
หอการค้าไทย เตือนผู้ส่งออกรับมือความผันผวน ภาษีสหรัฐ ชี้เกมภาษีสหรัฐฯ เร่งขึ้นอีกขั้น หลังประกาศปรับเป็น 15% เตือนผู้ส่งออกไทยรับมือ–เร่งรัฐเดินเกมเจรจา
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประเมินว่า สถานการณ์นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ช่วงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ภายหลังศาลคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีผลต่อมาตรการภาษีนำเข้า (reciprocal tariffs) ที่ประกาศก่อนหน้านี้
แต่ภาพรวมของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และมีความเป็นไปได้ที่ มาตรการภาษีรูปแบบใหม่จะถูกนำมาใช้ มีการประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลก จาก 10% เป็น 15% โดยให้มีผลทันที ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศเพิ่มเติม เมื่อคืน

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นล่าสุดสะท้อนว่า เกมภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด แม้มาตรการเดิมบางส่วนจะถูกยกเลิก แต่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีในรูปแบบใหม่ เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของตัวเอง
“การประกาศปรับอัตราภาษีเป็น 15% ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า มาตรการภาษีจะยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออก และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย” ดร.พจน์กล่าว
อีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยสถานการณ์นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยง ต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หากต้องคืนภาษีที่เก็บมาจริง ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาท มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์
โดยการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ต่อภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่ยังใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นหลัก “หากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มี margin ต่ำ จึงจำเป็นต้องติดตามทิศทางค่าเงิน ควบคู่กับมาตรการภาษีอย่างใกล้ชิด” ดร.พจน์กล่าว

ชี้ 3 ประเด็นเพิ่มแรงกดดัน
หอการค้าไทยเห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1) ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขันของการส่งออก อัตราภาษีที่สูงขึ้น อาจเพิ่มต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และกระทบต่อความสามารถแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม
2) ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงมาตรการอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการทำสัญญา การลงทุน และการวางแผนระยะยาวของผู้ประกอบการ ซึ่่งตอนนึ้ ขึ้นเป็น 15% ใช้ได้แค่ 150 วันเท่านั้น ดังนั้นจะกระทบต่อการวางแผน
3) การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก มาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิตและการปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค
หอการค้าไทยเห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะประเทศไทย แต่กระทบต่อทุกประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้การแข่งขันด้านนโยบาย และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มีความเข้มข้นมากขึ้น
ภาครัฐไทยจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกัน ระหว่างรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการเจรจาการค้า รวมถึง สถานทูตไทย กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย
“ประเทศไทย ควรเร่งเดินเกมการเจรจาการค้า สร้างความชัดเจนของมาตรการ และผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้ผู้ส่งออกไทย สามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับ เพื่อเสริมความสามารถแข่งขันในระยะยาว” ดร.พจน์กล่าว
พร้อมร่วมมือภาครัฐ
ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยยืนยันความพร้อม ในการสนับสนุนภาครัฐ โดยเฉพาะด้านข้อมูลเชิงลึกจากภาคธุรกิจ ผลกระทบรายอุตสาหกรรม และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อใช้ประกอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้มีประสิทธิภาพ และสะท้อนสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการไทย
“หอการค้าไทย พร้อมเป็นกลไกสนับสนุนข้อมูล ข้อเสนอ และการประสานเสียงจากภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถเดินหน้าเจรจาการค้า ได้อย่างมีข้อมูลรอบด้าน และทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง” ดร.พจน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยมองว่า แม้ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการยกระดับบทบาท ในฐานะฐานการผลิตทางเลือก และศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค หากสามารถเสริมความชัดเจน ด้านกติกาการค้า และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจได้
“โลกการค้าอยู่ในช่วงปรับสมดุล ไทยควรใช้จังหวะนี้ในการยกระดับเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ และเดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอน ให้เป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว” ดร.พจน์กล่าว
ที่มาของข้อมูล: https://www.thaichamber.org
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/export-tax/
