เพจพรรคประชาธิปัตย์เผย “ดร.การดี” ผนึกฝ่ายค้าน จี้รัฐเลิกเกรงใจแพลตฟอร์มยักษ์ หลัง SME ไทยเจอค่าธรรมเนียมพุ่ง 40%
แพลตฟอร์มดิจิทัล กดดัน SME ไทย หลัง THECA เสนอรัฐคุมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม

แพลตฟอร์มดิจิทัล กลายเป็นแรงกดดันใหม่ของผู้ค้าออนไลน์ไทย หลังค่าธรรมเนียมการขายบนอีคอมเมิร์ซที่เคยอยู่ในระดับ 1-3% ขยับขึ้นเป็น 27-28% และบางกรณีสูงถึง 40% ทำให้ SME และผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากแบกรับต้นทุนไม่ไหว ขณะที่สินค้าต่างชาติราคาต่ำยังเข้ามาแข่งขันบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ สส.ฝ่ายค้าน ร่วมรับหนังสือจาก กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ THECA พร้อมเครือข่ายผู้ประกอบการ SME และผู้ค้าออนไลน์กว่า 7,000 ราย เพื่อเสนอให้รัฐเร่งกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

THECA ระบุว่า ผู้ค้าออนไลน์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างการค้าบนแพลตฟอร์มต่างชาติ ทั้งค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เงื่อนไขการเข้าร่วมแคมเปญ ส่วนลด ค่าจัดส่ง และค่าบริการอื่น ๆ ทำให้ต้นทุนจริงของผู้ประกอบการสูงกว่าที่เห็นในหน้าระบบขายสินค้า

ขณะเดียวกัน ผู้ค้าไทยยังต้องแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศที่ส่งตรงถึงผู้บริโภคไทยในราคาต่ำ โดยผู้ค้าบางส่วนไม่ได้จดทะเบียนธุรกิจหรือเสียภาษีในประเทศไทยอย่างถูกต้อง ส่งผลให้การแข่งขันระหว่าง SME ไทยกับผู้ค้าต่างชาติอยู่บนต้นทุนที่ไม่เท่ากัน

การดีระบุว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ประเด็นของฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นเรื่องความอยู่รอดของ SME และผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเสนอให้รัฐเร่งปิดช่องว่างด้านอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้การจัดการแพลตฟอร์มดิจิทัลเกิดผลจริง ไม่ใช่เพียงการขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์ม

แพลตฟอร์มดิจิทัลกับโจทย์คุมค่าธรรมเนียม SME ไทย

ต้นทุนของผู้ค้าออนไลน์ไม่ได้อยู่ที่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงค่าเข้าร่วมแคมเปญ ส่วนลด ค่าจัดส่ง และค่าโฆษณาเพื่อให้ร้านค้าถูกมองเห็นมากขึ้นในหน้าค้นหา เมื่อผู้ซื้อจำนวนมากอยู่บนแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ผู้ค้ารายย่อยจึงมีทางเลือกจำกัด หากไม่เข้าร่วมเงื่อนไขเหล่านี้ ก็อาจเสียโอกาสในการขายและแข่งขันได้ยากขึ้น

THECA ระบุว่า ค่าธรรมเนียมที่เคยอยู่ในระดับ 1-3% ได้เพิ่มขึ้นเป็น 27-28% และบางกรณีอาจสูงถึง 40% โดยมีการปรับขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ 5 เดือน ภาระดังกล่าวทำให้ผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันต่อได้ และบางส่วนต้องทยอยปิดกิจการ

แรงกดดันยังมาจากสินค้าต่างชาติที่ส่งตรงถึงผู้บริโภคไทยในราคาต่ำ โดยผู้ค้าบางส่วนไม่ได้จดทะเบียนธุรกิจหรือเสียภาษีในประเทศไทยอย่างถูกต้อง ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องแข่งขันในสนามที่มีต้นทุนไม่เท่ากัน

ปัญหาของ แพลตฟอร์มดิจิทัล จึงไม่ใช่แค่เรื่องค่าบริการแพงขึ้น แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างของตลาดออนไลน์ หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน SME ไทยอาจเสียเปรียบทั้งด้านราคา ข้อมูลลูกค้า และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

หวั่นไทยเสียเอกราชเศรษฐกิจและข้อมูล

การดี เลียวไพโรจน์ ระบุว่า หากมองปัญหานี้ในมุมโครงสร้าง ไทยกำลังเสี่ยงต่อการ “เสียเอกราช” ในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ SME ผู้ประกอบการรายย่อย และ Solo Entrepreneur รวมถึงประเด็นข้อมูลที่อยู่บนแพลตฟอร์มต่างชาติ

การดีระบุว่า สิ่งที่ต้องเร่งผลักดันทันทีคือการปิดช่องว่างด้านอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ควรมีบทบาทกำกับดูแลโดยตรง เช่น กรมการค้าภายใน และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. เพื่อให้เกิดการกำกับดูแลที่มีผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์ม

“เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นความอยู่รอดของ SME และผู้ประกอบการรายย่อยทุกคน” การดีกล่าว พร้อมย้ำว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงและเติบโตไปพร้อมกัน

THECA เสนอ 3 ทางออกคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล

สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และเครือข่ายผู้ประกอบการกว่า 7,000 ราย เสนอ 3 ประเด็นหลักต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เกิดการกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสมดุล

ประเด็นแรก คือการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยผลักดันกฎหมายหรือระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับโครงสร้างค่าธรรมเนียม เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม

ประเด็นที่สอง คือการออกมาตรการปกป้องและส่งเสริม SME ไทย โดยถอดบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น การกำหนดให้ผู้ค้าต่างชาติบนแพลตฟอร์มต้องจดทะเบียนในไทย และการกำหนดเงื่อนไขด้านราคาสินค้านำเข้า เพื่อป้องกันการทุ่มตลาด

ประเด็นที่สาม คือการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ โดยให้รัฐบาลกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่มีอำนาจเต็มในการลงโทษและบังคับใช้กฎหมาย เพราะการขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์มอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

กรณีนี้สะท้อนว่า การเติบโตของอีคอมเมิร์ซไทยไม่ได้วัดจากยอดขายหรือจำนวนผู้ซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าโครงสร้างตลาดเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้จริงหรือไม่ หากรัฐยังไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ความเสี่ยงอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่กำไรของผู้ค้าออนไลน์ แต่ลามไปถึงฐานเศรษฐกิจ SME ไทยทั้งระบบ

X info: แพลตฟอร์มดิจิทัลทำเงินอย่างไร ทำไม SME ไทยถึงถูกกดดัน

แพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ขายสินค้าออนไลน์ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของตลาด เชื่อมผู้ขาย ผู้ซื้อ ระบบชำระเงิน การขนส่ง โฆษณา และข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคไว้ในระบบเดียวกัน รายได้จึงไม่ได้มาจากค่าคอมมิชชันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงค่าธรรมเนียมการขาย ค่าบริการระบบ ค่าจัดส่ง ค่าร่วมแคมเปญส่งเสริมการขาย และค่าโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็นของร้านค้า

เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลมีฐานผู้ใช้จำนวนมาก อำนาจต่อรองก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผู้ค้า SME ที่พึ่งพาช่องทางออนไลน์จึงต้องรับต้นทุนหลายชั้น ทั้งค่าธรรมเนียม ส่วนลดตามแคมเปญ ค่าขนส่ง และค่าโฆษณา หากค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขทางการค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ย่อมกระทบกำไรและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง

ที่มาของข้อมูล : เพจพรรคประชาธิปัตย์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เลือกตั้ง

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X