อมจ่าย” ให้โรงไฟฟ้าเอกชน ซึ่งบางแห่งแทบไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ แต่ยังได้รับค่าตอบแทนรวมกันหลายหมื่นล้านบาทต่อปี รวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มเอกชนในราคาสูงกว่าการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
เขาประเมินว่า หากลดต้นทุนส่วนเกินเหล่านี้ได้ ประเทศไทยอาจประหยัดค่าใช้จ่ายได้ราว 74,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นการลดค่าไฟได้ประมาณ 70-80 สตางค์ต่อหน่วยสำหรับผู้ใช้ไฟทุกกลุ่ม พร้อมเสนอให้ส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนผ่านระบบ “ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น
ภาคประชาชนเรียกร้องรัฐรื้อระบบกำกับดูแล
เมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และเลขาธิการคณะรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า ต้นตอของปัญหาค่าไฟ น้ำมัน และค่าบริการโทรคมนาคม มาจากโครงสร้างนโยบายที่ลดบทบาทรัฐ และเปิดทางให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่มีอิทธิพลเหนือระบบพลังงานและโทรคมนาคมมากขึ้น
เมธาเสนอให้ปฏิรูปคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า และเพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปมีบทบาทในการกำกับดูแล เพื่อถ่วงดุลอำนาจรัฐและกลุ่มทุน พร้อมย้ำว่าภาคประชาชนจำเป็นต้องร่วมกันผลักดัน “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค ระบุว่า ต้นตอสำคัญของปัญหาหลายเรื่องอยู่ที่สัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน ซึ่งประชาชนไม่สามารถเข้าถึงหรือตรวจสอบได้ ทั้งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนทั้งประเทศ
บุญยืนกล่าวว่า ปัญหาค่าไฟแพง น้ำมันแพง หรือค่าโทรคมนาคมแพง ไม่ใช่เรื่องต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการปฏิรูปทั้งระบบ และความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน รัฐวิสาหกิจ และภาครัฐ เพื่อให้ผลประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะกลับคืนสู่ประชาชนอย่างแท้จริง
ข้อเสนอจากภาคประชาชนจึงไม่ได้มุ่งลดราคาสาธารณูปโภคเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ต้องการให้รัฐทบทวนโครงสร้างกำกับดูแลที่ทำให้ ทุนใหญ่เหนือตลาด และทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระต้นทุนที่ตรวจสอบได้ยาก
ข้อมูลเพิ่มเติม : สภาผู้บริโภค
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : พลังงานแพง
