
พาณิชย์ ถก 6 บิ๊กเอกชนไทย ในอินเดีย ตั้งเป้า เจาะตลาด ผู้มีรายได้ดี 500 ล้านคน และ คาดว่า จะเพิ่มเป็น 800–900 ล้านคน ในปี 2578 ถือเป็น โอกาสสำคัญ ของ สินค้า และ บริการไทย ในหลายอุตสาหกรรม
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ภายหลัง การหารือ กับ ภาคเอกชนไทย ที่เข้าไปลงทุนและ ดำเนินธุรกิจในอินเดีย เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย อาทิ
ไทยออยล์, GPSC, SCG, CPF, CP, และ Shera ร่วมกับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ นิวเดลี และ เจนไน ว่า กระทรวงพาณิชย์ ต้องการรับฟัง จากภาคเอกชนโดยตรง ถึง โอกาส และ ความท้าทาย ในการทำธุรกิจในอินเดีย เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุน ให้สอดคล้องกับ สภาพตลาดจริง
ศุภจี กล่าวว่า จากการหารือพบว่า ภาคเอกชนไทยทุกบริษัท เห็นตรงกันว่า อินเดีย เป็นตลาด ที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะ การขยายตัวของชนชั้นกลาง ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 500 ล้านคน และ คาดว่าจะเพิ่มเป็น 800–900 ล้านคนในปี 2035 ถือเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าและบริการไทยในหลายอุตสาหกรรม

พาณิชย์ ถก 6 บิ๊กเอกชนไทย เจาะตลาดอินเดีย กำลังซื้อสูง
“อินเดียเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และกำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะรายได้ของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นฐานผู้บริโภคสำคัญ ทำให้ สินค้าไทย
โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง และ สินค้าเชิงนวัตกรรม ยังมีโอกาสขยายตัว และ สอดรับกับการสนับสนุน ในส่วนที่ อินเดียต้องการ” ศุภจีกล่าว
ศุภจี กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญ ที่ภาคเอกชนไทย เผชิญ คือ การตรวจรับรอง มาตรฐาน ภายใต้ Bureau of Indian Standards (BIS) ซึ่งย่อมมี กระบวนการ ที่ละเอียดรัดกุม
อย่างไรก็ดี ในบางกรณี อาจส่งผล ให้ห่วงโซ่อุปทานระหว่างกัน ไม่สามารถเดินหน้า ไปได้เต็มศักยภาพ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ จะพยายามประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของอินเดีย
ผ่านช่องทางของ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายของทูตพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้าใจ และ เอื้ออำนวยต่อ การเชื่อมโยงการผลิต ระหว่างกัน
เป้าหมายสู่ การเป็นหุ้นส่วน ในทุกมิติ
ศุภจี กล่าว กระทรวงพาณิชย์ ตระหนักว่า การค้า และ การลงทุน ในอินเดีย ต้องคำนึงถึง การเป็นหุ้นส่วน ที่เกื้อกูลกัน ในทุกมิติ มุ่งเน้น การสร้างความสมดุล ของผลประโยชน์ ร่วมกัน ตลอดห่วงโซ่คุณค่า
และ ส่งเสริมให้ ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ สามารถปรับตัว ให้สอดรับ กับ กฎระเบียบ มาตรฐาน และ ทิศทางนโยบายของกัน และ กันปรับตัวร่วมกัน ในระยะยาว
สำหรับ อุตสาหกรรม ที่มีศักยภาพสูง นั้น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง และ อสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะ วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building Materials) สามารถ สนับสนุนเป้าหมาย ของ อินเดีย ในด้านสิ่งแวดล้อมและ คุณภาพชีวิต ซึ่ง ไทย พร้อมที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน ไปด้วยกัน
Business Matching มูลค่า การค้า ประมาณ 100 ล้านบาท
ทั้งนี้ การนำคณะเอกชนไทยกว่า 17 ราย มาร่วมกิจกรรม ในครั้งนี้ ได้มีการทำ Business Matching แล้ว 271 คู่ สามารถ สร้างมูลค่าทางการค้า ได้ประมาณ 100 ล้านบาท ในหนึ่งปี
และยังมีโอกาสต่อยอดเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มกรีนคอมโพเนนท์และวัสดุก่อสร้างเพื่อตอบโจทย์นโบายของอินเดียในด้านสิ่งแวดล้อม
ศุภจี กล่าวว่า ทูตพาณิชย์ไทย ในอินเดียทั้ง 3 แห่ง ยังได้ นำเสนอแผน ส่งเสริมการค้าและการลงทุน ปี 2569 อาทิ การผลักดันสินค้า SME และ สินค้าเกษตร เข้าสู่ ตลาดอินเดีย
การขยายช่องทางการขาย ผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ การสร้างเครือข่าย สตาร์ตอัป การจัดคณะผู้แทนการค้า การเข้าร่วม และ จัดงานแสดงสินค้า การจัดกิจกรรม Top Thai Brands และ การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เข้าไปลงทุนในอินเดีย อย่างเป็นรูปธรรม
อินเดีย ปัจจุบัน เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 4 ของไทย โดยการค้าในช่วง 11 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 20,316.65 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.56% แบ่งเป็นการส่งออก 14,787.94 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.78% และ การนำเข้า 5,528.72 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.33%
โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ของไทยไปอินเดีย อาทิ อัญมณี และ เครื่องประดับ ไขมัน และ น้ำมันจากพืชและสัตว์ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เครื่องจักรและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ
ส่วนสินค้านำเข้าจากอินเดีย อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/dbd-digital-08012026/
ที่มาของข้อมูล : https://www.moc.go.th/th/page/item/index/id/1
