ตลาดส่งออก อาหารสัตว์เลี้ยง โตชะลอตัว มูลค่า  9.3 หมื่นล้านบาท
pexels-bill-emrich-64742-230785

ตลาดส่งออก อาหารสัตว์เลี้ยง โตชะลอตัว มูลค่า  9.3 หมื่นล้านบาท

“ttb analytics” ประเมินมูลค่าส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทยปี 2569 ขยายตัวแตะ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 93,000 ล้านบาท แม้เริ่มชะลอตัวจากปีก่อน กดดันจากตลาดสหรัฐอเมริกา แต่ยังเติบโตได้ดีทั้งในยุโรปและเอเชียที่ฟื้นตัว รวมถึงกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมที่ไทยยังมีศักยภาพส่งออกโดดเด่น

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ “ttb analytics” คาดการณ์มูลค่าส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ 5-6% ด้วยมูลค่าส่งออกราว 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า93,000 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยกดดันจากฐานสูง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดใหญ่มีการเร่งนำเข้าในปีก่อน

แต่ยังได้แรงหนุนจากทั้งตลาดยุโรป ที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดเอเชีย ที่คาดว่าจะรีบาวด์กลับมา หลังจากหดตัวลงเมื่อปีก่อน ประกอบกับจุดแข็งของไทย ในการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม ยังมีความต้องการในตลาดโลกสูง

จากเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยง เสมือนสมาชิกในครอบครัว ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงตระหนัก และให้ความสำคัญกับโภชนาการอาหารของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ปัจจัยบวกเหล่านี้ เป็นแรงส่งสำคัญ ให้ตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ยังสามารถรักษาโมเมนตัม การเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

ตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนผ่านอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงระดับ 2 Digit ที่ 13.1% โดยแรงขับเคลื่อนหลัก มาจากพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ เสมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ส่งผลให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงยอมทุ่มเวลา และเม็ดเงินเพื่อให้สัตว์เลี้ยงของตน มีสุขภาพแข็งแรงในทุกช่วงวัยผ่านอาหารการกิน โดยที่เจ้าของยินดีจ่าย และให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ โภชนาการที่เหมาะสม

รวมถึงอาหารพรีเมียมเกรดราคาสูง เช่น อาหารเปียก อาหารที่ไม่ผ่านความร้อน หรืออาหารรูปแบบ Holistic หนุนให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมขยายตัวต่อเนื่อง

ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกโต 7.4%

สอดคล้องกับรายงานของ Statistics MRC (Market Research Reports® Inc.) ผู้ให้บริการข้อมูลวิจัยตลาดชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ได้รายงานแนวโน้มตลาดอาหารสัตว์พรีเมียมโลก จะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 7.4% ต่อเนื่องยาวถึงปี 2575 ซึ่งมีมูลค่าตลาดราว 80.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกัน โครงสร้างการค้าโลกที่ประเทศผู้บริโภคจำนวนมาก ต้องพึ่งพาการนำเข้า เปิดโอกาสให้ประเทศผู้ผลิตอย่างไทย ที่มีห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบครบวงจร สามารถขยายบทบาท จนกลายมาเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก

อย่างไรก็ดี ในปี 2568 ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทยขยายตัว 8.1% จากปีก่อน บนมูลค่าส่งออกราว 2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 2 เท่าของมูลค่าส่งออกก่อนช่วงแพร่ระบาดของโควิด-19

แต่หากไม่นับรวมตลาดส่งออกหลักของไทย อย่างสหรัฐฯที่ได้ปัจจัยบวกจากการเร่งส่งออกในปี 2568 พบว่าตลาดขยายตัวเพียง 3.0% เท่านั้น สะท้อนสัญญาณชะลอตัวลง หลังผ่านช่วงเร่งเติบโตจากปีก่อน ทั้งจากปัจจัยฐานสูงและสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่ท้าทายมากขึ้น

ดังนั้นปี 2569 ทาง “ttb analytics” มองว่าภาพรวมส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทย เติบโตในลักษณะที่ชะลอตัวจากปีก่อน 5-6% ด้วยมูลค่าส่งออกแตะ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะได้รับแรงส่งของกระแสการเลี้ยงสัตว์ เสมือนสมาชิกในครอบครัว และความต้องการสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียม ในตลาดโลกที่ยังเพิ่มขึ้น

แต่ยังมีความกังวลท่ามกลางความไม่แน่นอนในบางตลาดหลัก ซึ่งเมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงหลักของไทย สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

1.ตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าส่งออกรวมกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 35.6% ของมูลค่าส่งออกรวมในปี 2568 หรือขยายตัวได้ 18.6% แรงหนุนหลักมาจากการเร่งส่งออกสินค้าก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะถูกบังคับใช้ช่วงปลายปี

คาดปี 2569 กลับมาเติบโตเพียง 4-5% กดดันจากผลกระทบของภาษี Reciprocal Tariffs เต็มปี แม้ช่วงแรกอาจยังรักษาการเติบโตได้จากแต้มต่อด้านราคาและความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงในตลาดสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง แต่ภาระภาษีที่สูงย่อมทำให้ราคาปรับสูงขึ้น ส่งผลให้คำสั่งซื้อใหม่ๆ อาจชะลอตัวลง

นอกจากนี้ผู้แข่งขันรายอื่นในตลาด อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งมากขึ้น เช่น ผู้ผลิตในประเทศเองที่ ได้เปรียบเรื่องไม่มีภาษีนำเข้า หรือเม็กซิโกที่ได้เปรียบเรื่องระยะทางขนส่ง

2.ตลาดเอเชีย จากเดิมเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งของมูลค่าส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยกำลังซื้อและจำนวนสัตว์เลี้ยง ในบางประเทศของภูมิภาคนี้ยังอยู่ในโซนต่ำ ทำให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยง เติบโตต่ำกว่าภูมิภาคอื่น

ส่งผลให้ในปี 2568 เหลือส่วนแบ่งตลาดกลุ่มนี้อยู่ราว 37% ด้วยมูลค่าส่งออก 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือหดตัวจากปีก่อน 0.9%  กดดันโดยเฉพาะจากกลุ่มอาเซียนอย่าง ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่หดตัว 0.7%, -2.0% และ -14.9% ตามลำดับ

ในขณะที่ตลาดส่งออกเบอร์ 2 ของไทยอย่าง ญี่ปุ่น ยังทรงตัวต่ำอยู่ที่ 2.9% คาดปี 2569 ตลาดเอเชียกลับมาขยายตัวในทิศทางบวกอีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้น 4-5% หลังผ่านช่วงหดตัวจากปีก่อน และข้อได้เปรียบด้านระยะขนส่ง เมื่อเทียบกับผู้ส่งออกหลักรายใหญ่อื่นอย่าง เยอรมัน และสหรัฐฯ

3.ตลาดยุโรป เป็นภูมิภาคที่ไทยกำลังรุกขยายส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น โดยปี 2568 ไทยมีสัดส่วนส่งออกไปยุโรปเพียง 17% แต่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจากปีก่อน 11.4% และคาดยังรักษาการเติบโต ได้อย่างต่อเนื่องในปี 2569 เฉลี่ย 9-10%

ปัจจัยหนุนมาจากกำลังซื้อที่สูง แนวโน้มความนิยมเลี้ยงสัตว์และความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมในยุโรปยังคงเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น อิตาลี เยอรมนี สหราชอาณาจักร และเบลเยียม ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย สะท้อนผ่านปี 2568 ที่ผ่านมาเติบโตได้ดีต่อเนื่องที่ 6.0%, 16.8%, 16.8% และ 17.9% ตามลำดับ

รวมถึงตลาดในภูมิภาคนี้ มีจำนวนสัตว์เลี้ยงสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรที่มีจำนวนสุนัขมากสุดในยุโรปถึง 12 ล้านตัว จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่น่าสนใจสำหรับขยายตลาดในภูมิภาคยุโรป

นอกจากแรงหนุนของตลาดยุโรปและการฟื้นตัวของตลาดเอเชียแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ไทยยังรักษาโมเมนตัมในการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง คือ ศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้ากลุ่มพรีเมียม และอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก (Wet Pet Food) ที่มีส่วนผสมเนื้อสัตว์หรือปลาคุณภาพสูง ซึ่งเป็น Segment ที่มีมาร์จินสูงและเจาะตลาดกลุ่ม Niche Market ได้ดี

สะท้อนผ่านราคาส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ที่สูงกว่าคู่แข่งเฉลี่ยถึง 24% จากจุดแข็งของไทย ที่มีห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบครบวงจร และความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปโปรตีน จากผลผลิตพลอยได้จากอุตสาหกรรมอาหาร เช่น เนื้อไก่ เศษเนื้อปลา แป้ง และธัญพืชต่าง ๆ

ทำให้ไทยมีวัตถุดิบโปรตีนคุณภาพสูง ในราคาที่แข่งขันได้ในตลาดพรีเมียม รวมถึงระบบมาตรฐานความปลอดภัยอาหารระดับสากลอย่าง GMP, HACCP และอื่น ๆ ส่งผลให้สินค้าไทย ได้รับการยอมรับในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน กระแสการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว หนุนความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูง และอาหารสูตรเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไทยยังคงรักษาบทบาท ผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม รายสำคัญของโลกได้

ตลาดยุโรปศักยภาพสูง

กล่าวโดยสรุป แนวโน้มภาพรวมของตลาดส่งออกอาหารสัตว์ของไทยปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง บนมูลค่าส่งออกราว 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 5-6% แม้จะชะลอตัวลงจากปีก่อน จากปัจจัยฐานสูงและแรงกดดันในบางภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ

แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดยุโรปยังมีศักยภาพสูง และเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงตลาดเอเชียที่คาดว่าจะรีบาวด์กลับมา หลังจากหดตัวเมื่อปีก่อน ประกอบกับจุดแข็งของไทย ที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออก อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมและอาหารเปียกคุณภาพสูง ในราคาที่แข่งขันได้

จากห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบในประเทศที่แข็งแกร่ง ได้เปรียบคู่แข่ง รวมไปถึงแรงหนุนจากเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงตระหนักและให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหารสัตว์เลี้ยงที่ดี

ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหนุนเหล่านี้เป็นแรงส่งสำคัญให้ตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าแนวโน้มโดยรวมยังเป็นบวก แต่ในปี 2569 นี้ยังมีความเสี่ยงและความท้าทายหลายด้าน ที่ต้องติดตาม เช่น ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของตลาดส่งออกหลัก การแข่งขันจากประเทศคู่แข่งอื่น กฎระเบียบและมาตรการกีดกันการค้า

รวมถึงแนวโน้มผู้บริโภค และนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ไทยควรเน้นบริหารความเสี่ยง กระจายตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ามากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเริ่มเห็นผู้ประกอบการบางราย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาหารสัตว์เลี้ยงที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพเฉพาะด้านมากขึ้น ผ่านเทรนด์ Longevity ซึ่งจะช่วยเพิ่ม Value Added ให้กับสินค้า กลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ผลิตมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน ในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงโลก ที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ต่อไป

ที่มาของข้อมูล: https://www.ttbbank.com/th/analytics

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/export-25122025/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X