
ปตท.รับต้นทุนพุ่ง เหตุต้องนำเข้าน้ำมันแหล่งอื่น เพื่อรักษาความมั่นคงพลังงาน เผยต้องซื้อน้ำมันดิบที่ราคา 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล เสี่ยงขาดทุนระยะสั้นที่ 500-1,000 ล้านบาท
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานของโลก ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งบริหารจัดการความมั่นคงพลังงานเชิงรุก

โดยปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบ นอกพื้นที่ความขัดแย้ง แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงเร่งกระจายน้ำมันออกสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ และรักษาความมั่นคงทางพลังงานเพื่อคนไทย
คาดเรือขนส่งน้ำมัน 2 ล้านบาร์เรลถึงไทย 21 เม.ย.
ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลัก ด้านพลังงานอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ปตท. ยกระดับมาตรการบริหารจัดการน้ำมันดิบ เพื่อรับมือกับความเสี่ยง ที่อาจทำให้การขนส่งหยุดชะงัก
โดยมีน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ได้จัดหาล่วงหน้าและบรรทุกอยู่บนเรือ Serifos ปริมาณ 2 ล้านบาร์เรล ซึ่งติดค้างบริเวณท่าเรือชาร์จาห์ (Sharjah Ports) ตั้งแต่วันที่ 7มีนาคม 2569
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงาน ปตท. ตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนทันที โดยใช้ศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศ และเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง
แม้ต้องจัดซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ ภายหลังการเจรจาหยุดยิงชั่วคราว ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าว สามารถออกเดินทางได้ หลังล่าช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 เดือน และคาดว่าจะถึงประเทศไทยในวันที่ 21 เมษายน 2569

จัดซื้อน้ำมันดิบช่วงวิกฤต
ทั้งนี้ การตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบในช่วงวิกฤต เป็นช่วงที่ตลาดโลกตึงตัว และมีความต้องการเพิ่มขึ้น ทำให้น้ำมันดิบมีราคาสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงจำเป็นต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น
เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในภายหลัง โดยประเมินมูลค่าผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนนี้เป็นการประกันความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ
นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. จนถึงปัจจุบันต้องรับภาระด้านสภาพคล่อง และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย
- หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท
- เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ137,000 ล้านบาท
- เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท
รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึงกว่า 7,000 ล้านบาท ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภคแต่เป็นต้นทุนจากการ “ลดความเสี่ยงของประเทศ” เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทย จะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน
ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ยืนยันว่าจะเดินหน้าบริหารจัดการทาง ทั้งด้านพลังงานและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงานของประเทศ และเสถียรภาพขององค์กร และพร้อมยืนหยัดในการจัดหาพลังงาน เพื่อเป็นพลังให้กับการขับเคลื่อนประเทศ ผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปด้วยกัน
ที่มาของข้อมูล: https://www.pttplc.com/th/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/ptt-2025-dividen/
