“เร็ว ช้า หนัก เบา” ปรัชญาการลงทุนสหพัฒน์ในวันที่เศรษฐกิจถูกทดสอบด้วยสงคราม
กกร. พลิกประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขณะเศรษฐกิจขาล่างยังทรุดและโรงกลั่นลดพึ่งน้ำมันตะวันออกกลางเหลือ 27%

กกร. พลิกประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขณะเศรษฐกิจขาล่างยังทรุดและโรงกลั่นลดพึ่งน้ำมันตะวันออกกลางเหลือ 27%ปรัชญาการลงทุนสหพัฒน์ “เร็ว ช้า หนัก เบา” กลายเป็นหลักคิดที่ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ใช้อธิบายท่าทีของเครือสหพัฒน์ในวันที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังถูกเขย่าด้วยสงคราม ต้นทุนพลังงาน และกำลังซื้อที่เปราะบาง โดยย้ำว่าเศรษฐกิจไม่ดีไม่ได้แปลว่าต้องหยุดลงทุน แต่ต้องรู้จังหวะว่าเมื่อไรควรเร็ว เมื่อไรควรช้า เรื่องไหนควรลงหนัก และเรื่องไหนควรเบามือ เรื่องไหนควรลงหนัก และเรื่องไหนควรเบามือ

บุณยสิทธิ์ ประเมินว่า ธุรกิจในเครือสหพัฒน์ปี 2569 อาจเติบโตต่ำกว่าปี 2568.

ท่ามกลางภาวะสงครามตะวันออกกลาง สงครามการค้า และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ มองว่า ปี 2569 ยังเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น กำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ และการเติบโตที่ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน

แต่ในมุมของสหพัฒน์ ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ใช่เหตุผลให้ธุรกิจหยุดนิ่ง ตรงกันข้าม กลับเป็นช่วงเวลาที่ต้องมองหาโอกาสใหม่ และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเศรษฐกิจกลับมาฟื้น

บุณยสิทธิ์ เปรียบเศรษฐกิจไทยปีก่อนว่าเป็น “รถสามล้อติดเครื่องยนต์” แต่ปีนี้กลายเป็น “รถสามล้อ” ที่ต้องใช้คนเข็น เพราะอยู่ในภาวะถดถอยและยังมีแรงกดดันจากสงคราม ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นจริง

เศรษฐกิจไทยโตช้าแต่ยังมีจุดแข็งในอาเซียน

แม้ GDP ไทยจะขยายตัวต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ บุณยสิทธิ์ มองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานเศรษฐกิจไทยมีขนาดใหญ่กว่า ทำให้ตัวเลขการเติบโตเป็นเปอร์เซ็นต์ดูต่ำกว่า ขณะที่ปัจจัยกดดันจากเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และสงคราม เป็นปัญหาที่หลายประเทศเผชิญร่วมกัน

จุดที่เขามองว่ายังเป็นโอกาสของไทย ตาม ปรัชญาการลงทุนสหพัฒน์ คือการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่จีนเริ่มให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้น ขณะที่การลงทุนจากญี่ปุ่นในไทยเริ่มชะลอลงหลังเข้ามาลงทุนมายาวนาน

สำหรับนักลงทุนจีน บุณยสิทธิ์ ระบุว่า มีการเข้ามาพูดคุยความร่วมมือจำนวนมาก แต่การตัดสินใจยังต้องใช้เวลา เพราะรูปแบบการลงทุนของจีนมักเป็นโครงการขนาดใหญ่ เช่น การซื้อที่ดิน 100–300 ไร่ ต่างจากนักลงทุนญี่ปุ่นที่มักเริ่มจากขนาด 10–20 ไร่ ทำให้ความร่วมมือหลายส่วนยังอยู่ระหว่างการเจรจา

ปรัชญาการลงทุนสหพัฒน์ เร็ว ช้า หนัก เบา กับมุมมองเศรษฐกิจไทยปี 2569

รัฐบาลต้องกล้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่กระตุ้นระยะสั้น

ในมุมของ บุณยสิทธิ์ โจทย์สำคัญของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องกล้าตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างการจ้างงานและเพิ่มศักยภาพระยะยาวของประเทศ

เขายกตัวอย่างโครงการรถไฟความเร็วสูง และแลนด์บริดจ์ ซึ่งหากทำให้เชื่อมโยงระบบคมนาคมระหว่างภาคตะวันออกกับภาคใต้ได้จริง จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของไทย และทำให้ประเทศมีน้ำหนักมากขึ้นในสายตานักลงทุนต่างชาติ

ประเด็นนี้สะท้อนมุมคิดของเจ้าสัวสหพัฒน์ที่มองว่า ไทยยังไม่หมดโอกาส เพียงแต่ต้องเร่งสร้างความชัดเจน และทำให้การลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าได้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้ประเทศอยู่ในภาวะรอ

ปรัชญาการลงทุนสหพัฒน์ในปี 2569 โตต่ำกว่าปีก่อน แต่ยังไม่หยุดลงทุน

บุณยสิทธิ์ ประเมินว่า ธุรกิจในเครือสหพัฒน์ปี 2569 อาจเติบโตต่ำกว่าปี 2568 เพราะสงครามตะวันออกกลางส่งผลต่อต้นทุนสินค้าและบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่แต่ละกลุ่มธุรกิจได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน บางกลุ่มลดลง เช่น แฟชั่น ขณะที่บางกลุ่มยังเพิ่มขึ้น เช่น อาหาร

อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวไม่ได้ทำให้สหพัฒน์หยุดลงทุน ปีนี้เครือสหพัฒน์ยังเดินหน้าจัดงาน “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30” ระหว่างวันที่ 25–28 มิถุนายน 2569 ที่ไบเทค บางนา พร้อมประกาศลงนาม MOU กับพันธมิตรไทยและต่างชาติมากกว่า 20 โครงการ มากที่สุดในรอบ 30 ปีของการจัดงาน

ความร่วมมือเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ AI ดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ การค้าการลงทุน การตลาด สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงความร่วมมือด้านแฟชั่นและบันเทิงกับต่างประเทศ

ในเชิงธุรกิจ นี่คือสัญญาณว่า สหพัฒน์ไม่ได้ใช้สหกรุ๊ปแฟร์เป็นเพียงงานขายสินค้า แต่ใช้เป็นเวทีประกาศทิศทางใหม่ของเครือ ทั้งการขยายพันธมิตร การเชื่อมตลาดไทยกับต่างประเทศ และการทดลองธุรกิจใหม่ในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว

“เร็ว ช้า หนัก เบา” สูตรเก่าที่ต้องพิสูจน์ในโลกใหม่

ประโยคที่สะท้อนหลักคิดของ บุณยสิทธิ์ มากที่สุด คือ การทำธุรกิจต้องรู้เรื่อง “เร็ว ช้า หนัก เบา” ลงทุนให้ถูกจังหวะ ไม่ใช่เห็นเศรษฐกิจไม่ดีแล้วหยุดทุกอย่าง

เขามองว่า หากสงครามจบและเศรษฐกิจกลับมาฟื้น ผู้ที่เตรียมตัวไว้ก่อนจะไปได้เร็วกว่าคนอื่น เพราะในช่วงที่ตลาดชะลอ ธุรกิจยังต้องคิดว่าจะทำอะไรต่อ หาโอกาสใหม่ และลงทุนในเรื่องที่ควรลงทุน

คำถามสำคัญคือ ปรัชญานี้ยังใช้ได้แค่ไหนในปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่เครือสหพัฒน์เองก็คาดว่าจะเติบโตต่ำกว่าปีก่อน

คำตอบของสหพัฒน์ดูเหมือนไม่ใช่การเร่งเต็มกำลังในทุกเรื่อง แต่เป็นการเลือกลงน้ำหนักไปยังสิ่งที่อาจกลายเป็นฐานใหม่ของธุรกิจ ตั้งแต่ AI อีคอมเมิร์ซ การค้าข้ามพรมแดน การจับมือพันธมิตรจีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง และอาเซียน ไปจนถึงการขยายพื้นที่ธุรกิจไลฟ์สไตล์ อาหาร และบริการ

ในวันที่เศรษฐกิจไทยเหมือนรถสามล้อที่ต้องใช้คนเข็น สหพัฒน์เลือกไม่จอดรถไว้ข้างทาง แต่ค่อย ๆ เข็นไปในจังหวะที่ตัวเองเชื่อว่ายังมีทางไปต่อ

และนั่นอาจเป็นบททดสอบสำคัญของสูตร “เร็ว ช้า หนัก เบา” ว่าจะพาองค์กรเก่าแก่รายนี้ขยับทันโลกใหม่ได้จริงหรือไม่

สหกรุ๊ปแฟร์ปีที่ 30 ดัน MOU 20 โครงการ มากสุดในรอบ 30 ปี

สำหรับงาน “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30” ปีนี้จัดภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไปด้วยกันนะ” ระหว่างวันที่ 25–28 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 98–100 ไบเทค บางนา โดยมีอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการลงนามบันทึกความเข้าใจและข้อตกลง หรือ MOU กับพันธมิตรไทยและต่างชาติกว่า 20 โครงการ ซึ่งถือว่ามากที่สุดในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่มีการจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์

ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่เทคโนโลยี AI ดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ การค้าการลงทุน การตลาด สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงความร่วมมือด้านแฟชั่นและความบันเทิง สะท้อนทิศทางของสหพัฒน์ที่ไม่ได้มองงานแฟร์เป็นเพียงพื้นที่ขายสินค้า แต่ใช้เป็นเวทีเชื่อมพันธมิตรและทดลองโอกาสทางธุรกิจใหม่ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน

ตัวอย่างความร่วมมือที่เกิดขึ้นในปีนี้ เช่น การค้าสองทางระหว่างไทยและมณฑลเสฉวน การขยายธุรกิจข้ามพรมแดนระหว่างไทย จีน ฮ่องกง และอาเซียน การนำแบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โครงการพัฒนาที่ดินในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โครงการ Thailand Best X เพื่อพัฒนาระบบนิเวศการค้าดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการไทย ความร่วมมือกับ Tokyo Girls Collection และการศึกษาโอกาสธุรกิจกอล์ฟในร่มในประเทศไทย

ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ระบุว่า งานปีนี้เป็นการฉลองการเดินทางครบ 30 ปีของสหกรุ๊ปแฟร์ ภายใต้แนวคิด “ไปด้วยกันนะ” ซึ่งสะท้อนการเติบโตของงานไปพร้อมกับผู้บริโภค คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

ภายในงาน ฮอลล์ 100 จะเป็นพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและสินค้าใหม่ในเครือสหพัฒน์ ส่วนฮอลล์ 98–99 จะรวบรวมสินค้ากว่า 1,000 รายการ จากบริษัทในเครือกว่า 100 บริษัท มาให้ผู้บริโภคเลือกซื้อในราคาพิเศษ โดยเครือสหพัฒน์ระบุว่า จะพยายามคงราคาสินค้าเดิมให้นานที่สุด แม้ปีนี้อาจไม่ได้มีสินค้าลดราคาสูงสุด 70% จำนวนมากเหมือนที่ผ่านมา

สินค้าใหม่ที่นำมาเปิดตัวในงาน เช่น ผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้น Limited Edition กล่องเดียวในโลก, BUD’S Ice Cream No Sugar, คิวพี “วาซาบิ มายองเนส”, คอลเลกชัน BSC x MAMA OK, คอลเลกชัน Sheene x กุ๊บกิ๊บ รวมถึงสินค้าแฟชั่นจาก Wacoal, Cherilon, era-won, DAKS และ Guy Laroche

อีกไฮไลต์คือ Saha Group Restaurant โซนใหม่ที่รวบรวมร้านอาหารในเครือสหพัฒน์ไว้ในพื้นที่เดียว นำร่องด้วย Ramen Korakuen ร้านราเมงแฟรนไชส์จากญี่ปุ่น, Unagi Yondaime Kikukawa ร้านข้าวหน้าปลาไหลเก่าแก่กว่า 90 ปี และ Daishogun Burger เบอร์เกอร์เนื้อวากิวจากญี่ปุ่น

ฝั่งเฟสติวัลมีคอนเสิร์ตจากศิลปินหลายกลุ่ม เช่น อิงค์ วรันธร, นนท์ ธนนท์, โต๋ ศักดิ์สิทธิ์, เบน ชลาทิศ, นูโว และลิปตา พร้อม Meet & Greet กับ พูห์–พาเวล, Farmhouse VTuber Concert, แฟชั่นโชว์ Wacoal Fashion Show, การประกวด PAN Dancing Contest และความร่วมมือกับ Tokyo Girls Collection ที่มี Psychic Fever ศิลปิน J-POP จากญี่ปุ่นมาร่วมงาน

นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังสามารถเข้าร่วมสัมมนาเพื่ออัปสกิลและรีสกิลในประเด็น AI ดิจิทัล การค้าระหว่างประเทศ และคอนเทนต์รูปแบบใหม่ ทำให้งานสหกรุ๊ปแฟร์ปีนี้เป็นทั้งพื้นที่ขายสินค้า เวทีพันธมิตร และสนามทดลองธุรกิจใหม่ของสหพัฒน์ในปีที่เศรษฐกิจยังต้องใช้แรงเข็น

ข้อมูลเพิ่มเติม :สหกรุ๊ปแฟร์ครั้งที่30

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : อุตสาหกรรมไทยไตรมาส2

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X