
“พาณิชย์” เผย ปี 68 ต่างชาติ ควักเงินลงทุนไทย กว่า 3 แสนล้านบาท สูงสุดรอบ 5 ปี โชว์ผลงานตรวจเข้มนอมินี-บัญชีม้า 5 หมื่นราย เร่งสกรีนต่างชาติ 4 กลุ่มเสี่ยงกว่า 2.1 หมื่นราย ฮุบที่ดิน-แย่งอาชีพไทย
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนธันวาคม 2568 ว่า
มีการอนุญาต ให้คนต่างชาติเข้ามา ประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย 105 ราย เป็น การลงทุนผ่านช่อง ทางการขอรับใบอนุญาต ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 28 ราย และ การขอหนังสือรับรอง การประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม การลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศ) 77 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 12,986 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจากสิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ
“พาณิชย์” เผย ปี 68 ต่างชาติ ลงทุนไทย กว่า 3 แสนล้านบาท
สำหรับตลอดปี 2568 มีการอนุญาตให้ คนต่างชาติ เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย จำนวน 1,078 ราย โดยเป็น การลงทุนผ่านช่องทาง การขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าว 291 ราย
และ การขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ ของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 787 ราย เงินลงทุน
รวมทั้งสิ้น 324,148 ล้านบาท ซึ่งถือว่า เป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุด เป็นประวัติการณ์ ในรอบ 5 ปี (2564 – 2568) โดยการอนุญาตฯ ตลอดปี 2568 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 124 ราย (13%) เมื่อเทียบกับปี 2567 (954 ราย) และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 96,042 ล้านบาท (42%) เมื่อเทียบกับปี 2567 (228,106 ล้านบาท)
ญี่ปุ่น ลงทุนสูงสุด 85,688 ล้านบาท
ประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1) ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 85,688 ล้านบาท
2) สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 103,399 ล้านบาท
3) จีน 152 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 35,046 ล้านบาท
4) สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,073 ล้านบาท
5) ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 14,869 ล้านบาท
และประเทศอื่นๆ 312 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 80,073 ล้านบาท
ส่วนการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ของปี 2568 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 313 ราย คิดเป็น 29% ของ นักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 12 ราย คิดเป็น 4% เมื่อเทียบกับปี 2567 (301 ราย)
มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 83 ราย เงินลงทุน 19,263 ล้านบาท ญี่ปุ่น 67 ราย เงินลงทุน 33,840 ล้านบาท สิงคโปร์ 46 ราย เงินลงทุน 23,238 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 117 ราย เงินลงทุน 30,120 ล้านบาท
“พาณิชย์” เผย ปี 68 ธุรกิจจดทะเบียนใหม่ ลดลง 2.68%
ในขณะที่การจดทะเบียนจัดตั้งุรกิจใหม่ในปี 2568 อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าสถานการณ์ การจดทะเบียน จัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือนธันวาคม 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 5,187 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (5,554 ราย) ลดลง 367 ราย คิดเป็น 6.61%
และ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนธันวาคม 2567 (4,377 ราย) เพิ่มขึ้น 810 ราย คิดเป็น 18.51%
ขณะที่ ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 13,385 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ เดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (14,860 ล้านบาท) ลดลง 1,475 ล้านบาท คิดเป็น 9.92% และ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนธันวาคม 2567 (22,895 ล้านบาท) ลดลง 9,510 ล้านบาท คิดเป็น 41.54%
เมื่อวิเคราะห์ อัตราการเติบโต ของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับ ช่วงเวลาเดียวกัน ของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่
1) ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีจำนวน 1,168 ราย เพิ่มขึ้น 771 ราย คิดเป็น 194.21% ทุนจดทะเบียน 799 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.26 ล้านบาท คิดเป็น 0.26%
2) ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด มีจำนวน 1,410 ราย เพิ่มขึ้น 462 ราย คิดเป็น 48.73% ทุนจดทะเบียน 13,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,440 ล้านบาท คิดเป็น 263.64%
และ 3) ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร มีจำนวน 1,961 ราย เพิ่มขึ้น 449 ราย คิดเป็น 29.70% ทุนจดทะเบียน 2,976 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 567.37 ล้านบาท คิดเป็น 23.55%
ภาพรวมการจัดตั้งใหม่ตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 85,251 ราย ลดลง 2,345 ราย คิดเป็น 2.68% เมื่อเทียบกับ ปี 2567 (87,596 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 264,237 ล้านบาท ลดลง 21,508 ล้านบาท คิดเป็น 7.53% เมื่อเทียบกับ ปี 2567 (285,745 ล้านบาท)
การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนธันวาคม 2568 มีจำนวน 6,112 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (2,494 ราย) เพิ่มขึ้น 3,618 ราย คิดเป็น 145.07% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนธันวาคม 2567 (6,065 ราย) เพิ่มขึ้น 47 ราย คิดเป็น 0.77%
เลิกกิจการทั้งปี 22,783 ราย
ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 17,797 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (10,979 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6,818 ล้านบาท คิดเป็น 62.10% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับ เดือนธันวาคม 2567 (35,102 ล้านบาท) ลดลง 17,305 ล้านบาท คิดเป็น 49.30%
ภาพรวมการจดทะเบียนเลิกตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 22,783 ราย ลดลง 896 ราย คิดเป็น 3.78% เมื่อเทียบกับ ปี 2567 (23,679 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 106,594 ล้านบาท ลดลง 64,586 ล้านบาท คิดเป็น 37.73% เมื่อเทียบกับปี 2567 (171,180 ล้านบาท)

คาด ปี 69 ธุรกิจจดทะเบียนใหม่ ใกล้เคียง 68
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,050,079 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.88 ล้านล้านบาท โดยมี นิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 967,210 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.42 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น
1.บริษัทจำกัด 769,590 ราย คิดเป็น 79.57% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.37 ล้านล้านบาท
2.ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,115 ราย คิดเป็น 20.28% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท
และ 3. บริษัทมหาชนจำกัด 1,505 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.62 ล้านล้านบาท
สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดคือ
กลุ่มบริการ มีจำนวน 525,178 ราย ทุนจดทะเบียน 13.69 ล้านล้านบาท
รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 316,894 ราย ทุนจดทะเบียน 2.62 ล้านล้านบาท
และกลุ่มผลิต 125,138 ราย ทุนจดทะเบียน 7.11 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.30%, 32.76% และ 12.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ
สำหรับปี 2569 จากสภาพเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และยังมีปัจจัยเสี่ยงสูง กรมฯประเมินปีนี้ จะมียอดจดตั้งธุรกิจใหม่ 80,000-85,000 ราย ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา
ลุยปราบปรามนอมินี-บัญชีม้า
เล็งสกัดฮุบที่ดิน-แย่งงานคนไทย
ในปี 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการเฉพาะด้านครอบคลุม
การป้องกันการจดทะเบียน การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ การตรวจสอบบัญชีธุรกิจ และ ด้านกฎหมาย พร้อมบูรณาการ การทำงานร่วมกับ หน่วยงานพันธมิตร รวม 17 หน่วยงานหลัก มุ่งตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 6 กลุ่ม ตามแผนงานที่ตั้งไว้ประจำปีที่มีเป้าหมายกว่า 46,918 ราย ได้แก่
1) ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง
2) ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
3) e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า
4) โรงแรมและรีสอร์ท
5) เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร
และ 6) ก่อสร้างทั่วไป
ประกอบกับกรมฯ ยังได้ลงพื้นที่ ตรวจสอบเพิ่มเติม ตามข้อร้องเรียน จากประชาชน และ ติดตามความเคลื่อนไหวจากข่าว พบนิติบุคคลที่เข้าข่ายนอมินี และ การถือหุ้น แทนคนต่างด้าวหลายกรณี อาทิ
การพบผู้ถือหุ้นคนไทย ที่มีพฤติการณ์เข้าข่าย ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ในธุรกิจขนส่ง และ โลจิสติกส์ ธุรกิจถือครองที่ดิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
และยังได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการฯ ระดับจังหวัด ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบ ในจังหวัดท่องเที่ยว ที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชลบุรี และภูเก็ตด้วย ทั้งนี้ กรมฯ ได้ส่งข้อมูลผู้เข้าข่ายกระทำความผิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หรือตำรวจในท้องที่เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
สำหรับภารกิจเร่งด่วนปราบนอมินีบัญชีม้ารอบ 3 เดือน (ต.ค. – ธ.ค. 68) ตามนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้จัดตั้งหน่วยงาน “กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย” และ แต่งตั้งคณะกรรมการฯ และอนุกรรมการฯ อีก 4 ด้าน ได้แก่
ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านการป้องกันการจดทะเบียน ด้านการตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน และด้านกฎหมาย ให้มารับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง โดยลงพื้นที่ตรวจสอบใน 12 พื้นที่สำคัญ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ซึ่งพบนิติบุคคลที่เข้าข่ายการกระทำผิดและได้ส่งเรื่องให้ บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย 11 ราย
พร้อมส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินรวม 357 ราย และส่งให้กรมสรรพากรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวม 3,634 ราย
ขณะเดียวกันได้จับมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงานมหกรรม “รวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้นักบัญชีเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,625 ราย รวมทั้งออก 5 มาตรการจดทะเบียนใหม่ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพจดทะเบียนนิติบุคคลและนำไปเปิดบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อป้องกันนอมินีคนไทยให้การช่วยเหลือสนับสนุนชาวต่างชาติกระทำความผิด
ปี 69 ยกระดับ ใช้เทคโนโลยี
และ บังคับใช้กฎหมายสกัดนอมินี เข้มงวด
ส่วนปี 2569 ยกระดับมาตรการปี 2568 เพิ่มการใช้เทคโนโลยีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นทาง กรมฯ จะใช้ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล เป็นเครื่องมือหลัก ในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงทั่ วประเทศแบบเชิงลึกและพุ่งเป้ามากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ของชาวต่างชาติ โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งมีเป้าหมาย 21,459 ราย โดยร่วมมือกับ 17 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กำหนดแผนงานตรวจสอบและลงพื้นที่ โดยเริ่มตรวจสอบจังหวัดท่องเที่ยวหลักที่ต่างชาตินิยมลงทุน เช่น ภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ กรุงเทพ-ปริมณฑล เป็นต้น ซึ่งตอนนี้มีชาวต่างชาตินิยมเข้ามาลงทุน อาทิ
รัสเซีย อิสราแอล ยุโรป อินเดีย จีน เป็นต้น การที่เรานำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจกลุ่มเสี่ยง เพราะในจำนวนนิติบุคคลที่จดตั้งในไทยกว่า 9 แสนราย ในจำนวนนี้กว่า 1.2 แสนรายถือหุ้นโดยต่างชาติ โดยกรมจะเริ่มสุ่มตรวจก่อน 21,459 ราย
นอกจากนี้ เพิ่มการตรวจสอบบัญชี – งบการเงิน และกลุ่มเสี่ยงนอมินีและกลุ่มบุคคลในบัญชีม้า HR03 จำนวน 4,554 ราย รวมถึงสำนักงานรับทำบัญชีและให้คำปรึกษาธุรกิจ
พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล งบการเงิน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อระบุพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายนอมินีบัญชีม้า กรมฯ จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวควบคู่กับการบังคับใช้มาตรการเข้ม ‘4 คำสั่ง 2 ประกาศ’
ตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน เชื่อมโยงข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และบุคคลเสี่ยงสูง เพื่อสร้างระบบธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/smartsilver-19012026/
ที่มาของข้อมูล : https://www.dbd.go.th
