
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เข้าหารือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อวางแนวทางรับมือ ความเสี่ยงพลังงานทั้งระบบ หลังภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานผันผวน ความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์โลก และแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การยืนยันว่า “น้ำมันเพียงพอ” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำให้ระบบพลังงานไทยมีเสถียรภาพ แข่งขันได้ และรองรับการลงทุนใหม่ในระยะยาว
การหารือครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ โดยพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหารสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม ส.อ.ท. เข้าพบเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอด้านพลังงานของประเทศ

ความเสี่ยงพลังงานทั้งระบบ โจทย์ใหญ่ธุรกิจไทย
พิมพ์ใจกล่าวว่า ส.อ.ท.ได้ชี้แจงวิสัยทัศน์และนโยบายการบริหารงานวาระปี 2569–2571 ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “5I” เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และสร้างการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว ประกอบด้วย Intelligent Industry, Innovation & Creative Industry, International Alliance & Network, Industrial Infrastructure Reform และ Inclusive & Sustainable Growth
ทั้งกระทรวงพลังงานและ ส.อ.ท.เห็นตรงกันว่า พลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับทุกมิติของการพัฒนา ตั้งแต่การลงทุน การผลิต การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัล ไปจนถึงการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero
สำหรับภาคอุตสาหกรรม ความเสี่ยงด้านพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำมันหรือค่าไฟฟ้าเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงความมั่นคงของแหล่งจัดหา ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาด ต้นทุนพลังงานที่ต้องแข่งขันได้ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หากระบบพลังงานไม่ชัดเจนหรือไม่พร้อมรองรับ อาจกระทบต่อทั้งต้นทุนการผลิต การส่งออก และการตัดสินใจลงทุนของอุตสาหกรรมใหม่
เอกนัฏย้ำพลังงานต้องสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
เอกนัฏกล่าวว่า พลังงานมีความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมอย่างแยกไม่ออก เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
กระทรวงพลังงานต้องการผลักดันงานด้านความมั่นคงทางพลังงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพราะ Energy Security เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และการเพิ่มมูลค่าให้ระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต
เอกนัฏระบุว่า การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จะพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมิติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ โดยการบริหารจัดการพลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการป้องกันภาวะขาดแคลนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนว่า ประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการพลังงานที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
ส.อ.ท.เสนอเปลี่ยนผ่านพลังงานแบบใช้ได้จริง
มงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม ส.อ.ท. กล่าวว่า พลังงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม แต่เป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความมั่นคงทางพลังงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
ภาคอุตสาหกรรมเห็นว่า ประเทศไทยควรมีแนวทาง “Pragmatic Energy Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงพลังงานในต้นทุนที่เหมาะสม และความยั่งยืนไปพร้อมกัน
ประเด็นที่มีการหารือ ได้แก่ การเปิดให้เอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA การส่งเสริมพลังงานชีวภาพและพลังงานสะอาด การพัฒนา Smart Grid ระบบกักเก็บพลังงาน และการเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารระบบพลังงานของประเทศ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถลด ความเสี่ยงพลังงานทั้งระบบ และรองรับการแข่งขันในอนาคต
โรงกลั่นย้ำน้ำมันเพียงพอ แต่ต้องลดเสี่ยงซัพพลาย
รุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. ระบุว่า ภาคโรงกลั่นได้ติดตามสถานการณ์การดำเนินงานและการบริหารสมดุลห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด ภายใต้ภาวะความผันผวนของอุปสงค์และตลาดพลังงานโลก
รุ่งนภายืนยันว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ และมีการวางแผนบริหารจัดการสำรองน้ำมันอย่างรอบด้าน โดยกลุ่มโรงกลั่นได้วางแผนจัดหาน้ำมันดิบเพื่อรองรับการผลิตล่วงหน้า พร้อมปรับกลยุทธ์กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง และเพิ่มความหลากหลายของแหล่งนำเข้า เพื่อลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก
กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน บริหารจัดการปริมาณสำรองน้ำมัน และดูแลความมั่นคงด้านพลังงานและเคมีภัณฑ์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมการหารือครั้งนี้สะท้อนว่า โจทย์ด้านพลังงานของภาคธุรกิจไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่าน้ำมันเพียงพอหรือไม่ แต่ขยับไปสู่การจัดการ ความเสี่ยงพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทุน ความมั่นคงของแหล่งจัดหา การเข้าถึงพลังงานสะอาด ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนในอนาคต
ข้อมูลเพิ่มเติม : สภาอุตสาหกรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :โรงกลั่นแจงความโปร่งใส
