
ผู้บริโภคกังวล ปัญหาตะวันออกกลาง คาดดัชนีเชื่อมั่นมี.ค.ลดลง หลังจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนก.พ.เพิ่มขึ้น เพราะการเมืองมีความชัดเจนขึ้น

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,623 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 53.0 แต่มีหลายปัจจัยคาดทำให้ดัชนีฯ เดือนมี.ค.ลดลง
จากความคาดหวังต่อแนวทางนโยบาย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ในระยะต่อไปที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาระค่าครองชีพ ที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อที่ชะลอตัวยังคงส่งแรงกดดัน ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง กระทบความกังวลของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ระดับ 53.0 โดยปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 52.6 ในเดือนก่อนหน้า

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 59.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 58.4 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนี อยู่ในระดับเชื่อมั่นคาดว่ามาจาก
(1) ประชาชนมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม ทิศทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และความคาดหวังต่อมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
(2) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน และมีแนวโน้มต่อเนื่องจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับมีนโยบายการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ จะช่วยเพิ่มรายได้และการจ้างงานในประเทศ
(3) การส่งออกยังเติบโตได้ต่อเนื่องในระดับสูง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารและผลไม้เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น

ภาษี “ทรัมป์” บั่นทอนความเชื่อมั่น
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50 โดยมีปัจจัยลดทอนระดับความเชื่อมั่น อาทิ ความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อภาคการผลิต และการค้า ทั้งในประเทศและการส่งออก รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ ที่มีความผันผวนส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง ยังเป็นแรงกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม
อย่างไรก็ตาม หลายปัจจัยเสี่ยงข้างต้น ทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางค่อนข้างเร็วและผันผวน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่น จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ มติที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงปลายเดือน ก.พ.2569 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อาจช่วยผ่อนคลายความกังวลของประชาชนได้ในระยะถัดไป

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็น 49.01% รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ 13.20% การเมือง 10.66% เศรษฐกิจโลก 8.12%
ราคาสินค้าเกษตร 7.90% สังคม/ความมั่นคง 7.53% ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 1.65%ปัจจัยอื่น ๆ 1.01% และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด 0.92% ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 54.3 และ 51.5 ตามลำดับ
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคกลางทรงตัว จากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 50.9กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและภาคเหนือ แม้ปรับตัวลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 57.2 และ 52.1 ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 57.4 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 53.9 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 52.6 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 52.5
ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 52.0 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 51.7 และอาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 50.6 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น แต่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในระดับ 49.9 ในเดือนปัจจุบัน

ปัจจัยบวกการเมืองชัดเจน
นันทพงษ์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมา มีปัจจัยสำคัญมาจากความคาดหวังต่ออนาคตของประชาชน โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3เดือนข้างหน้า ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน เป็นผลจากสถานการณ์ทางการเมือง ที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
ส่งผลให้ประชาชนเกิดความคาดหวัง ต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่อาจช่วยให้ สถานการณ์เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น รวมถึงความหวังต่อมาตรการและนโยบายของภาครัฐ ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในระยะต่อไปความคาดหวังดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ ที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของประชาชน ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันที่ลดลง กลับสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศ ที่ยังคงเป็นความกังวลหลักของประชาชน และส่งผลต่อความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยสัดส่วนปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทย ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 49.01% จาก 45.08% ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง

ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับเพิ่มขึ้น ตลอดจนภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ที่เพิ่มขึ้นในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้
นอกจากนี้ การชะลอตัวของกำลังซื้อของประชาชน ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจ ทำให้หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ ต้องเผชิญแรงกดดันที่มากยิ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
คาดการณ์ว่าความชัดเจนของ แนวทางการดำเนินนโยบายภายใต้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ จะช่วยเร่งบรรเทาความกังวลของประชาชนได้ในอนาคต และจะส่งผลต่อการปรับตัวของ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป
กังวลผลกระทบตะวันออกกลาง
“ความขัดแย้ง และความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ อาจส่งผลต่อทิศทางของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระดับสูง ผ่านความกังวลต่อสถานการณ์การค้าโลก ความมั่นคง ราคาสินค้า และราคาพลังงาน ซึ่งมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง ต่อทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ จึงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป”
นันทพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตาม และดูแลสถานการณ์อย่างรอบด้าน พร้อมทั้งเร่งประเมินภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงบริหาร กำกับ และดูแลสถานการณ์สินค้าและราคาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาการกักตุน การขาดแคลนสินค้า หรือความผันผวนของราคา
เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง ได้อย่างเหมาะสม พร้อมบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการเร่งดำเนินการเชื่อมโยงตลาด เพื่อเปิดโอกาสและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ยังได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและขยายเครือข่ายทางธุรกิจ ให้แก่ผู้ประกอบการไทย อาทิ งาน South Connect 2026 และงานมหกรรมการค้าระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC Expo 2026)

รวมถึงการวางแผนบริหารจัดการ การค้าภายในประเทศเชิงรุก ผ่านการวางแผนดูแลสินค้าเกษตรสำคัญอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ลดแรงกดดันด้านอุปทาน และเร่งการระบายผลผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด ตลอดจนการดูแลค่าครองชีพ และผู้ประกอบการรับมือเศรษฐกิจผันผวน ปี 2569 อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริม และยกระดับมูลค่าสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ การผลักดันมะพร้าวน้ำหอมไทย ให้เป็นสินค้าศักยภาพสูงผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ควบคู่กับการตรวจสอบ กำกับ และปราบปราม บริษัทที่เข้าข่ายนอมินี หรือกระทำความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เพื่อเสริมศักยภาพสินค้าไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้สามารถรับมือกับสินค้านำเข้าคุณภาพต่ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน กระทรวงยังได้ดำเนินมาตรการ เพื่อการอำนวยความสะดวกทางการค้า และการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
เพื่อสนับสนุนศักยภาพของผู้ประกอบการ และสร้างความได้เปรียบทางการค้า ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม และเสริมความเชื่อมั่นของประชาชน และภาคธุรกิจต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศในระยะต่อไป
ที่มาของข้อมูล: https://www.moc.go.th
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/moc-export-import-middleeast/
