ปตท. ผลประกอบการแกร่ง ทำกำไรกว่า 9 หมื่นล้านบาท
608647_0

ปตท. ผลประกอบการแกร่ง ทำกำไรกว่า 9 หมื่นล้านบาท แม้ปี 2568 ต้องเผชิญหลายวิกฤต ยังมุ่งมั่นดูแลผู้ถือหุ้น จ่ายเงินปันผลพิเศษครั้งแรก

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความผันผวนรุนแรงในรอบปีที่ผ่านมา ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบของนโยบายกำแพงภาษี

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และราคาพลังงานที่ปรับตัวตามตลาดโลก ปตท. ยังสามารถยืนหยัด ท่ามกลางแรงกดดัน และความท้าทาย ผ่านบทพิสูจน์ด้วยกลยุทธ์ที่ ผ่านการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์รอบด้าน

โดยมุ่งเน้นธุรกิจหลัก Hydrocarbon ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ พร้อมทบทวนกลยุทธ์ และปรับพอร์ตธุรกิจ Non-Hydrocarbon อีกทั้งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่ การบริหารความร่วมมือด้าน Supply Chain ผ่านโครงการ P1 และ D1

ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานผ่านโครงการ MissionX รวมถึงผลักดันการนำ Digital Tools และ AI มาใช้อย่างคุ้มค่า ผ่านโครงการ AXIS นอกจากนี้ยังสร้างมูลค่าเพิ่ม จากความร่วมมือภายในกลุ่มกว่า 38,000 ล้านบาท (Profit Enhancement)

กำไรสุทธิกว่า 9 หมื่นล้านบาท

ส่งผลให้ ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 90,166 ล้านบาท ในปี 2568 พร้อมจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น โดยเป็นเงินปันผลจ่าย สำหรับผลประกอบการประจำปี 2.10 บาทต่อหุ้น และเพิ่มเงินปันผลพิเศษเป็นครั้งแรกอีก 0.20 บาทต่อหุ้น

ขณะเดียวกัน ยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับที่แข็งแกร่ง สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่งมั่นคง พร้อมรองรับการเติบโต ตามกลยุทธ์ในอนาคต และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น

ปตท. ยังคงดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความสมดุลพลังงาน 3 ด้าน (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงาน ในราคาที่แข่งขันได้ (Affordability/Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) ตามพันธกิจการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน

ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ตามแผนกลยุทธ์ ประกอบด้วย

ธุรกิจ Hydrocarbon and Power ที่เป็นธุรกิจหลัก มุ่งเน้นขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ธุรกิจสำรวจและผลิต เพิ่มกำลังการผลิตในโครงการต่างๆ ได้แก่ แหล่งอาทิตย์ แหล่งสินภูฮ่อม และพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (Malaysia-Thai Joint Development Area : MTJDA) เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

อีกทั้งลงทุนเพิ่มเติมในแหล่งก๊าซธรรมชาติบนบก ในประเทศแอลจีเรีย ขณะเดียวกัน ปตท. เร่งสร้างการเติบโตธุรกิจ Liquefied Natural Gas (LNG) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player โดยมีแผนขยาย LNG Portfolio สู่เป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578

ปีที่ผ่านมา ปตท. มีการค้า LNG ปริมาณ 3.3 ล้านตัน รวมถึงมีการลงนามสัญญาระยะยาว เพื่อจัดหา LNG จำนวน 1.6 ล้านตัน พร้อมแสวงหาการเติบโตในต่างประเทศ นอกจากนี้ โครงการปรับพอร์ตการลงทุน ของธุรกิจปิโตรเลียมและการกลั่น (Genesis) ของ ปตท.

ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาพันธมิตรระดับโลก มาช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับ Flagship  มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนงาน และคาดว่าจะมีความชัดเจนในปี 2569 นี้

นอกจากนี้ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank) ยกระดับเป็น Infrastructure Flagship เพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ของกลุ่มปตท. ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปรับโครงสร้างธุรกิจ EV

ด้าน ธุรกิจ Non-Hydrocarbon ปรับโครงสร้างธุรกิจ EV ตามกลยุทธ์ Smart Exit ทำให้ได้รับเงินสดกลับมากว่า 13,000 ล้านบาท จากการลดสัดส่วนการถือหุ้น บริษัท ฮอริษอน พลัส จำกัด (Horizon Plus) การขายเงินลงทุนในหุ้นของ CATL รวมถึงการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด

อีกทั้งปลดล็อคศักยภาพธุรกิจ Life Science ผนึกพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ เสริมการเติบโตแบบพึ่งพาตนเอง (Self-Funding) พร้อมรุกตลาดยาสหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัท New Alvogen Group Holdings Inc. (Alvogen US)

กลุ่ม ปตท. ให้ความสำคัญกับ การบูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่ธุรกิจ ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย สู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ควบคู่กับการผลักดันธุรกิจไฮโดรเจน และการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS)

โดยโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ ตั้งเป้าเริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2571โดยมีศักยภาพในการอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี พร้อมทั้งขับเคลื่อนโครงการ Eastern Thailand CCS Hub บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ร่วมกับภาครัฐต่อเนื่อง

ขณะที่ธุรกิจไฮโดรเจน ร่วมมือกับพันธมิตร ผลักดันการใช้แอมโมเนียคาร์บอนต่ำ สำหรับโรงไฟฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรม พร้อมขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ กลุ่ม ปตท. จึงจัดงาน “Sustainability Spark by PTT Group 2026”

โดยมีผู้นำด้านนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ ภาคธุรกิจทั่วโลก และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 11,000 คน และสร้างโอกาสความร่วมมือให้แก่ 122 องค์กร

นอกจากการบริหารจัดการ ตามแผนกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ ปตท. ยังคงมุ่งมั่นสร้างผลตอบแทน แก่ผู้ถือหุ้น และดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง โดยจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ

ประกอบกับดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน เพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกิน และสร้างความเชื่อมั่นในสถานะการเงินขององค์กร ต่อนักลงทุนและผู้ถือหุ้น รวมถึงมีแผนเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่า ของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

สำหรับการดำเนินงานด้านสังคม ปตท. ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดกิจกรรม “Still On My Mind ในดวงใจนิรันดร์” ณ สวนเปรมประชาวนารักษ์

ประกอบด้วย การแสดงละครเพลง กิจกรรมเวิร์กช็อปของที่ระลึกทำมือ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ และนิทรรศการ “ชลวิถีธีรพัฒน์” มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 10,000 คน และยังคงมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย สร้างสมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยในวิกฤตต่างๆ

โดยปีที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแผ่นดินไหว ภัยหนาว ภัยแล้ง เหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย – กัมพูชาและสถานการณ์อุทกภัย รวมมูลค่ากว่า 181 ล้านบาท

อีกทั้งสถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. มีพื้นที่ปลูกป่าใหม่สะสม ปี 2566–2568 กว่า 129,629 ไร่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

ตอกย้ำบทบาทองค์กรพลังงานที่แข็งแกร่ง มุ่งมั่นดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างสมดุล เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ที่มาของข้อมูล: https://www.pttplc.com/th

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/pttep-2568/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X