
บิวท์ทูบิวด์ ปรับกลยุทธ์ตลาดรับสร้างบ้านในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน ชูพอร์ต 3 แบรนด์ครอบคลุมบ้านหลายระดับราคา ตั้งแต่ 2 ล้านบาทถึง 20 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมเปิดเกมการตลาดในพื้นที่จริง เริ่มที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อเข้าถึงลูกค้าโดยตรงและสร้างความเชื่อมั่น
บิวท์ทูบิวด์ปรับกลยุทธ์ตลาดรับสร้างบ้านในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน ด้วยการชูพอร์ต 3 แบรนด์ครอบคลุมบ้านหลายระดับราคา ตั้งแต่ 2 ล้านบาทถึง 20 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมเปิดเกมการตลาดในพื้นที่จริง เริ่มที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อเข้าถึงลูกค้าโดยตรงและสร้างความเชื่อมั่นก่อนตัดสินใจสร้างบ้าน โดยยังคงมาตรฐานการก่อสร้างเดิมในทุกภาวะเศรษฐกิจ
ธุรกิจรับสร้างบ้านกำลังเผชิญโจทย์ใหม่จากต้นทุนก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้เวลาตัดสินใจนานกว่าเดิม และภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้การใช้เงินก้อนใหญ่ต้องรอบคอบมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถรอให้ลูกค้าเข้ามาหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งพอร์ตบริการที่รองรับกำลังซื้อหลายระดับ ช่องทางเข้าถึงลูกค้าที่ชัดเจน และระบบสร้างความเชื่อมั่นก่อนการตัดสินใจ
บริษัท บิวท์ทูบิวด์ จำกัด หรือ Built To Build วางกลยุทธ์รับตลาดผ่านพอร์ต 3 แบรนด์หลัก ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์ ออฟไลน์ การออกบูธในศูนย์การค้า และกิจกรรม Site Visit โดยยังคงมาตรฐานการก่อสร้างเดิม เพื่อดูแลลูกค้าได้ในทุกภาวะเศรษฐกิจ
สุธี เกตุศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวท์ทูบิวด์ จำกัด กล่าวว่า ตลาดรับสร้างบ้านยังมีความต้องการจริง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจทำให้ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น โดยเฉพาะบ้านระดับราคาสูง ขณะที่บ้านระดับ 3–5 ล้านบาท และกลุ่มบ้านหลังแรกยังมีความต้องการต่อเนื่อง
“ดีมานด์ไม่ได้หายไป แต่ลูกค้าใช้เวลาตัดสินใจมากขึ้น โดยเฉพาะบ้านระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปที่ยังมีความสนใจ แต่รอดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจ ส่วนบ้านระดับ 3–5 ล้านบาทยังเป็นกลุ่มที่มีความต้องการจริง โดยเฉพาะกลุ่มบ้านหลังแรก” สุธี กล่าว
บิวท์ทูบิวด์เปิดเกมการตลาดในพื้นที่จริง เข้าถึงลูกค้าโดยตรง
จุดแข็งสำคัญของบิวท์ทูบิวด์อยู่ที่การบริหารธุรกิจภายใต้พอร์ต 3 แบรนด์หลัก ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับลูกค้าคนละระดับราคาและความต้องการที่แตกต่างกัน ทำให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลดมาตรฐานเพื่อแข่งขันด้านราคา
แบรนด์ Small House Builder อยู่ในช่วงราคา 2–9 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนลูกค้าประมาณ 50% เน้นกลุ่มที่ต้องการสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง รวมถึงกลุ่มบ้านหลังแรกที่ยังมีดีมานด์ต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจชะลอตัว
แบรนด์ Bangkok House Builder อยู่ในช่วงราคา 10–20 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% รองรับกลุ่มครอบครัวขนาดกลางที่ต้องการงานออกแบบ ความคุ้มค่า และระบบการทำงานที่เชื่อถือได้
ขณะที่แบรนด์ Built To Build อยู่ในช่วงราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% เจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบ้านคุณภาพสูง ดีไซน์เฉพาะตัว และมาตรฐานการก่อสร้างระดับพรีเมียม
การมีพอร์ตแบรนด์หลายระดับทำให้บิวท์ทูบิวด์สามารถดูแลลูกค้าได้ตั้งแต่กลุ่มบ้านหลังแรก บ้านครอบครัว ไปจนถึงบ้านระดับพรีเมียม โดยใช้ระบบการทำงานและมาตรฐานควบคุมคุณภาพเดียวกันเป็นแกนหลักของธุรกิจ
บิวท์ทูบิวด์เปิดเกมการตลาดในพื้นที่จริง เข้าถึงลูกค้าโดยตรง
บิวท์ทูบิวด์เปิดเกมการตลาดในพื้นที่จริง ด้วยการออกบูธในศูนย์การค้าเพื่อเข้าถึงลูกค้าโดยตรง โดยเริ่มที่เซ็นทรัลลาดพร้าวเป็นแห่งแรก เพื่อให้กลุ่มครอบครัว คนทำงาน และผู้มีแผนสร้างบ้าน ได้สัมผัสประสบการณ์และรับข้อมูลจริงก่อนตัดสินใจ
การออกบูธครั้งนี้มีผู้สนใจเข้ามาพูดคุยมากกว่า 100 ราย สะท้อนว่า แม้ตลาดรับสร้างบ้านชะลอตัว แต่ความต้องการยังมีอยู่ หากแบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้ถูกช่องทาง และสร้างความเชื่อมั่นด้วยข้อมูลที่ชัดเจน
แนวทางดังกล่าวทำให้การตลาดของบิวท์ทูบิวด์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะลูกค้าที่ค้นหาข้อมูลด้วยตัวเอง แต่เป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ให้ลูกค้าฐานใหม่ได้รู้จักบริษัท เห็นพอร์ตแบรนด์ เข้าใจระบบการทำงาน และเปรียบเทียบทางเลือกก่อนตัดสินใจสร้างบ้าน
บิวท์ทูบิวด์คงมาตรฐานเดิมในภาวะต้นทุนก่อสร้างสูง
ในช่วงที่ต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และค่าขนส่งอยู่ในทิศทางขาขึ้น บิวท์ทูบิวด์ระบุว่า บริษัทเลือกบริหารต้นทุนผ่านระบบการทำงานและการควบคุมกระบวนการก่อสร้าง แทนการลดมาตรฐานงานหรือปรับคุณภาพวัสดุเพื่อลดราคา
บริษัทใช้ระบบก่อสร้างสำเร็จรูป หรือ Precast ที่ผลิตจากโรงงานของตัวเอง เพื่อควบคุมคุณภาพ ลดความคลาดเคลื่อนหน้างาน บริหารระยะเวลาก่อสร้าง และลดปัญหาการพึ่งพาแรงงานในบางขั้นตอน โดยยังรักษามาตรฐานการก่อสร้างเดิมในทุกระดับราคา
บิวท์ทูบิวด์วางแนวคิดว่า ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี การสร้างบ้านไม่ใช่เรื่องที่ควรเสี่ยง ลูกค้าจึงต้องเห็นทั้งคุณภาพ ระบบการทำงาน และความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่พิจารณาจากราคาก่อสร้างเพียงอย่างเดียว
บิวท์ทูบิวด์ใช้ Omni-channel เชื่อมออนไลน์ ออฟไลน์ และประสบการณ์จริง
บิวท์ทูบิวด์ใช้กลยุทธ์ Omni-channel เพื่อเชื่อมช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ทั้งเว็บไซต์ Social Media การออกบูธ และกิจกรรม Site Visit ที่พาลูกค้าไปดูไซต์งานจริง
แนวทางนี้ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลได้หลายจุดสัมผัส ตั้งแต่การค้นหาข้อมูลเบื้องต้นทางออนไลน์ การพูดคุยกับทีมงานในพื้นที่จริง ไปจนถึงการเห็นกระบวนการก่อสร้างจริงที่ไซต์งาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจก่อนตัดสินใจสร้างบ้าน
บิวท์ทูบิวด์มองว่า การขายบ้านในยุคนี้ไม่ควรจบแค่การนำเสนอแบบบ้านหรือราคา แต่ต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจระบบการทำงาน เห็นมาตรฐานการก่อสร้าง และมั่นใจได้ว่าบริษัทสามารถดูแลได้ตลอดกระบวนการ
บิวท์ทูบิวด์ใช้ Omni-channel เชื่อมออนไลน์ ออฟไลน์ และประสบการณ์จริง
กิจกรรม Site Visit เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่บิวท์ทูบิวด์ใช้ในรูปแบบ Educational Marketing หรือการให้ความรู้ลูกค้าก่อนตัดสินใจ โดยพาลูกค้าไปชมหน้างานจริงที่กำลังก่อสร้าง เพื่อให้เห็นคุณภาพโครงสร้าง การจัดการไซต์งาน และการควบคุมมาตรฐานในแต่ละขั้นตอน
การพาลูกค้าไปเห็นหน้างานจริงช่วยให้การตัดสินใจสร้างบ้านมีข้อมูลมากขึ้น เพราะลูกค้าไม่ได้เห็นเพียงภาพตัวอย่าง แบบบ้าน หรือราคา แต่เห็นกระบวนการทำงานที่สะท้อนศักยภาพของบริษัทในการควบคุมคุณภาพและระยะเวลาก่อสร้าง
สำหรับบิวท์ทูบิวด์ การสร้างความเชื่อมั่นจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในขั้นตอนการขาย แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การให้ข้อมูล การเปิดให้ลูกค้าเห็นระบบจริง และการสื่อสารอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการสร้างบ้าน
Success Model ดูแลลูกค้าในทุกระดับราคา
บิวท์ทูบิวด์ยังใช้ Success Model เป็นระบบควบคุมคุณภาพเชิงรุก เพื่อให้การก่อสร้างบ้านทุกระดับราคาอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่การคัดเลือกทีมช่าง การตรวจสอบหน้างาน การดูแลไซต์งาน การรายงานความคืบหน้า และการตรวจสอบก่อนส่งมอบ
ระบบดังกล่าวมีการตรวจสอบหลายชั้น ตั้งแต่วิศวกรหน้างาน หัวหน้าทีมวิศวกร ทีม Inspector จากส่วนกลาง และทีมผู้บริหาร เพื่อให้การส่งมอบบ้านเป็นไปตามคุณภาพและมาตรฐานที่บริษัทกำหนด
สุธี กล่าวว่า บริษัทไม่ได้ใช้กลยุทธ์แข่งขันด้วยราคาถูก แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความเชื่อมั่นในระยะยาว โดยแนวทางนี้สะท้อนจากสัดส่วนลูกค้าที่มาจากการบอกต่อประมาณ 70%
กลุ่มบริษัทบิวท์ทูบิวด์ก่อตั้งโดยกอบชัย ซอโสตถิกุล ผู้มีประสบการณ์ในวงการรับสร้างบ้าน 24 ปี โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายปีละประมาณ 800–1,000 ล้านบาท ท่ามกลางตลาดที่ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจมากขึ้น แต่ยังมีความต้องการสร้างบ้านคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลเพิ่มเติม : บิวท์ ทู บิวด์ https://share.google/8QKiTHGr938nddSPO
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ธุรกิจรับสร้างบ้าน
