
สุขภาพเด็กไทย กำลังส่งสัญญาณเตือนต่อภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs รุ่นใหม่ หลังคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลสำรวจ “สุขภาพเด็กไทย: ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสู่โรค NCDs” จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 พบว่า เด็กไทยกำลังสะสมความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน การติดจอ อาหารแปรรูป บุหรี่ไฟฟ้า สุรา และภาวะเมตาบอลิก ซึ่งอาจเพิ่มภาระโรคของประเทศในอนาคต
ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีภาระจากโรค NCDs ในระดับสูง โดยข้อมูลปี 2021 ระบุว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจาก NCDs 429,600 ราย หรือมากกว่า 1,000 รายต่อวัน สะท้อนว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรังยังเป็นภาระสำคัญของระบบสุขภาพไทย
เมื่อมองกลับมาที่สถานการณ์เด็กไทย ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ว่า ความเสี่ยงต่อ NCDs ไม่ได้เริ่มในวัยทำงานเท่านั้น แต่กำลังสะสมจากพฤติกรรมและภาวะสุขภาพตั้งแต่วัยเด็ก หากไม่มีมาตรการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เด็กที่เผชิญความเสี่ยงในวันนี้อาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ป่วยเร็วขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อระบบสุขภาพในอนาคต

สุขภาพเด็กไทยสะสมความเสี่ยง NCDs รุ่นใหม่ตั้งแต่วัยเรียน
ผลสำรวจสุขภาพเด็กไทยไม่ได้ชี้เพียงว่าเด็กบางกลุ่มมีน้ำหนักเกินหรือใช้หน้าจอมากขึ้น แต่สะท้อนวงจรความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การกินอาหารแปรรูป การขาดกิจกรรมทางกาย การใช้เวลาหน้าจอนาน การเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าและสุรา ไปจนถึงภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน
ประเด็นสำคัญคือ ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกกัน แต่สะสมอยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก ทั้งที่บ้าน โรงเรียน ชุมชน และโลกออนไลน์ ทำให้ NCDs รุ่นใหม่อาจไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ แต่อาจเริ่มจากพฤติกรรมสุขภาพที่ก่อตัวตั้งแต่วัยเรียน

เด็กอ้วนไม่ใช่แค่ปัญหารูปร่าง แต่เริ่มเห็นสัญญาณโรคผู้ใหญ่
ศ.นพ.วิชัย ให้ข้อมูลว่า ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนในเด็กเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของสุขภาพระยะยาว โดยเด็กเล็กอายุ 1-5 ปี มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน 11% และเพิ่มขึ้นเป็น 27.4% ในเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ขณะที่เด็กในเมืองมีสัดส่วนภาวะอ้วนมากกว่าเด็กในชนบท โดย 1 ใน 3 ของเด็กในกรุงเทพฯ และภาคกลางมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน
ที่น่ากังวลคือ เด็กที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนไม่ได้มีเพียงปัญหารูปร่าง แต่เริ่มมีสัญญาณของภาวะเมตาบอลิก เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง และความเสี่ยงเบาหวาน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กน้ำหนักปกติ
ข้อมูลนี้ทำให้ภาวะอ้วนในเด็กไม่ควรถูกมองเป็นเรื่อง “โตแล้วค่อยลด” อีกต่อไป เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าโรคแบบผู้ใหญ่ เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน และโรคหัวใจ กำลังขยับเข้ามาใกล้เด็กเร็วกว่าที่คิด

ติดจอ-เคลื่อนไหวน้อย เร่งวงจรอ้วนและโรคเรื้อรัง
รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า เด็กไทยใช้เวลาหน้าจอเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเด็กอายุ 10-14 ปี ที่ใช้เวลาหน้าจอรวมเฉลี่ย 8.3 ชั่วโมงในวันหยุด และ 6.7 ชั่วโมงในวันธรรมดา โดยใช้เพื่อเล่นเกมมากกว่าเพื่อการเรียนเฉลี่ย 8 เท่า
ขณะเดียวกัน เด็กอายุ 10-14 ปีเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น ที่มีกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 60 นาทีทุกวันตามคำแนะนำ ปัญหาติดจอจึงไม่ใช่แค่เรื่องวินัยเด็กหรือการเรียน แต่เป็นพฤติกรรมเนือยนิ่งที่ลดเวลาขยับร่างกาย และอาจเร่งวงจรน้ำหนักเกิน อ้วน และโรคเรื้อรังในอนาคต
อาหารแปรรูปขึ้นโต๊ะเด็กไทย สะสมหวาน มัน เค็มตั้งแต่วัยเล็ก
รศ.ดร.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยข้อมูลการสำรวจอาหารบริโภคในเด็กอายุ 2-14 ปี จำนวน 6,980 คน พบว่าเด็กไทยบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารแปรรูปขั้นสูงที่เสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในสัดส่วนสูง
ใน 20 อันดับอาหารที่เด็กกินเป็นประจำหรือบ่อยครั้ง มี 9 รายการเป็นอาหารแปรรูปและอาหารแปรรูปขั้นสูง เช่น ขนมกรุบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมหวาน น้ำอัดลม น้ำหวาน ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด ไอศกรีม ลูกอม และช็อกโกแลต
ข้อมูลยังพบว่า ขนมกรุบกรอบเป็นอาหารที่เด็กกินทุกวันหรือเกือบทุกวันเกือบ 40% ขณะที่เด็กภาคอีสานกว่าครึ่งกินขนมกรุบกรอบทุกวันหรือเกือบทุกวัน และ 1 ใน 3 ของเด็กภาคอีสานและภาคกลางดื่มน้ำอัดลมทุกวันหรือเกือบทุกวัน
พฤติกรรมการกินลักษณะนี้ทำให้เด็กสะสมน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมตั้งแต่วัยเล็ก ก่อนเชื่อมต่อไปสู่ภาวะน้ำหนักเกิน อ้วน ความดัน ไขมันในเลือด และเบาหวานในระยะยาว

บุหรี่ไฟฟ้าและสุราเร่งความเสี่ยง เด็กเริ่มแตะความดันตั้งแต่อายุน้อย
รศ.พญ.เริงฤดี ระบุว่า ความเสี่ยงของเด็กไทยไม่ได้มาจากอาหารและหน้าจอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้าถึงบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และสุราได้ง่ายขึ้น โดยเด็กที่อาศัยอยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่และสุราในระยะเดินถึง มีแนวโน้มสูบบุหรี่และดื่มสุราเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5-1.6 เท่า
การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้ายังทำให้เด็กไทยมีอัตราการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น โดยเด็กอายุ 10-14 ปีสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 4 เท่า ขณะที่เด็กหญิงมีอัตราเคยทดลองบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงถึง 60 เท่า
รศ.พญ.เริงฤดี ระบุเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมเสี่ยงในเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า หรือดื่มสุรา ล้วนส่งผลต่อการเกิดโรค NCDs ตั้งแต่อายุน้อย โดยเด็กที่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามีความชุกของโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ส่วนเด็กที่ดื่มสุรา โดยเฉพาะดื่มหนัก มีความชุกเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มสุรา

ภาวะเมตาบอลิกคือสัญญาณเตือน ก่อนเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ป่วยเร็ว
ภาวะเมตาบอลิก หรือกลุ่มความผิดปกติของระบบเผาผลาญ เป็นสัญญาณสำคัญที่เชื่อมโยงกับโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันผิดปกติ และโรคหัวใจในอนาคต เมื่อพบภาวะนี้ในเด็กที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนมากขึ้น จึงสะท้อนว่าโรคเรื้อรังอาจเริ่มก่อตัวก่อนวัยผู้ใหญ่
ข้อมูลภาวะโภชนาการและเมตาบอลิกในเด็กไทยจาก NHES 7 จึงมีความสำคัญในเชิงนโยบาย เพราะช่วยชี้ให้เห็นว่า เด็กกลุ่มเสี่ยงควรถูกคัดกรองและดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่รอให้เกิดโรคชัดเจนแล้วจึงเริ่มรักษา

รัฐต้องใช้ข้อมูลสำรวจออกแบบนโยบาย ก่อนเด็กวันนี้กลายเป็นผู้ใหญ่ป่วยเร็ว
ศ.นพ.วิชัย ระบุว่า ปัญหาเด็กอ้วนเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่พยากรณ์ได้ว่าสถานการณ์ NCDs ของไทยจะยังคงเพิ่มขึ้น หากไม่มีมาตรการจริงจังเข้ามาจัดการปัญหาภาวะอ้วนในเด็ก
มาตรการที่ควรเร่งผลักดันไม่ได้จำกัดอยู่ที่การรณรงค์ให้เด็กกินดีหรือออกกำลังกายเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น การควบคุมโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเด็กทั้งทางทีวีและออนไลน์ มาตรการด้านราคาและภาษี การจำกัดพื้นที่ขายผลิตภัณฑ์ทำลายสุขภาพรอบโรงเรียนและชุมชน รวมถึงการจัดการอาหารในบ้าน โรงเรียน และสิ่งแวดล้อม
รศ.ดร.วราภรณ์ เสนอให้ให้ความสำคัญกับการควบคุมเครื่องดื่มเติมน้ำตาล การปรับลดโซเดียมในอาหารระดับประเทศ และการรณรงค์ความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากอาหารแปรรูปและอาหารแปรรูปขั้นสูงในเด็ก
ผลสำรวจสุขภาพเด็กไทยครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงรายงานสถานการณ์ แต่เป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับรัฐ โรงเรียน ครอบครัว และหน่วยงานสาธารณสุข ในการออกแบบมาตรการป้องกันก่อนที่เด็กวันนี้จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ป่วยเร็วขึ้น และเพิ่มภาระโรค NCDs ให้ประเทศในอนาคต
ข้อมูลเพิ่มเติม ผลสำรวจสุขภาพคนไทยครั้งที่ 7
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ร้านกาแฟหวานน้อย ลด NCDs
