
อรวรรณ หอยจันทร์
คนไทยซื้อแบรนด์เนมฉ่ำ สินเชื่อ “Brandname Money” โตเท่าตัว ธุรกิจสินเชื่อ ซื้อ-ขายสินค้าแบรนด์เนมโตเกินคาด “Brandname Money” เผยทำกำไรได้หลังเปิดตัวเพียง 6 เดือน ก้าวสู่ปีที่ 2 เติบโตก้าวกระโดดกว่าเท่าตัว ล่าสุดเตรียมแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์
เศรษฐกิจชะลอคนระมัดระวังการใช้จ่าย ทำเงินสะพัดลดลง รัฐบาลจึงทำโครงการไทยช่วยไทย 60/40 ออกมากระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย นั่นคือภาพรวมที่เรารับรู้จากการนำเสนอข่าว ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริงเรื่องเศรษฐกิจไทย ไม่ได้มีแค่ภาพชะลอตัว แต่ยังมีพฤติกรรมการใช้จ่ายสินค้าราคาแพง สินค้าแบรนด์เนมที่ยังคงเติบโตสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา

หากมองจากมุมนี้เศรษฐกิจก็ไม่แย่ แล้วเงินไปอยู่ที่ไหนกัน? คำตอบที่สะท้อนภาพได้ชัดคือ.. เงินเปลี่ยน Destination ปลายทางไปตามโครงสร้างเศรษฐใหม่!! ซึ่งแตกต่างจากเดิมมาก
ในอดีตเงินมักไหลเข้าในช่องทาง Traditional ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายแบบดั้งเดิม ร้านค้าต่างๆ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าต่าง ๆ ในช่องทาง Physical Channel ไม่ใช่ Virtual Store อย่างแม่ค้าออนไลน์ และ E-Market Place เหมือนปัจจุบัน
ธุรกิจออนไลน์บายพาสเส้นทางเงิน
ทุกวันนี้เงินไหลไปช่องทางออนไลน์ เศรษฐีใหม่จากธุรกิจออนไลน์ มีให้เห็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เซเลบริตี้ คนดัง ดารา ศิลปิน ใครๆ ก็ออกมาไลฟ์ขายของ หลายคนทำยอดขาย หาเงินหลายร้อยล้านบาทได้ภายในเวลาไม่กี่วัน นี่คือกลุ่มกำลังซื้อใหม่ คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูปเบอร์ และอีกหลายธุรกิจยุค AI
ในเมื่อเงินมันไหลไปอยู่ปลายทางใหม่ เช่น ตลาดออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ และด้วยเทคโนโลยี AI คนทำงานเริ่มได้ผลกระทบการเลิกจ้าง เพราะความก้าวล้ำของ AI เข้ามาเปลี่ยนระบบการทำงาน และทำงานแทนคนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทดแทนได้แทบทุกธุรกิจแถมราคายังถูกกว่า ไม่จำกัดเวลาทำงานได้ 24 ชม. ไม่ต้องพัก ไม่ต้องมีสวัสดิการ ไม่ต้องมีเงินเดือน ลงทุนครั้งเดียวใช้ยาว ๆ ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ พนักงานประจำจึงถูกเลิกจ้างจำนวนไม่น้อย ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า หลายบริษัทเมื่อพนักงานลาออกจะไม่รับคนเข้ามาแทนที่ (บางตำแหน่งงาน) และให้คนที่ยังอยู่ทำงานแทนด้วยเครื่องมือจาก AI หรือเทคโนโลยีอื่นที่ทดแทนได้

ดังนั้นอดีตพนักงานประจำหลายคน จึงต้องหันไปทำธุรกิจเล็กๆ ร้านค้ารายย่อย รับงานแบบฟรีแลนซ์ เป็นธุรกิจรายเล็กที่ค่อยเติบโตแบบเงียบ ๆ ด้วยสินค้า-บริการที่เข้าถึงง่ายกว่า ราคาและการให้บริการดีไม่แพ้บริษัทใหญ่ เมื่อเทียบกับการจ้างบริษัททำงานให้แบบเดิม ที่อาจจะแพงและยุ่งยากกว่า เงินที่เคยไหลเข้าบริษัทก็เปลี่ยนไปเข้ากระเป๋ารายย่อยแทน รายย่อยระดับไมโครบิสิเนส ได้ก่อกำเนิด Micro-Economy เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
2-3 ปัจจัยเหล่านี้คือช่องทางของการเงินที่เปลี่ยนไป แต่เป็นช่องทางที่วัดผลได้ไม่ชัด ต่างกับบริษัทที่วัดตัวเลขรายได้จากผลประกอบการ ซึ่งแน่นอนว่าหลายบริษัทรายได้ลดลง ประกอบกับคนตกงาน ภาระหนี้สูงขึ้นจึงเป็นที่มาของคำว่า “เศรษฐกิจชะลอตัว” แต่ทว่าเป็นการชะลอตัว ที่ดูย้อนแย้งกับการบริโภค และสิ่งที่บริษัทผู้ให้บริการเกี่ยวกับธุรกิจแบรนด์เนม ที่สัมผัสมาโดยตรง
แบรนด์เนมโตไม่หยุดซื้อขายพุ่ง
“เศรษฐกิจไม่ดีจริงหรือ ในเมื่อเงินหดหายไปจากระบบ แล้วทำไมยอดจองรถใหม่ยังเพิ่มขึ้นมาก ยอดคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศยังโตต่อเนื่อง และยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าราคาแพง โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม ทำไมจึงเติบโต และสุดท้ายทำไมเหล่าแบรนด์เนมระดับโลก ยังทยอยเข้ามาเปิดช็อปใหญ่ในไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ห้างขนาดใหญ่ในไทย ก็ยังคงเปิดตัวเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
ช็อปแบรนด์เนมดังผุดเพิ่มไม่หยุด เช่นเดียวกับร้านแบรนด์เนมมือสอง ที่ตบเท้ากันมาเปิดสาขาในไทย รับซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าแบรนด์เนมมือสองกันอย่างคึกคัก ยอดขายสินค้าแบรนด์เนม ทั้งมือใหม่และมือสองยังคงดีต่อเนื่อง
มูลค่าตลาดสินค้าแบรนด์เนมในไทยสูงถึง 2 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นตลาดแบรนด์เนมมือสองที่ 40,000 ล้านบาท เป็นอีกปัจจัยที่สอดคล้องกับมุมมองที่ว่า.. เงินไหลไปในช่องทางใหม่ ทั้งเศรษฐีใหม่ เศรษฐีเก่า ยังคงจับจ่ายใช้สอยในตลาดลักชัวรี่ สินค้าราคาแพงอย่าง บ้านหรู รถยนต์เทคโนโลยีใหม่ และสินค้าแบรนด์เนม จึงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนสวนทางภาพรวมเศรษฐกิจ แต่ที่จริงแล้วเศรษฐกิจใหม่เติบโตมาก
“เศรษฐกิจวันนี้ใครบอกว่าไม่ดี แต่ของยังเราดี หากเศรษฐกิจดีเราจะยิ่งดีมากกว่านี้” ปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้ก่อตั้ง บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้ให้บริการสินเชื่อ และขายฝากสินค้าแบรนด์เนม แห่งเดียวในประเทศไทย และแห่งแรกของโลก กล่าวอย่างน่าสนใจ

Brandname Money เป็นธุรกิจน้องใหม่ ที่เพิ่งดำเนินการมาได้ 2 ปี ในดือนมิถุนายนนี้ ผู้ก่อตั้งบริษัทสินเชื่อแบรนด์เนมแห่งเดียวในไทย เล่าว่าเขาเปิดธุรกิจนี้ในเดือนมิถุนายน 2567 เป็นความตั้งใจที่ฝังใจมาจากประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งเขาอยู่ในแวดลวงสินค้าแบรนด์เนมมานาน และมองว่าทำไมสินค้าแบรนด์เนมที่มีราคาตั้งแต่หลักหมื่น หลักแสน หลักล้าน และหลักหลายสิบล้าน จึงไม่มีสินเชื่อให้ซื้อเป็นเงินผ่อน เหมือนสินค้าราคาแพงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโดฯ และ รถยนต์ ทั้งที่สินค้าแบรนด์เนมหลายรายการแพงกว่าด้วยซ้ำ
นั่นคือแรงบันดาลใจให้ปพน ตัดสินใจก่อตั้งบริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัดขึ้นมา ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567 แน่นอนว่าการก่อตั้งกิจการใหม่ย่ อมต้องประสบภาวะขาดทุน แต่ปพน บอกว่า Brandname Money ขาดทุนประมาณ 1 ล้านบาทในการดำเนินงาน 6 เดือนแรก หลังจากนั้นบริษัทเริ่มมีกำไรและมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก กำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2568 และมีกำไรกว่า 8 ล้านบาท (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
สบช่องว่างตลาดธุรกิจโตเท่าตัว
เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มอบประสบการณ์ที่ปลอดภัยอย่างไร้รอยต่อ และสามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ทำให้ 2 ปีที่ Brandname Money ดำเนินธุรกิจมา พบว่าธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง สวนกระแสทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยในปี 2569 นี้ บริษัทตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อแบรนด์เนม เพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านบาท ขยายตัวจากสิ้นปี 2568 เท่าตัว หรือเติบโต 100% จากมูลค่าพอร์ตสินเชื่อ 200 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
ขณะที่หนี้เสีย หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงเป็น 0% เนื่องจากบริษัทมีการพัฒนาการบริหารจัดการความเสี่ยง Risk Management อยู่เสมอ โดยเฉพาะกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ ที่ใช้ระบบอนุมัติสินเชื่อเฉพาะตัว และเพียง 5 เดือนแรกของปีนี้ (2569) สินเชื่อเช่าซื้อสินค้าลักชัวร์รี่มือหนึ่ง เติบโตก้าวกระโดดมากกว่าปี 2568 ถึงหนึ่งเท่าตัว
เพื่อขยายบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น ล่าสุดบริษัทได้เปิดบริการ Personal Assistant (PA) เลขาส่วนตัว ดูแลจ่ายเงินให้ลูกค้าถึงเคาน์เตอร์ช็อปแบรนด์เนม ขณะเดียวกันก็เดินหน้าเจรจา strategy partner เข้ามาร่วมทุน หลังจากมีผู้สนใจเสนอตัวหลายราย แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป
ปัจจุบัน Brandname Money มีร้านแบรนด์เนมมือสอง เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ ส่งลูกค้ามาใช้บริการสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 70 ร้านค้าทั่วประเทศ พร้อมเปิดรับเอเจนต์แนะนำลูกค้าต่อเนื่อง และดินหน้าแผนระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำ ในธุรกิจสินเชื่อเพื่อคนรักแบรนด์เนมให้ “ครบวงจร”

ธุรกิจของ Brandname Money มี 3 รูปแบบ ดังนี้
1.สินเชื่อเช่าซื้อ ที่สามารถ “ผ่อนไป-ใช้ไป
2.สินเชื่อ “ผ่อนจบ-รับของ” รับสินค้าเมื่อผ่อนครบ
3.บริการขายฝาก ในรูปแบบการรับจำนำ อัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนด
ทั้ง 3 รูปแบบการปล่อยสินเชื่อ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า บริการสินเชื่อเช่าแบรนด์เนมทั้งแบบ “ผ่อนไป-ใช้ไป และสินเชื่อ “ผ่อนจบ-รับของ” มีความต้องการเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะการซื้อสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่งในช็อป รวมทั้งสินค้าในตลาดรีเซล (ซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมมือสอง)
ทำให้ยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อของบริษัท เพียง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่ากว่า 53 ล้านบาท สูงกว่าสินเชื่อเช่าซื้อทั้งปี 2568 ที่มีมูลค่ารวม 25.5ล้านบาท ถือว่าเติบโตอย่างโดดเด่นมาก ขณะที่สินเชื่อขายฝากหรือรับจำนำยังคงเติบโตตามปกติ
ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้บริษัทตัดสินใจ เปิดบริการ Personal Assistant (PA) เพื่อให้บริการลูกค้าเป็นพิเศษ ทั้งบริการให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา และดำเนินการด้านสินเชื่อ โดยเจ้าหน้าที่จะเดินทางไปชำระเงิน และให้บริการถึง Shop หรือร้านค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนม โดยทำหน้าที่เสมือนเลขาส่วนตัว
“แม้เศรษฐกิจในภาพรวมจะยังไม่ดีมากนัก แต่ความต้องการใช้สินค้าแบรนด์เนมยังคงมีอยู่ ทั้งเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ บุคคลิกภาพ สร้างความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ รวมทั้งซื้อเพื่อเป็นของขวัญของรางวัลให้กับตัวเองและคนที่รัก”
ปพน อธิบายว่า เนื่องจากสินค้าแบรนด์เนมมีราคาสูง ลูกค้าอาจไม่ต้องการใช้เงินสดจ่ายค่าสินค้าทั้งหมด จึงมาใช้บริการสินเชื่อกับ Brandname Money เพราะวางเงินดาวน์เพียง 30-50% ก็สามารถซื้อสินค้าแบรนด์เนมในช็อปได้แล้ว โดยยังมีเงินสดไว้ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น

จบปัญหาผ่อนเครดิตดอกเบี้ยแพง
นอกจากนี้ สินค้าลักชัวรี่ มีลักษณะเฉพาะตัวที่ผู้ซื้อต้องรอคิวจากทางแบรนด์ หรือทาง Shop บางครั้งโอกาสซื้ออาจเข้ามา ในขณะที่ผู้ซื้อไม่มีสภาพคล่องเพียงพอ ส่วนบัตรเครดิตก็มีข้อจำกัดด้านวงเงิน และดอกเบี้ยที่แพงกว่ามาก จึงมาใช้บริการสินเชื่อจาก Brandname Money ที่เป็นทางเลือกใหม่ปลอดภัย และดอกเบี้ยไม่แพง
“ปัจจุบัน Brandname Money เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เรามีระบบการทำธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือ มีตัวตน มีความมั่นคง ที่สำคัญเราทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการคิดอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด” ปพน ย้ำว่านี่คือสิ่งสำคัญทำให้คนที่ต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนมลักชัวร์รี่ ทั้งมือหนึ่งมือสอง นึกถึงการใช้บริการสินเชื่อกับบริษัท
นอกจากนี้ยังรวมไปถึง ผู้ที่ต้องการใช้เงินสดหรือสภาพคล่องทางการเงิน ก็สามารถนำสินค้าแบรนด์เนม เครื่องประดับแบรนด์ลักชัวร์รี่ มาขายฝากหรือจำนำกับ Brandname Money ได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม
ปัจจุบันมีร้านแบรนด์เนมมือสอง เข้ามาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ ส่งลูกค้าเข้ามาใช้บริการสินเชื่อ กับ Brandname Money เพิ่มขึ้นจาก 40 ร้านค้า เป็น 70 ร้านค้า ทำให้บริษัทมีโอกาสในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และยังคงเปิดรับร้านค้าพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง

รับ Agent ฟรีแลนซ์คนรักแบรนด์เนม
ล่าสุด Brandname Money ได้เปิด โครงการ Agent “เปลี่ยนความชอบให้เป็นรายได้” สำหรับผู้ที่รักสินค้าแบรนด์เนม และอยู่ในวงการสินค้าแบรนด์เนมที่ต้องการมีรายได้เสริม เพียงแนะนำลูกค้ามาขอสินเชื่อกับ Brandname Money ทางบริษัทมีค่าตอบแทนให้ เพียงแต่เข้ามาสมัครลงทะเบียนร่วมเป็น Agent กับ Brandname Money
ส่วนความคืบหน้าในการหาพันธมิตรเข้ามาร่วมทุน ปพนกล่าวว่า ยังคงมีนักลงทุนและบริษัททั้งในและนอกตลาดหุ้น สนใจเข้ามาเจรจาเพื่อเข้าร่วมทุนกับ Brandname Money แต่ทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ยังไม่ได้ตกลงกับรายใดรายหนึ่ง และบริษัทยังคงต้องการพันธมิตร เข้ามาช่วยส่งเสริมหรือต่อยอด เพื่อช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ มากกว่าเพียงแค่การใส่เงินเข้ามาร่วมลงทุน
“เราต้องการพันธมิตรเข้ามาร่วมทุน เพื่อขยายพอร์ตสินเชื่อ ก่อนนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเรายังคงเดินหน้าแผนนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทมหาชน เพราะธุรกิจสินเชื่อต้องการเงินทุนมาขยายพอร์ต เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้” ปพน ย้ำ
ก่อนจะกล่าวปิดท้ายว่า บริษัทมีกระบวนการทำงานในรูปแบบสถาบันการเงิน มีความเป็นมืออาชีพ โปร่งใส และมี Ecosystem ของธุรกิจ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การรับสินค้าเข้ามาตรวจสอบ และมีการประเมินราคาที่แม่นยำ
ส่วนกลางน้ำ บริษัทมีระบบบริหารความเสี่ยง การปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ และขายฝากสินค้าแบรนด์เนม โดยมีกระบวนการคัดกรองลูกค้าที่มีศักยภาพ มีรายได้มั่นคง กำหนดวงเงินดาวน์ที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้ามีความต้องการเป็นเจ้าของจริง
ส่วนปลายน้ำหากลูกค้าคืนของหรือค้างชำระ มูลค่าของที่กลับมาต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนี้ที่เหลืออยู่ รวมทั้ง สินค้าที่หลุดจากการขายฝาก บริษัทก็มีตลาดรองที่สามารถนำมาขายได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

X Info….
ธุรกิจแบรนด์เนมไทย 2 แสนล้านอันดับ 1 อาเซียน
ตลาดแบรนด์เนมในไทยมีมูลค่ารวมสูงถึงประมาณ 200,000 ล้านบาท โดยตลาดการซื้อขายระดับประเทศนี้ครองแชมป์อันดับ 1 ของอาเซียน มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
โครงสร้างตลาด (มือหนึ่ง vs. มือสอง)
สินค้ามือหนึ่ง: เป็นสัดส่วนหลักของตลาด ถือเป็นหมุดหมายที่แบรนด์ระดับโลก เข้ามาลงทุนตั้งสาขา โดยไทยติดอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่น
สินค้ามือสอง: เติบโตอย่างก้าวกระโดดยิ่งกว่าตลาดมือหนึ่ง ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 40,000 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากเศรษฐีใหม่ อินฟลูเอนเซอร์ และกลุ่มคนรุ่นใหม่
แบรนด์ยอดนิยมและอันดับ 1 ในใจ ที่ครองความนิยมสูงสุด และมีการซื้อขายคล่องที่สุดในตลาด ทั้งมือหนึ่งและมือสอง ได้แก่ Hermès, Chanel และ Louis Vuitton ซึ่งติดอันดับ Top of Mind ที่ลูกค้าชาวไทยไว้วางใจ
ทิศทางการเติบโต ตลาดแบรนด์เนมในไทยขยายตัวเฉลี่ย 6-7% ต่อปี และมีแนวโน้มกลายเป็นศูนย์กลาง (Hub) ตลาดแบรนด์เนมมือสองของอาเซียน โดยกลุ่มผู้ซื้อขยายฐานไปยังวัยทำงานตอนต้น
โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยมีความพร้อมสูงมาก มีศูนย์การค้าลักชัวรีระดับโลก (เช่น ไอคอนสยาม, เอ็มสเฟียร์, สยามพารากอน) และมีระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem) ครบวงจร ทั้งร้านรับซื้อ-ขาย (Resale Store), ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแท้-ปลอม (Authentication), รวมถึงบริการสินเชื่อ-ขายฝากแบรนด์เนม ที่เติบโตอย่างเป็นระบบ

คนรุ่นใหม่มองแบรนด์เนมคือลงทุน
มุมมองคนรุ่นใหม่และการลงทุน คนรุ่นใหม่ (Gen Y และ Gen Z) สนใจและเข้าถึงสินค้าแบรนด์เนมง่ายขึ้น โดย 50% มองว่าเป็นการลงทุน เพราะสินค้ามักปรับราคาขึ้นทุกปี (Price Increase) ทำให้สามารถขายต่อได้ราคาดี หรือเทียบเท่าราคาตลาดโลก
หากดูจากสถิติพฤติกรรมการซื้อสินค้าลักชัวรีของกลุ่ม Gen Z จะพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z (อายุ 14-29 ปี) พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนด้วยความฉลาด เลือกคอนเทนต์และสไตล์เฉพาะตัว มีสถิติที่สำคัญดังนี้
-ช้อปเน้นความคุ้มค่า ไม่ใช่แค่ถูก (Value over Price) ผลวิจัยของ Kantar (คันทาร์) พบว่า 40% ของ Gen Z มองหาความคุ้มค่าที่เหนือกว่าแค่ราคา พวกเขาศึกษา Liquidity (สภาพคล่อง) ของสินค้าแบรนด์เนมก่อนช้อป โดยคำนวณราคาขายต่อ (Resale Value) และการเก็บรักษามูลค่าไว้เสมอ
–Content-Driven Shopping การตัดสินใจถูกกระตุ้นโดยโซเชียลมีเดียเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่ม Trendsetter และ Content Creator บน TikTok และ Instagram พวกเขาชอบดูสินค้าผ่าน Live Streaming (37%) และมองหาความเรียล ความจริงใจ (Human & Real) ของผู้ขาย หากแบรนด์ทำโฆษณาที่พูดเกินจริง (AI-generated เกินไป) จะถูกปฏิเสธทันที
-ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ปัจจัยบวกของตลาดแบรนด์เนมมือสองมาจากการที่ Gen Z ชื่นชอบแนวคิด Circular Fashion (แฟชั่นหมุนเวียน) เพื่อลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้พวกเขาภูมิใจกับการใช้ของแบรนด์เนมมือสองมากกว่ารุ่นอื่น ๆ
–Mobile-First & Instant Gratification ขั้นตอนการซื้อต้องจบในสมาร์ทโฟน หากแพลตฟอร์มหรือระบบแชทตอบช้า ขั้นตอนชำระเงินยุ่งยาก หรือไม่มีทางเลือกการ ผ่อนชำระ (BNPL – Buy Now Pay Later) พวกเขาจะเปลี่ยนใจไปหาร้านอื่นทันทีในเสี้ยววินาที
อีโค่ซิสเต็มออนไลน์-ออฟไลน์ไทยพร้อม
แพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ “สินค้าแบรนด์เนม” ในไทยระบบนิเวศการซื้อขาย แบรนด์เนมออนไลน์ในไทยถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก เพื่อตอบโจทย์ความปลอดภัย และความสะดวกของผู้ซื้อ

1.แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน & มาร์เก็ตเพลสชั้นนำ
-ShobShop (ชอบช้อป) แพลตฟอร์มยอดนิยมที่มีระบบ “ฝากตรวจแท้-ปลอม” และบริการรับหิ้ว-ซื้อขายสินค้าแฟชั่นลักชัวรี รวมถึงมีบริการตัวกลาง (Escrow) ถือเงินไว้ให้ก่อนจนกว่าผู้ซื้อจะได้รับของ และยืนยันความถูกต้อง
-SASOM (สะสม) เน้นสินค้าสตรีทแวร์ลักชัวรี ของสะสม และสนีกเกอร์ระดับไฮเอนด์ (เช่น Supreme, Dior, Jordan) จุดเด่นคือสินค้าทุกชิ้นต้องส่งมาผ่านการ Authentication โดยผู้เชี่ยวชาญของแพลตฟอร์มก่อนส่งถึงมือผู้ซื้อ
-Lazada (LazMall Luxury) & Shopee (Premium) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ จับมือกับแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกโดยตรง (Official Stores) เพื่อให้ลูกค้าช้อปมือหนึ่งได้อย่างมั่นใจ 100% พร้อมโค้ดส่วนลดและโปรโมชั่นบัตรเครดิต
2.เว็บไซต์และผู้ให้บริการแบรนด์เนมครบวงจร (Multi-Channel Platforms)
ร้านค้าแบรนด์เนมรายใหญ่ปรับตัวสู่ระบบ Omni-channel ที่มีทั้งหน้าเว็บ แอปพลิเคชัน ไลฟ์สด และหน้าร้านใจกลางเมือง
-Moppet Brandname รายใหญ่ที่มีระบบการรับประกัน Authenticity คืนเงินเต็มจำนวนตลอดชีพ ซื้อขายผ่านออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ มีหมุนเวียนสินค้าในระบบกว่าหลายพันชิ้น
-RAGTAG Thailand แพลตฟอร์มสัญชาติญี่ปุ่น ที่เปิดตัวระบบจองคิวออนไลน์ เพื่อนำสินค้าแบรนด์เนมมาประเมินราคาขาย-รับซื้อทันที มีหน้าร้านและออนไลน์สโตร์รองรับที่ Central World และ One Bangkok
-2P BRANDNAME & Brandname Exchange แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เน้นการรับซื้อ-ขาย-เทรด-จำนำกระเป๋าแบรนด์เนม การันตีด้วยใบรับรองสถาบันแบรนด์เนมระดับประเทศ (SBA/TCF) มีการบริการผ่อนชำระผ่านออนไลน์ยาวสูงสุด 10 เดือน

3.แพลตฟอร์มลักชัวรีต่างประเทศ (ส่งตรงถึงไทย เคลียร์ภาษีแล้ว)
สำหรับกลุ่มผู้ซื้อที่มองหารุ่นหายาก หรือคอลเลกชันยุโรป
Net-A-Porter, Farfetch และ MatchesFashion เว็บช้อปปิงไฮเอนด์ระดับโลก ที่รองรับการจัดส่งในไทย แสดงราคาสุทธิที่ รวมภาษีนำเข้าเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องศุลกากรย้อนหลัง และส่งตรงถึงหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว
ที่มาของข้อมูล: https://brandnamemoney.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/klook-tourism-asia/
#BrandnameMoney #สินค้าแบรนด์เนม #สินเชื่อแบรนด์เนม #เช่าซื้อ #ขายฝาก #BangkokX
