ธ.ไทยเครดิต เผยปี 68 กำไรกว่า 4 พันล้าน เดินหน้าดิจิทัลแบงก์
TCBank Group Interviews4_0

ธ.ไทยเครดิต เผยปี 68 กำไรกว่า 4 พันล้าน เดินหน้าดิจิทัลแบงก์ กางแผนธุรกิจปี 69 ชู “Quality Growth” สู่ “Digital Core Banking” หลังทำกำไรสูงสุดโดดเด่นสุดในอุตสาหกรรม

ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT แถลงทิศทางธุรกิจปี 2569 ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ “Quality Growth” เดินหน้ายกระดับแพลตฟอร์มครั้งใหญ่หนุนระบบ “Core Banking – Digital Banking”

เสริมทัพขยายฐานลูกค้า Micro SMEs และผู้ที่เข้าไม่ถึง บริการทางการเงินในระบบธนาคาร พร้อมโชว์ผลงานปี 2568 กำไรสุทธิแตะ 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) พุ่งสูงถึง 16% โดดเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารไทย

รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า ในปี 2569 ธนาคารไทยเครดิตยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
โดยตั้งเป้าขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อหลัก ในอัตราเลขสองหลัก (Double Digit)

ควบคู่ไปกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด ภายใต้เสาหลักยุทธศาสตร์ ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นสูง (High Flexibility) พร้อมเดินหน้ายกระดับ Digital Core Banking
เพื่อเสริมศักยภาพให้กลุ่มลูกค้ารายย่อย พร้อมตั้งรับกับความไม่แน่นอน จากปัจจัยภายนอกที่ผันผวน
ด้วยการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ SMEs อย่างรัดกุม ภายใต้กลยุทธ์การรักษา อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในภาวะดอกเบี้ยขาลง

ทั้งนี้ ด้วยแรงหนุนจากโครงการรัฐ อาทิ Quick Big Win และ SME Credit Boost ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถผลักดัน การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อให้บรรลุเป้าหมายเลขสองหลัก ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

เปิดแผนธุรกิจปี 69 

โดยหัวใจสำคัญในการลงทุน ปี 2569 ของธนาคารไทยเครดิต ขับเคลื่อนผ่าน 2 แกนหลัก

1.เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “alpha SME” ในช่วงไตรมาส 1/2569 เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการ
ย้ายฐานข้อมูลของระบบ Micro Pay สู่แพลตฟอร์มใหม่ ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

2.วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยยกระดับระบบปฏิบัติการหลักของธนาคาร หรือ
“Core Banking” สู่ “Full Digital Banking Platform” อย่างเต็มรูปแบบ

เพื่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และปริมาณธุรกรรมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

โดยแนวทางขยายธุรกิจดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นฐานผลการดำเนินงาน ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ
โดยในปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิรวม 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% และในโค้งสุดท้าย ไตรมาส 4/2568 ได้ทำกำไร 1,175 ล้านบาท เติบโต 15.9% QoQ

ยังคงรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับสูงที่ 16.3% ซึ่งโดดเด่นที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารไทย ขณะเดียวกันเงินให้สินเชื่อรวมเติบโตสูง 181.9 พันล้านบาท เติบโต 11.5% YoY

และยังรักษาระดับอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้แข็งแกร่งที่ระดับ 7.7% แม้เผชิญสถานการณ์ ในช่วงที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ในด้านการบริหารความเสี่ยง ธนาคารไทยเครดิต ได้ดำเนินการเชิงรุกคุมคุณภาพสินทรัพย์โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จาก 4.4% ในปีก่อน

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ (Credit Cost) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 22.3% YoY มาอยู่ที่ระดับ 1.83% สะท้อนถึงวินัยในการบริหารพอร์ตสินเชื่อ และการควบคุมต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

ความสำเร็จในการบริหารจัดการดังกล่าว เกิดจากรากฐานที่มั่นคง จากโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อที่มี
การกระจายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีฐานลูกค้ารวมกว่า305,928 ราย ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าหลักอย่าง Micro SME และ Nano/Micro Finance

ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ความยั่งยืนผ่านโครงการ “ตังค์โต Know-how” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมทักษะทางการเงินแก่ลูกค้าและประชาชนต่อเนื่องกว่า 9 ปี

โดยขยายผลสู่ผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 308,782 คน ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และลดอัตราการเกิดหนี้เสีย (NPL) ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

“ธนาคารไทยเครดิต จะยังคงยึดมั่นในปรัชญา Everyone Matters พร้อมส่งมอบการเติบโตของธุรกิจ
ด้วยกลยุทธ์ Quality Growth เพื่อสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นและยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้นลูกค้า และสังคม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต กล่าวทิ้งท้าย

ที่มาของข้อมูล: https://www.thaicreditbank.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/ktb-dividen/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X