
สนค.ชี้โคนมไทยต้องเร่งปรับตัวสู่ผลิตภัณฑ์นมยุคใหม่ หลังตลาดอาหารจากนมทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดปี 2577 มูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยส่งออกสินค้าอาหารจากนมปี 2568 กว่า 21,000 ล้านบาท แต่จำนวนเกษตรกรและโคนมลดลงต่อเนื่อง
โคนมไทยกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญของการปรับตัว หลังตลาดอาหารจากนมทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นมที่ตอบโจทย์สุขภาพ ความสะดวก และสิ่งแวดล้อม ขณะที่ไทยยังมีศักยภาพในการต่อยอดสินค้า เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว นมยูเอชที ไอศกรีม นมฟังก์ชัน และนมคาร์บอนต่ำ เพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าอาหารจากนมทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตสูง และมูลค่าการส่งออกอาหารจากนมของไทยก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าอาหารจากนมมูลค่ารวม 662 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 21,761.5 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว นมยูเอชที และไอศกรีม
รายงานจาก Fortune Business Insights คาดการณ์ว่า ตลาดอาหารจากนมทั่วโลก หรือ Global Dairy Food Market จะมีมูลค่า 1.06 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2577 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.18% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2577
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังเป็นตลาดสำคัญ โดยปี 2568 มีส่วนแบ่งตลาด 41.09% จากฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ แนวโน้มการบริโภคอาหารโปรตีนสูง และการรับรูปแบบการบริโภคอาหารแบบตะวันตกเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น จีนและอินเดีย
โคนมไทยเผชิญแรงกดดัน เกษตรกรและจำนวนโคนมลดลง
นันทพงษ์ ระบุว่า โคนมและผลิตภัณฑ์นมเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน รวมถึงมีบทบาทต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ แต่ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์สะท้อนว่า ภาคโคนมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ในปี 2568 ไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 15,638 ราย ลดลงจากปี 2564 ที่มี 24,145 ราย ขณะที่จำนวนประชากรโคนมทั่วประเทศอยู่ที่ 560,551 ตัว ลดลงจากปี 2564 ที่มี 810,518 ตัว สะท้อนว่าทั้งจำนวนเกษตรกรและจำนวนโคนมลดลงต่อเนื่อง
สนค. วิเคราะห์ว่า ปัญหาสำคัญด้านอุปทานคือ ต้นทุนการเลี้ยงที่สูง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยและรายเล็ก ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์ ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงโคนมมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ภาคโคนมยังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน และข้อจำกัดด้านการลงทุนของเกษตรกรรายย่อย ทำให้การบริหารจัดการฟาร์มและการรีดนมยังไม่สามารถนำระบบอัตโนมัติมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ตลาดนมในประเทศพึ่งนมโรงเรียน เจอแรงกดดันจากสินค้านำเข้า
ด้านอุปสงค์ สนค. ระบุว่า ตลาดนมในประเทศยังพึ่งพาโครงการนมโรงเรียนเป็นหลัก ขณะที่จำนวนเด็กนักเรียนมีแนวโน้มลดลง ทำให้ตลาดภายในประเทศมีข้อจำกัดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญการแข่งขันจากสินค้าและผลิตภัณฑ์นมนำเข้าจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกที่มีต้นทุนต่ำและคุณภาพสูง เช่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป ส่งผลให้อุตสาหกรรมโคนมไทยต้องเร่งปรับตัวทั้งด้านต้นทุน คุณภาพ และการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ศรเทพ ธัมวาสร ที่ปรึกษาสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ไทยควรปฏิรูปโคนมจากระบบ “สงเคราะห์” ไปสู่ระบบที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูล โดยมีข้อเสนอสำคัญ เช่น การจัดตั้งโรงงานนมผงส่วนกลางใน 3 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี ราชบุรี และนครราชสีมา เพื่อรองรับน้ำนมส่วนเกิน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เชื่อมโยงการนำเข้านมผงจากต่างประเทศกับการซื้อนมผงที่ผลิตจากโรงงานไทย หรือ Local Content Linkage รวมถึงเร่งพัฒนาประสิทธิภาพเกษตรกร และปฏิรูปโครงการนมโรงเรียนจากระบบโควตาไปสู่ระบบประมูลเชิงคุณภาพที่วัดจากคุณภาพเนื้อนม
อีกประเด็นสำคัญคือ การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อตรวจสอบย้อนกลับ และแก้ปัญหานมผี หรือนมนอกระบบที่กดราคารับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร
ผลิตภัณฑ์นมยุคใหม่คือโอกาสเพิ่มมูลค่า
นันทพงษ์ ระบุว่า สนค. มีข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการบริโภคและการขยายตลาด 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศเพื่อสุขภาพที่ดีของคนทุกวัย การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้านมภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA การเพิ่มความหลากหลายของสินค้านมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการผลักดันการส่งออกสินค้าอาหารจากนมสู่ตลาดศักยภาพ
สำหรับทิศทางการพัฒนาสินค้า สนค. เห็นว่า ไทยควรให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์นมยุคใหม่ เช่น นมฟังก์ชัน และนมคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพ โภชนาการ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีโอกาสผลักดันสินค้าอาหารจากนมเข้าสู่ตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ และมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำกว่าหลายประเทศ
สนค.ระบุว่า โคนมไทยยังมีโอกาสต่อยอดในตลาดผลิตภัณฑ์นม หากสามารถปรับโครงสร้างการผลิต ลดข้อจำกัดด้านต้นทุน และพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนมฟังก์ชัน นมคาร์บอนต่ำ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว และไอศกรีม ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพทั้งในตลาดไทยและตลาดส่งออก
ขณะเดียวกัน อาเซียนยังเป็นตลาดสำคัญของสินค้าอาหารจากนมไทย โดยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 มีสัดส่วนรวม 81.3% ของมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ สะท้อนว่าโคนมไทยและอุตสาหกรรมแปรรูปนมยังสามารถใช้ความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์และต้นทุนโลจิสติกส์ ผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดเพื่อน
อาเซียนยังเป็นตลาดหลักของสินค้าอาหารจากนมไทย
ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกสินค้าอาหารจากนมมูลค่า 134.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4,161.7 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว 35.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 26.1% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารจากนมของไทย ไอศกรีม 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 23.1% นมและครีมไม่เข้มข้นหรือไม่เติมความหวาน 25.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 18.8% และเครื่องดื่มที่มีนมยูเอชทีเป็นหลัก 21.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 16%
ในภาพรวม อาเซียนยังเป็นตลาดส่งออกสินค้าอาหารจากนมที่สำคัญที่สุดของไทยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 มีสัดส่วนรวม 81.3% รองลงมาคือตลาดเอเชียตะวันออก ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน มีสัดส่วนรวมประมาณ 13.3%
สนค. มองว่า โคนมไทยยังมีโอกาสเติบโต หากสามารถปรับโครงสร้างการผลิต ลดข้อจำกัดด้านต้นทุน เพิ่มคุณภาพสินค้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์นมยุคใหม่ให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง
ข้อมูลเพิ่มเติม : สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงพาณิชย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :พาณิชย์ระบุส่งออก
