
ตลาดยานยนต์ไทย EV ไฮบริด เปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ ครองส่วนแบ่ง 45% แซงรถสันดาป ขณะส่งออกรถยนต์สะดุดจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ กระทบห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนทั่วโลก

ตลาดยานยนต์ไทย EV ไฮบริด ครอง 45% เปลี่ยนโครงสร้างตลาด
ตลาดยานยนต์ไทย EV ไฮบริด กำลังเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ หลังครองส่วนแบ่งกว่า 45%หลังโครงสร้างความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริดไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “แกนหลัก” ของตลาด ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษN ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 59,865 คัน เพิ่มขึ้น 7.29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการเติบโต คือ “ทิศทางของตลาด” ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยแรงขับเคลื่อนหลักไม่ได้มาจากรถยนต์สันดาปภายในเหมือนในอดีตอีกต่อไป
ภาพของตลาดในวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยรถยนต์พลังงานทางเลือกอย่างชัดเจน รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ หรือ BEV ทำยอดขายได้ 12,074 คัน เติบโตสูงถึง 47.62% คิดเป็นสัดส่วน 20.17% ของตลาด ขณะที่รถยนต์ไฮบริด หรือ HEV มียอดขาย 14,895 คัน เพิ่มขึ้น 23.81% คิดเป็นสัดส่วน 24.88% เมื่อนำทั้งสองกลุ่มมารวมกัน พบว่าครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 45.05% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่า “โครงสร้างตลาด” ได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างชัดเจน
ในอีกด้านหนึ่ง รถยนต์สันดาปภายในกลับเผชิญกับการหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายเพียง 11,007 คัน และมีส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 18.39% จาก 19.81% ในปีก่อนหน้า ภาพนี้ตอกย้ำแนวโน้มการถดถอยที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตลาดยานยนต์ไทย EV ไฮบริด โตแรงไตรมาสแรก กระบะยังชะลอ
เมื่อพิจารณาในภาพรวมของไตรมาสแรกของปี 2569 แนวโน้มดังกล่าวยิ่งชัดเจนมากขึ้น โดยยอดขายสะสมของรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 50,141 คัน เพิ่มขึ้นถึง 120.57% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รถยนต์ไฮบริดมียอดสะสม 40,230 คัน เพิ่มขึ้น 20.72% สวนทางกับรถยนต์สันดาปภายในที่มีสัดส่วนลดลงเหลือเพียง 16.94% ของตลาดทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ตลาดรถกระบะซึ่งเป็นหนึ่งในเซกเมนต์หลักของประเทศไทยยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยยอดขายในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 13,991 คัน ลดลง 6.36% ปัจจัยสำคัญมาจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้จะมีสัญญาณใหม่จากการเริ่มเข้าสู่ตลาดของรถกระบะไฟฟ้า ซึ่งมียอดขาย 141 คัน เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีขนาดตลาดที่เล็ก
ส่งออกสะดุดจากวิกฤตฮอร์มุซ โลจิสติกส์ตึงตัวทั่วโลก
ในด้านการส่งออก ภาพรวมเริ่มสะท้อนแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก โดยยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 80,394 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.64% จากปีก่อนหน้า แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการหดตัวอย่างมีนัยสำคัญของตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งลดลงถึง 15.96%
ปัจจัยหลักมาจากวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก การปิดช่องแคบดังกล่าวในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานยานยนต์อย่างรุนแรง ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ทั้งค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยทางทะเล ขณะเดียวกัน การขนส่งสินค้าก็เผชิญกับความล่าช้าและข้อจำกัดมากขึ้น
แม้ว่าการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น เช่น ออสเตรเลีย แอฟริกา และยุโรป จะยังสามารถเติบโตได้และช่วยพยุงภาพรวมไว้บางส่วน แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการหดตัวของตลาดตะวันออกกลางได้ทั้งหมด ทำให้ภาพรวมการส่งออกยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
ไทยเริ่มส่งออก EV สะท้อนบทบาทฐานผลิตใหม่ของภูมิภาค
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก อีกหนึ่งพัฒนาการที่น่าจับตาคือการที่ประเทศไทยเริ่มส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยในเดือนมีนาคมสามารถส่งออก BEV ได้ถึง 3,060 คัน และรถกระบะไฟฟ้าอีก 38 คัน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญ เนื่องจากในปีก่อนหน้ายังไม่มีตัวเลขในกลุ่มนี้อย่างชัดเจน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังขยับบทบาทจากฐานการผลิตรถยนต์สันดาปภายใน ไปสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาคมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลกที่กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
X Info : วิกฤตน้ำมันเร่งความสนใจ แต่ไม่ใช่ตัวกำหนดอนาคต
ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.fti.or.th/

