ปลูกถ่าย Stem Cell เพิ่มความหวังผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือด แพทย์ชี้รักษายุคใหม่ต้องดูเฉพาะราย
ปลูกถ่าย Stem Cell ทางเลือกการรักษาผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือด

ปลูกถ่าย Stem Cell กำลังเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของการรักษามะเร็งระบบเลือด โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางกลุ่มที่โรคกลับมาเป็นซ้ำ หรือมีความเสี่ยงสูงต่อการกลับมาเป็นซ้ำ หลังการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการควบคุมโรคในระยะยาว

ผศ. นพ.อุดมศักดิ์ บุญวรเศรษฐ์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา เฉพาะทางด้านโรคเลือดและการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค ระบุว่า การรักษามะเร็งระบบเลือดในปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้น แพทย์สามารถประเมินชนิดของโรค ระยะของโรค ความเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำ และสภาพร่างกายของผู้ป่วย เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละราย

แนวทางรักษาที่ใช้ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงยาเคมีบำบัด แต่ยังรวมถึงการปลูกถ่าย Stem Cell ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือด โดยเฉพาะกลุ่มที่โรคกลับมาเป็นซ้ำ หรือมีความเสี่ยงสูงตั้งแต่แรก

แพทย์อธิบายการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์สำหรับมะเร็งระบบเลือด

ปลูกถ่าย Stem Cell เครื่องมือรักษามะเร็งในระบบเลือด

ผศ. นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจำนวนมากยังตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดได้ดี แต่มีผู้ป่วยบางกลุ่มที่ต้องพิจารณาแนวทางเพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหลังการรักษา แต่ยังตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด

“มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีผู้ป่วยอยู่ 2 กลุ่มหลักที่ได้ประโยชน์จากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ กลุ่มแรกคือผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหลังรักษา แต่ยังตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดอยู่ หากให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ โอกาสควบคุมโรคระยะยาวจะสูงขึ้นมาก” ผศ. นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว

อีกกลุ่มคือผู้ป่วยที่โรคสงบแล้ว แต่แพทย์ประเมินว่ามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง หรืออยู่ในระยะลุกลาม แพทย์อาจพิจารณาปลูกถ่ายสเต็มเซลล์หลังควบคุมโรคได้ เพื่อเพิ่มโอกาสควบคุมโรคในระยะยาว

หลักการของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ คือการใช้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง จากนั้นนำสเต็มเซลล์กลับเข้าสู่ร่างกาย เพื่อช่วยให้ไขกระดูกและระบบเลือดกลับมาสร้างเม็ดเลือดได้อีกครั้ง

ปัจจุบันการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ การใช้สเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเอง และการใช้สเต็มเซลล์จากผู้บริจาค โดยผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองส่วนใหญ่มักใช้สเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเอง ส่วนมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งโรคอยู่ในไขกระดูกโดยตรง มักต้องพิจารณาสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ดี

เก็บสเต็มเซลล์ผ่านกระแสเลือด ลดภาระจากการเจาะไขกระดูก

การปลูกถ่ายไขกระดูกในอดีตมักทำโดยการเจาะเก็บเซลล์จากกระดูกเชิงกราน แต่ปัจจุบันสามารถเก็บสเต็มเซลล์ผ่านกระแสเลือดได้ ใช้เวลาไม่นาน และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับวิธีเดิม

ก่อนเก็บสเต็มเซลล์ แพทย์จะให้ยา G-CSF หรือ Granulocyte-Colony Stimulating Factor เพื่อกระตุ้นให้สเต็มเซลล์ออกจากไขกระดูกเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นจึงใช้เครื่องมือเฉพาะทางแยกเก็บสเต็มเซลล์ไว้ เพื่อนำกลับมาใช้หลังการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดขนาดสูง

ผศ. นพ.อุดมศักดิ์ ระบุว่า ก่อนปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ทีมแพทย์ต้องประเมินความพร้อมของร่างกายอย่างละเอียด ทั้งหัวใจ ปอด ตับ ไต รวมถึงโรคประจำตัวต่าง ๆ เพราะผู้ป่วยแต่ละรายมีข้อจำกัดทางสุขภาพไม่เหมือนกัน

“ผู้ป่วยที่มีโรคอย่างเบาหวาน ความดัน หรือไขมันในเลือดสูง ยังสามารถปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้ หากควบคุมโรคได้ดี” ผศ. นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว

100 วันแรกหลังปลูกถ่ายเป็นช่วงเฝ้าระวังสำคัญ

หลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ผู้ป่วยจะเข้าสู่ช่วงที่ร่างกายกำลังสร้างระบบเม็ดเลือดและภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะช่วง 100 วันแรก ซึ่งต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

“ช่วง 10–14 วันแรก ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะต่ำมาก จึงจำเป็นต้องพักในห้องระบบแรงดันบวกที่ควบคุมคุณภาพอากาศอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่ถึงแม้จะอยู่ในห้องปลอดเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันเบา ๆ ได้ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ใช้คอมพิวเตอร์ หรือทำงานบางอย่างได้ตามปกติ หากร่างกายไม่อ่อนเพลียมาก” ผศ. นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว

หลังแพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน ผู้ป่วยยังต้องระวังการติดเชื้ออีกระยะหนึ่ง แม้เม็ดเลือดจะกลับมาปกติแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันยังทำงานได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก

สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับสเต็มเซลล์จากผู้บริจาค หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังคือ GVHD หรือ Graft-versus-Host Disease ซึ่งเกิดจากเซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่มองร่างกายผู้ป่วยเป็นสิ่งแปลกปลอมและเข้าไปโจมตีร่างกาย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมียาป้องกัน ยากดภูมิคุ้มกัน และการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ช่วยลดความรุนแรงของภาวะนี้ได้มากขึ้น

ผศ. นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่จะค่อย ๆ ปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับร่างกายของผู้ป่วยได้ ทำให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดหรือหยุดยากดภูมิได้ในระยะยาว

CAR-T Cell และภูมิคุ้มกันบำบัดเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือด

นอกจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีการรักษากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัดเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น CAR-T Cell Therapy และ Bispecific T-cell Engagers หรือ BiTEs

CAR-T Cell คือการนำเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยออกมาปรับแต่งทางพันธุกรรม เพื่อให้สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งได้แม่นยำมากขึ้น ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง ส่วน BiTEs เป็นยาแอนติบอดีที่ช่วยเชื่อมเซลล์ภูมิคุ้มกันให้เข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผศ. นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือดมีทางเลือกในการรักษามากขึ้น แพทย์สามารถออกแบบแนวทางให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ไม่เพียงเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งกลับไปใช้ชีวิต ทำงาน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ใกล้เคียงปกติ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือดควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อประเมินชนิดของโรค ระยะของโรค ความเสี่ยง สภาพร่างกาย และทางเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับตนเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม : ความรู้เรื่องสุขภาพ รพ.เมดพาร์ค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : MedPark เตือนตรวจ Sleep Test 

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X