
พาณิชย์ เปิด 3 ปัจจัยหนุน “น้ำมันปาล์มไทย” ขายดี ในตลาดจีน ระบุ ปี 2568 ส่งออกไป จีน มูลค่ากว่า 83.44 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,707 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 85.38% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยแนวโน้ม ส่งออกน้ำมันปาล์ม ไทย ขยายตัวต่อเนื่อง ในตลาดจีน ซึ่งเริ่ม กระจายแหล่งนำเข้า เพื่อลดความเสี่ยง ด้านห่วงโซ่อุปทาน
อานิสงส์ จากสงครามการค้า และ ราคาที่แข่งขันได้ ทำให้ น้ำมันปาล์มไทย สามารถ กระจายตลาดส่งออก ได้เพิ่มขึ้น สอดคล้อง ตามนโยบาย กระทรวงพาณิชย์ ในการรักษาตลาดเดิม และ บุกตลาดใหม่

จีน เป็น ผู้บริโภค น้ำมันพืช รายใหญ่ ของโลก
จากรายงาน ของ American Oil Chemists’ Society ระบุว่า จีน เป็น ผู้บริโภคน้ำมันพืช รายใหญ่ที่สุด ในโลก และ เป็นประเทศ ที่มีการบริโภค น้ำมันปาล์มเ ป็นอันดับ 3 ของโลก คิดเป็น สัดส่วน 5.36% รองจาก อินโดนีเซีย และอินเดีย
การบริโภค น้ำมันปาล์ม ในจีนคิดเป็น 18% ของ การบริโภค น้ำมันพืช ทั้งหมด ในประเทศ ปัจจุบัน จีน มีแนวโน้มนำเข้า น้ำมันปาล์ม เพิ่มขึ้น
เนื่องจากการ พัฒนาเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่อง และ จำนวนประชากร ที่เพิ่มขึ้น น้ำมันปาล์ม เป็นวัตถุดิบหลัก ในอุตสาหกรรม อาหาร ของ จีน
มีจุดเด่น ด้านต้นทุนการผลิตต่ำ และ แปรรูป ได้หลากหลาย ตอบโจทย์ ผู้บริโภคชาวจีน ที่มองหา สินค้าราคาคุ้มค่า แต่ยังคงไว้ ซึ่งคุณภาพที่ดี
โดยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา การส่งออก น้ำมันปาล์ม ของไทย ไป จีน มีอัตราเติบโต เฉลี่ยสูงถึง 48.23% ต่อ ปี และ การเติบโต ในปี 2567 เพิ่มขึ้นกว่า 280.47% เมื่อเทียบกับ ปีก่อนหน้า
ในขณะที่ปี 2568 การส่งออก น้ำมันปาล์ม ของไทยไป จีน มีมูลค่า กว่า 83.44 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,707 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 85.38% เทียบกับ ช่วงเดียวกัน ของปี 2567
พาณิชย์ เปิด 3 ปัจจัยหนุน
มูลค่าการส่งออก น้ำมันปาล์ม ของไทย ไปจีน ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- นโยบาย ไบโอดีเซล อินโดนีเซีย ทำให้ อุปทานโลก ตึงตัว
อินโดนีเซีย เป็นผู้ผลิต และ ส่งออก น้ำมันปาล์ม อันดับ 1 ของโลก (ส่วนแบ่งมูลค่าตลาด 48.13% ในปี 2567) และ เป็นแหล่งนำเข้าหลัก ของ จีน มีแผนปรับ เพิ่มสัดส่วน การผสมไบโอดีเซล ในน้ำมันดีเซล จาก B40 เป็น B50 ภายในปี 2569 ทำให้ ปริมาณน้ำมันปาล์ม เพื่อการส่งออก ลดลง อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ อุปทาน ในตลาดโลก ตึงตัว และ ราคาพุ่ง สูงขึ้น
- นโยบาย Dual Circulation ของ รัฐบาลจีน ที่มุ่ง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยใช้ การหมุนเวียน ของทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศ และ ต่างประเทศ เกื้อหนุนกัน เพื่อพึ่งพาตนเอง ให้มากขึ้น
นโยบายดังกล่าว เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และ กระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ ถือเป็น แรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่ทำให้ จีนนำเข้าน้ำมันปาล์ม จากไทยเพิ่มขึ้น
แม้จีนจะยังพึ่งพา อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย รวมกันกว่า 90% แต่ นโยบายดังกล่าว ได้เปิดช่องให้ ไทย มีโอกาสช่วงชิง ส่วนแบ่งการส่งออก ในตลาดจีน มากขึ้น
รวมทั้ง ประเด็น ความขัดแย้งทางการค้า ระหว่างจีน และ สหรัฐฯ คาดว่า จะทำให้ จีน กระจายความเสี่ยง ด้วยการลดการนำเข้า ถั่วเหลือง และ เพิ่มความต้องการ น้ำมันปาล์ม เพื่อทดแทน
- ต้นทุน และ ราคาที่แข่งขันได้
ข้อมูลจาก World Bank Commodities Price Data พบว่า ปี 2568 ราคาน้ำมันปาล์ม มีราคาถูกว่าน้ำมันถั่วเหลือง ราคาน้ำมันปาล์ม เฉลี่ยอยู่ที่ 1,006.98 เหรียญสหรัฐ ต่อ ตัน และ ราคาน้ำมันถั่วเหลือง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,139.87 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ผู้นำเข้า จีน เลือกใช้ น้ำมันปาล์ม เป็นสินค้าทดแทน
กุลธิดา บัณฑุรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู ให้ข้อมูลว่า จีน มีแนวโน้มต้องการสินค้า ที่มีมาตรฐานสูง และ ตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น
ซึ่งน้ำมันปาล์มของ ไทย ถือว่า มีความได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งด้าน คุณภาพมาตรฐาน และ ศักยภาพด้านความยั่งยืน รวมถึงผู้ประกอบการไทยยังได้รับประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้ RCEP และ FTAอาเซียน-จีน (ACFTA) ที่ช่วยลดต้นทุนการเข้าสู่ตลาดจีน นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสขยายการผลิตน้ำมันปาล์มสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น
น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ น้ำมันออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานสะอาดของจีน และยังสามารถพัฒนาความร่วมมือกับผู้แปรรูปในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญอย่างกวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ และซานตง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้า
มาตรฐาน RSPO สร้าง ภาพลักษณ์ “Thailand Brand” น้ำมันปาล์มไทย
อัสนี มาลัมพุช นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ให้ข้อมูลว่า ไทยกำลังพัฒนาบทบาทสู่ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มในตลาดโลก จากเสถียรภาพ ด้านอุปทาน ที่มีผลผลิตสม่ำเสมอต่อเนื่อง และ พื้นที่ปลูกปาล์ม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา
ส่งผลให้ไทย มีผลผลิตสำหรับ ส่งออก ได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับ ในช่วงที่ผ่านมา จีน ต้องการกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน และ เพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคา จากคู่ค้าเดิม
นอกจากนี้ ความนิยมซื้อน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ มากกว่า น้ำมันปาล์มดิบยังเป็นโอกาสให้ไทยเพิ่มมูลค่าผลผลิต
ทั้งนี้ ในการพัฒนาสินค้าปาล์มน้ำมัน ไทยควรชูภาพลักษณ์ “Thailand Brand” ที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือและใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงพัฒนาพันธุ์ปาล์มที่เหมาะกับประเทศไทย ให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการปลูกปาล์มอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะตอบโจทย์ตลาดทั่วโลก
เปิด 4 กลยุทธ์ น้ำมันปาล์ม รุก ตลาดจีน
นันทพงษ์ กล่าวว่า “น้ำมันปาล์มไทย ยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของโอกาสใหม่ในตลาดโลกที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้าเกษตรไทย และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มกว่า 400,000 ครัวเรือน รวมถึงลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดอินเดียที่มีสัดส่วนกว่า 77% ของการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทย
ทั้งนี้ จากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมอาหารของจีน นโยบายการกระจายแหล่งนำเข้าของจีน และราคาที่แข่งขันได้ของน้ำมันปาล์ม ตลาดจีนจึงเป็นโอกาสสำหรับไทย ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสนี้ ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การส่งออกน้ำมันปาล์มในตลาดจีน
ประกอบด้วย
(1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ น้ำมันออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ตลอดจนผลิตน้ำมันปาล์มสำหรับอุตสาหกรรมเบเกอรี่และครีมเทียม รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลอดไขมันทรานส์ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพในตลาดจีน
(2) การตลาดเชิงรุก โดยใช้ช่องทางดิจิทัล เช่น Alibaba และ WeChat เพื่อสร้างการรับรู้และตอกย้ำด้านคุณภาพ และเข้าถึงผู้ซื้อในกลุ่ม B2B ในกลุ่มเมืองระดับสองและสาม
(3) ใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า เช่น ข้อตกลง RCEP และ ACFTA เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและภาษี
(4) สร้างความเชื่อมั่นของสินค้าและยกระดับสู่มาตรฐานยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของสินค้าน้ำมันปาล์มไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/commerce-wipo-28012026/
ที่มาของข้อมูล : https://www.moc.go.th
