
ผู้นำธุรกิจ-นักลงทุน มอง ‘เอเชีย-AI’ มีโอกาสท่ามกลางความผันผวน โดยผลสำรวจของเอชเอสบีซีพบว่า ผู้นำธุรกิจและนักลงทุน วางแผนขยายธุรกิจและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
- 93% วางแผนเพิ่มการค้าและการลงทุน ข้ามพรมแดนในช่วง 5 ปีข้างหน้า
- 88% ปรับกลยุทธ์การจัดสรรเงินทุน เพื่อรับมือกับความผันผวนที่เพิ่มขึ้น
- 51% ระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และข้อมูล รวมถึงต้นทุนพลังงานที่น่าสนใจ เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเพิ่มการลงทุน ในแต่ละตลาดเป้าหมาย
ผู้นำธุรกิจระดับสูงและนักลงทุนสถาบัน ต่างให้ความสำคัญกับเอเชีย โดยเฉพาะจีนแผ่นดินใหญ่ ในการปรับทิศทางธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโต จากผลสำรวจฉบับใหม่ของเอชเอสบีซี ซึ่งจัดทำขึ้นก่อนงานสัมนา “เอชเอสบีซี โกลบอล อินเวสเมนท์ ซัมมิท (HSBC Global Investment Summit*) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ฮ่องกง
ผลสำรวจดังกล่าว ได้มาจากการสำรวจผู้บริหารธุรกิจ และนักลงทุนสถาบันระดับนานาชาติ จำนวน 3,000 ราย ใน 10 ประเทศทั่วโลก โดยดำเนินการในช่วงกลางเดือนมีนาคม ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเผชิญกับความผันผวนมาตลอดทศวรรษ บริษัทต่าง ๆ ยังคงปรับตัว และเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ 94% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยังคงมองเห็นโอกาสที่แข็งแกร่ง สำหรับการเติบโตในตลาดต่างประเทศ ขณะที่ 87% ระบุว่ามีความพร้อมในการรับความเสี่ยง ที่ได้คาดการณ์ไว้แล้วมากขึ้น เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน
เกือบ 3 ใน 4 (72%) คาดว่าจะมีการปรับโครงสร้างธุรกิจ ในระดับปานกลางถึงมากในช่วง 3 ปีข้างหน้า ขณะที่องค์กรต่าง ๆ ทบทวนทิศทางการดำเนินงานและกลยุทธ์การลงทุน

AI และเทคโนโลยีขับเคลื่อนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
AI และเทคโนโลยีได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก ในการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน และกลยุทธ์การจัดสรรเงินทุน โดยเทคโนโลยีได้กลายเป็นศูนย์กลาง ของการตัดสินใจลงทุนระดับโลก สำหรับทั้งผู้นำธุรกิจและนักลงทุนสถาบัน
ทั้งนี้ การเข้าถึง AI เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อกลยุทธ์ระหว่างประเทศ ในช่วงสามปีข้างหน้า (50%) ใกล้เคียงกับการเติบโตของตลาด และความต้องการของลูกค้า (49%)
นอกจากนี้ การมีโครงสร้างพื้นฐาน AI และข้อมูลที่แข็งแกร่ง ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่น่าดึงดูด ยังจัดเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุด ในการพิจารณาเพิ่มการลงทุนในแต่ละตลาด (51%) รองจากแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง และความต้องการของลูกค้า (52%)
ผู้ตอบแบบสอบถามยังเชื่อว่า ประโยชน์สูงสุดของ AI ในช่วงสามปีข้างหน้า คือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและประสิทธิภาพของกำลังคน (56%) รองลงมาคือการความสามารถในการคาดการณ์ และการสร้างแบบจำลอง (48%)
รวมถึงการเสริมสร้างนวัตกรรม และลดต้นทุนการดำเนินงาน (46%) ทั้งนี้ 32% ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่า AI จะเข้ามามีบทบาทเชิงกลยุทธ์มากขึ้นในอีกสามปีข้างหน้า โดยจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจหลักอย่างมีนัยสำคัญ
สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่เพียงแค่วิธีการทำงาน แต่ยังรวมถึงสินค้าและบริการ ที่นำเสนอรูปแบบการให้บริการ และวิธีการสร้างคุณค่าในอนาคต
จากผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า 49% ของนักลงทุนสถาบัน ระบุว่าการเพิ่มการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีคือกลยุทธ์หลัก ในการจัดพอร์ตการลงทุนในปี 2569 เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
โดยถือเป็นประเด็นสำคัญ ของการปรับโครงสร้างพอร์ต ขณะที่มีเพียง 14% เท่านั้นที่คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในแนวทางโดยรวม

ความผันผวน – ธุรกิจต่างๆ กำลังปรับกลยุทธ์ใหม่
ผู้ตอบแบบสำรวจถึง 95% มองว่าความผันผวน ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการหยุดชะงักชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นลักษณะถาวรของเศรษฐกิจโลก โดย 88% ระบุว่าได้ปรับกลยุทธ์การจัดสรรเงินทุน เพื่อรองรับความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น
บริษัทต่าง ๆ ยังได้ขยายกรอบระยะเวลาการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยมากกว่าครึ่ง (53%) ระบุว่า ระยะเวลาการลงทุนยาวนานขึ้นเมื่อเทียบกับสามปีก่อน สะท้อนถึงการปรับทิศทางสู่การลงทุนระยะยาวมากขึ้น แม้ยังมีความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มดังกล่าว พบได้ในหลายตลาดหลัก ได้แก่ สหราชอาณาจักร (69%) สหรัฐอเมริกา (68%) และจีนแผ่นดินใหญ่ (78%) โดยผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า บริษัทของตนถือว่ามีสภาพคล่องมากขึ้น เมื่อเทียบกับสามปีก่อน
นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามในซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ระยะกลาง แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางในปัจจุบัน โดยมีมุมมองเชิงบวก ต่อโอกาสการเติบโตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สอดคล้องกับตลาดอื่น ๆ ที่สำรวจ
ทั้งนี้ 95% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ 98% ในซาอุดีอาระเบีย กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน โดย 94% ระบุว่าการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน จะมีรูปแบบเป็นระดับภูมิภาคมากขึ้น

การค้าและการลงทุนมุ่งสู่ระดับภูมิภาคมากขึ้น – จีนแผ่นดินใหญ่เป็นศูนย์กลางสำคัญ
ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า โลกาภิวัตน์กำลังเปลี่ยนโครงสร้างสู่ความเป็นภูมิภาคมากขึ้น โดย 93% ของบริษัทวางแผนขยายการค้าข้ามพรมแดน หรือเพิ่มการลงทุนในช่วงห้าปีข้างหน้า และ 91% คาดว่ากระแสเหล่านี้จะเข้มข้นขึ้น ในเครือข่ายระดับภูมิภาค
ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า จีนแผ่นดินใหญ่เป็นตลาดที่คาดว่าจะมีความสำคัญ ต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของตนมากที่สุด ในช่วงห้าปีข้างหน้า โดย 41% ของผู้มีอำนาจตัดสินใจ เลือกจีนแผ่นดินใหญ่ มากกว่าภูมิภาคอื่นทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเอเชีย ภายใต้การปรับโครงสร้างของการค้าโลก
ขณะเดียวกัน ตลาดที่พัฒนาแล้วก็ยังคงมีบทบาทสำคัญ ในกลยุทธ์ระดับโลก โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 38% มองว่าทวีปยุโรป และสหราชอาณาจักร ยังคงมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่าแม้เอเชียจะมีบทบาทที่โดดเด่นมากขึ้น แต่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดั้งเดิม ยังคงเป็นส่วนสำคัญของการเติบโต และการเชื่อมโยงของโลก
แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนของตลาด ภาคธุรกิจและนักลงทุน ยังคงมองหาโอกาสการเติบโต โดย 89% ระบุว่ากำลังเพิ่มการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อผลตอบแทนในระยะยาว แม้เผชิญกับความผันผวน

ไมเคิล โรเบิร์ตส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอชเอสบีซี และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจองค์กรและสถาบัน กล่าวว่า “ผลสำรวจ Global Investment Summit ของเราชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระแสการค้าและการลงทุน กำลังเปลี่ยนทิศทางสู่ระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น โดยเอเชียมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์เพิ่มขึ้น และเทคโนโลยีกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบ และทิศทางการจัดสรรเงินทุน”
“ผู้นำธุรกิจและนักลงทุนสถาบัน กำลังปรับกลยุทธ์ใหม่ทั้งในด้านพื้นที่ดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจัดสรรเงินทุน ท่ามกลางความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของโลก” ไมเคิล กล่าวสรุป
*การสำรวจนี้ดำเนินการในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 ก่อนงานสัมนา “เอชเอสบีซี โกลบอล อินเวสเมนท์ ซัมมิท (HSBC Global Investment Summit)” ประจำปี สามารถดูรายงานฉบับเต็มได้ที่: HSBC: New networks for capital – The world rewired *
ระเบียบวิธีวิจัย
การสำรวจ HSBC GIS อ้างอิงข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริหารระดับสูง 3,000 ราย และนักลงทุนสถาบันระดับโลก 500 ราย ได้รับมอบหมายจากเอชเอสบีซี และดำเนินการโดย Savanta ซึ่งได้รับการรับรองจาก British Polling เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 9–16 มีนาคม 2569 ครอบคลุม 10 ตลาดทั่วโลก ได้แก่
สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ฮ่องกง เยอรมนี จีนแผ่นดินใหญ่ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย โดยมีผู้บริหารธุรกิจอาวุโส 250 ราย และนักลงทุนสถาบันระดับโลก 50 รายในแต่ละตลาด
จากผู้ตอบแบบสอบถาม 3,000 ราย มี 726 รายที่รายงานรายได้รวมทั่วโลกเกิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา 900 รายมีรายได้ระหว่าง 500 ล้านถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 874 รายมีรายได้ระหว่าง 50 ถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับนักลงทุนสถาบันระดับโลก 500 ราย มี 164 รายที่บริหารสินทรัพย์มากกว่า 10,000ล้านเหรียญสหรัฐ 128 รายบริหารสินทรัพย์ระหว่าง 1,000 ถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 208 รายบริหารสินทรัพย์น้อยกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
เกี่ยวกับ เอชเอสบีซี โฮลดิ้งส์
บมจ. เอชเอสบีซี โฮลดิ้งส์ เป็นบริษัทแม่ของเอชเอสบีซี และมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอน เอชเอสบีซี ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลก ผ่านสำนักงานใน 56 ประเทศและเขตดินแดน ทั้งนี้ ด้วยสินทรัพย์รวม 3.233 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทำให้เอชเอสบีซีเป็นหนึ่งในองค์กร ที่ให้บริการทางการเงินและธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ที่มาของข้อมูล: https://www.business.hsbc.com/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/investment-thai-2568/
