'หมอ-นักวิชาการ' ผนึกกำลัง ต้าน ‘บุหรี่ไฟฟ้า’
‘หมอ-นักวิชาการ’ ผนึกกำลัง ต้าน ‘บุหรี่ไฟฟ้า’

หมอ-นักวิชาการ’ ผนึกกำลัง ต้าน ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ เร่งให้ความรู้พ่อแม่-ผู้ปกครอง-ครู ตระหนักถึงพิษภัยร้ายแรง และรู้เท่าทันกลยุทธ์การตลาด หลังบริษัทผู้ผลิตพัฒนา รูปแบบผลิตภัณฑ์ มุ่งเจาะกลุ่มเด็ก-เยาวชนโดยเฉพาะ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวในงานเสวนา “รู้ทันบุหรี่ไฟฟ้า ภัยร้ายใกล้ตัวเด็ก และ เยาวชน” หนึ่งในกิจกรรมของ โครงการ “การสื่อสารเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงประเด็น” สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า

ในปี 2557 ซึ่งประเทศไทยห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า  ในขณะนั้นมี 13 ประเทศทั่วโลก ประกาศห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ปัจจุบันนานาประเทศทยอยห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดในเดือน พ.ค.2568พบว่า

มี 46 ประเทศ ประกาศห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า  เหตุผลหลักเป็นเพราะเกิดการระบาดในเด็กและเยาวชน จากการออกแบบอุปกรณ์สูบ การเติมรสชาตินับพันรส และการตลาดที่พุ่งเป้าเด็กเยาวชน เกินความสามารถในการควบคุม

ส่วนในประเทศไทยพบว่าอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของประชากรไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปในปี 2567 มีจำนวน 900,459 คน คิดเป็น 1.52% จากจำนวนผู้สูบบุหรี่ทั้งหมดที่มีจำนวน 9.7 ล้านคน ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2557 ที่มีจำนวนผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า 48,336 คน หรือ 0.10%

การสูบบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นวิธีการใหม่ในการนำสารเสพติดนิโคตินเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายอย่างมากต่อสมองของเด็กวัยรุ่นในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ การควบคุมอารมณ์ โดยวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงที่จะสูบบุหรี่มวนและใช้ยาเสพติดชนิดอื่นๆตามมา

“วัยรุ่นไทย 7 ใน 10 คนที่ติดบุหรี่มวนไม่สามารถเลิกสูบไปตลอดชีวิต เพราะเสพติดนิโคติน ขณะที่บุหรี่ไฟฟ้าส่อว่าจะเสพติดหนักหน่วง และเลิกยากยิ่งกว่าบุหรี่มวน” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ประกิต กล่าว

หมอ-นักวิชาการ’ ผนึกกำลัง ต้าน ‘บุหรี่ไฟฟ้า’

ส่งผลกระทบ เยาวชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุ สถานการณ์การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนไทยยังคงน่าเป็นห่วง โดยกลุ่มเยาวชนถือเป็นเป้าหมายหลักของบริษัทผู้ผลิต เห็นได้จากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ ‘ทอยพอด’ ที่มีความหลากหลาย มีสีสันสวยงาม  ใช้งานง่าย เช่น รูปตุ๊กตา ซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มเด็กและเยาวชน

ล่าสุด บริษัทผู้ผลิตได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ ‘พอดจมูก’ หรือ Nose pod ซึ่งมีลักษณะคล้ายยาดม โดยทอยพอดและพอดจมูก จะมีขนาดเล็กสีสันสวยงามใช้งานง่ายเหมาะสำหรับนักสูบมือใหม่แยกไม่ออกว่าเป็นของเล่นจริงหรือบุหรี่ไฟฟ้า และยังมีกลิ่นหอมหลากหลายชนิด เยาวชนจำนวนมากจึงเข้าใจผิดว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ทอยพอดถูกออกแบบมาให้สูบทางจมูกแทนการสูบทางปาก แม้ควันจะเบาบางไม่เหมือนบุหรี่ไฟฟ้าทั่วไป แต่ยังคงมีสารนิโคตินและสารเคมีอื่นที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบสมอง และมีผลต่อพัฒนาการของเยาวชน

ผู้ปกครอง ครู และสื่อมวลชน ควรร่วมกันเฝ้าระวังและให้ความรู้แก่เยาวชนถึงอันตรายที่แท้จริงของบุหรี่ไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งทอยพอดและพอดจมูก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบในคราบของเล่นที่ดึงดูดกลุ่มเยาวชนโดยเฉพาะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์ (หมอวิน เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ) ระบุ บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายไม่ต่างจากบุหรี่มวน โดยมีนิโคตินสูงมาก ก่อให้เกิดอันตรายต่อสมอง โดยเฉพาะสมองของเด็กที่ยังเจริญไม่เต็มที่ ส่งผลต่อการพัฒนาของสมองและการเรียนรู้อย่างมาก

นอกจากนี้บุหรี่ไฟฟ้ายังมีความสะดวกในการใช้งานเพราะไม่ต้องใช้ไฟ พกพาได้ง่าย และรูปแบบของบุหรี่ไฟฟ้ายังถูกออกแบบ ให้มีความน่ารักสวยงามมีรสชาติหอมหวานดูไม่เป็นพิษภัย แต่การสูบแต่ละครั้งอาจได้ปริมาณนิโคตินมากกว่าการสูบบุหรี่ปกติ

พ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงครูและผู้ใหญ่ในสังคมต้องสอดส่องดูแลเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าให้มาก โดยให้ความรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า ต้องทำให้เด็กและเยาวชนเข้าใจถึงการตลาดของบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าเหล่านี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. วรวุฒิ กล่าว

ยศวดี ดิสสระ ผู้แทนเยาวชนในนามเครือข่ายนักสื่อสารรุ่นใหม่ ระบุ ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาใหญ่เรื่อง การขาดความรู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวเยาวชน แต่ยังรวมถึงครอบครัว โรงเรียน และผู้ใหญ่รอบตัว โดยยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องว่าบุหรี่ไฟฟ้าคือผลิตภัณฑ์อันตราย ไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่แฟชั่น และไม่ใช่สิ่งที่ไม่เป็นไรตามที่ใครหลายคนเข้าใจ

“จากผลการสำรวจ ในโรงเรียนแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร เมื่อถามนักเรียนชั้นประถม พบว่า ทุกคนเคยได้ยินคำว่าบุหรี่ไฟฟ้า และ เด็กมากกว่า 70% บอกว่า เคยลองบุหรี่ไฟฟ้า และมีเด็กบางคนบอกชัดเจนโดยไม่มีความลังเลว่า “ที่บ้านก็ใช้และขายด้วย จึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญ แก้ปัญหานี้” ยศวดี กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/drug-free-09062025/

ที่มาของข้อมูล : https://www.thaihealth.or.th

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X