
พาณิชย์ถกสิงคโปร์ ผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเสนอให้ข้าวไทยเป็นสินค้าเริ่มต้นในการสร้างกลไกดูแลปริมาณสินค้าและเสถียรภาพราคาในช่วงวิกฤต ก่อนขยายไปยังสินค้าอาหารกลุ่มอื่น เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบกับ เกรซ ฟู ไห่ เหยียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค หรือ APEC Ministers Responsible for Trade ที่เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน
การหารือครั้งนี้มีประเด็นหลักอยู่ที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การขยายการค้าสินค้าเกษตรและอาหารของไทย การประชุมกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจไทย–สิงคโปร์ รวมถึงการพิจารณาความร่วมมือพหุภาคีด้านการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในอนาคต

พาณิชย์ถกสิงคโปร์ ดันข้าวไทยนำร่องความมั่นคงอาหาร
ศุภจีระบุว่า ไทยและสิงคโปร์เห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า ท่ามกลางสถานการณ์การค้าโลกที่มีความผันผวนจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงทางอาหาร และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
ฝ่ายไทยเสนอให้ยกระดับความร่วมมือจากการซื้อขายสินค้าทั่วไป ไปสู่การออกแบบกลไกความมั่นคงทางอาหารในช่วงวิกฤตที่มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณสินค้า เสถียรภาพราคา และความต่อเนื่องของการส่งมอบสินค้า
สินค้าที่ไทยเสนอให้เริ่มต้นคือ “ข้าว” ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรสำคัญของไทย และสามารถต่อยอดไปยังสินค้าอาหารอื่น เช่น ไข่ไก่ เนื้อสัตว์ สินค้าเกษตร อาหารกระป๋อง และวัตถุดิบอาหารทะเล
สำหรับสินค้าเน่าเสียง่าย หรือ perishable goods ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องทำงานร่วมกันในระดับเทคนิคอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการการขนส่ง การจัดเก็บ และการกระจายสินค้าให้เหมาะกับข้อจำกัดด้านเวลาและคุณภาพสินค้า
ไทยยังเสนอให้จัด workshop ระดับเทคนิคระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม สร้างสรรค์ และสามารถปฏิบัติได้จริง โดยมองว่าสิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการการค้าและระบบห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสามารถเชื่อมกับศักยภาพการผลิตอาหารของไทยได้
เร่งประชุม STEER ภายในปี 2569 ติดตามหลังพาณิชย์ถกสิงคโปร์
อีกประเด็นที่ไทยผลักดัน คือการจัดประชุม Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship หรือ STEER ภายในปี 2569 จากเดิมที่มีกำหนดประชุมในปี 2570 เพื่อเร่งติดตามและขับเคลื่อนความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
กรอบ STEER ถือเป็นกลไกสำคัญในการติดตามประเด็นเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยการเร่งประชุมให้เร็วขึ้นสะท้อนว่าไทยต้องการใช้ความร่วมมือกับสิงคโปร์เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ
สิงคโปร์ชวนไทยร่วม FIT P เสริมห่วงโซ่อุปทานและการค้าดิจิทัล
ศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า สิงคโปร์ได้เชิญชวนไทยเข้าร่วมกรอบความร่วมมือพหุภาคี Future of Investment and Trade Partnership หรือ FIT P ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกแล้วกว่า 16 ประเทศ
กรอบ FIT P มีเป้าหมายเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทาน การค้าดิจิทัล และนวัตกรรมในอนาคต ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยสิงคโปร์ยังเชิญไทยเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของกรอบ FIT P ในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่นิวซีแลนด์
ไทยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความร่วมมือดังกล่าว แต่ยังต้องผ่านกระบวนการภายในประเทศก่อนตัดสินใจเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นร่วมกันว่า อาเซียนควรมีบทบาทมากขึ้นในการรับมือวิกฤตระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเรื่องอาหารและพลังงาน
สิงคโปร์เป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทยในอาเซียน
ข้อมูลการค้าระหว่างไทยและสิงคโปร์ระบุว่า สิงคโปร์เป็นคู่ค้าลำดับที่ 3 ของไทยในอาเซียน และอันดับ 9 ของไทยในตลาดโลก
ในปี 2568 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 19,658.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.75% ขณะที่ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 หรือเดือนมกราคม–มีนาคม มีมูลค่าการค้ารวม 6,716.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในจำนวนนี้ ไทยส่งออกไปสิงคโปร์ 4,482.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 86.33% ขณะที่ไทยนำเข้าจากสิงคโปร์ 2,234.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.67%
สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสิงคโปร์ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ และแผงวงจรไฟฟ้า
ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญจากสิงคโปร์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และแผงวงจรไฟฟ้า
การหารือครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงในกรอบการค้าสินค้าเกษตร แต่สะท้อนทิศทางใหม่ของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สิงคโปร์ ที่ต้องเชื่อมโยงการผลิตอาหาร การบริหารห่วงโซ่อุปทาน การค้าดิจิทัล และความร่วมมือพหุภาคี เพื่อรับมือความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
การผลักดันข้าวไทยในครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหารสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น หลังเศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงจากสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และความไม่แน่นอนของระบบขนส่งระหว่างประเทศ
สำหรับสิงคโปร์ ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลัก ความร่วมมือกับไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การซื้อขายสินค้า แต่รวมถึงการวางระบบสำรองสินค้า การรักษาเสถียรภาพราคา และการออกแบบห่วงโซ่อุปทานให้รองรับภาวะวิกฤตได้ดีขึ้น หากความร่วมมือเดินหน้าเป็นรูปธรรม ข้าวไทยและสินค้าอาหารอื่นของไทยอาจมีบทบาทมากขึ้นในตลาดสิงคโปร์ และช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเกษตร อาหารแปรรูป และวัตถุดิบอาหารทะเล
ข้อมูลเพิ่มเติม : การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน ไทย-สหรัฐอเมริกา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : พาณิชย์ ส่งจดหมายเปิดผนึก แจง 3 ประเด็นร้อนผลงาน “ศุภจี”

