
“Care Economy” เป็น New-S Curve ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สู่การพัฒนา นวัตกรรม ที่บูรณาการ ให้ คน สังคม และ สิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
ผู้เชี่ยวชาญ ในการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจใส่ใจ” หรือ Care Economy แบ่งปันความรู้ใน งานสัมมนาด้านเทคโนโลยี Outstanding Technologist Awards & TechInno Forum 2025 ภายใต้แนวคิด “The Care Economy: Connecting Innovation and Humanity” หรือ “เศรษฐกิจใส่ใจ เชื่อมโยงนวัตกรรมกับความเป็นมนุษย์”
งานดังกล่าว จัดโดย มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) โดยมี กูรู เศรษฐกิจ ด้าน ESG และ นวัตกรรมเข้าร่วมบรรยายแลกเปลี่ยนมุมมอง เกี่ยวกับ เศรษฐกิจใส่ใจ ว่า เป็นแนวคิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่ให้ความสำคัญ กับการดูแลสุขภาพกาย และ ใจ ของผู้คน ควบคู่ไปกับ การพัฒนานวัตกรรม และ เทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคน และ สังคมอย่างยั่งยืน
“เศรษฐกิจใส่ใจ” ไม่ใช่แค่เทรนด์ระดับโลก แต่เป็นทิศทางสำคัญ หรือ New-S Curve ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต ที่นวัตกรรมสามารถเชื่อมโยงคน สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง

พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ได้ให้ความเห็นในระหว่างปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Beyond the Care Economy: One Health as a Socio-economic Imperative”ถึงการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม มาใช้ใน การพัฒนา คุณภาพชีวิต ของผู้คนในสังคม ภายใต้ แนวคิดเศรษฐกิจใส่ใจ หรือ Care Economy ที่เป็น New S-Curve สำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้เติบโต ได้อย่างยั่งยืนว่า
“เวลาที่พูดถึง Care เราจะนึกถึงเรื่องของสุขภาพ การรักษาพยาบาล แต่จริงๆ แล้ว Care Economy เป็นเรื่องของการนำเรื่องของ วิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับ สุขภาพของคน และ ของโลก และ เศรษฐศาสตร์ มาผนวกกัน เพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศ ปัจจัยสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ในแบบของ “Care Economy”
องค์ประกอบที่สำคัญ 3 ด้าน ของ Care Economy คือ เรื่องแรกคือเรื่องของความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี ถัดมาองค์ประกอบที่สองคือเรื่องของการเชื่อมโยงและให้ความสำคัญกับสุขภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และประเด็นสุดท้ายคือเรื่องของการกำหนดนโยบายด้านความยั่งยืน
“ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัย และ มีภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ของประชากร คิดเป็นสัดส่วนถึง 5% ต่อ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) และ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่ GDP ของประเทศ จะลดลงเรื่อยๆ เพราะ เรามีประชากรในวัยทำงานลดลง เรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทย ไม่สามารถที่จะเติบโตได้ บนพื้นฐานของ โครงสร้างเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน แต่เราต้องพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยใช้ นวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจ” พิพิธ กล่าว
“Care Economy” เป็น New-S Curve
สุขภาพ และ อาหาร มาแรง
รองศาสตราจารย์แมททิโอ วิญอลี (Assoc. Prof. Matteo Vignoli) จากสถาบันอาหารแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยโบโลญญา (Future Food Institute, University of Bologna) ประเทศอิตาลี ให้ข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวกับ การพัฒนา และ บริหารการจัดการอาหาร เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ว่า
“สถานการณ์ของโลก ในปัจจุบัน อยู่ใน สถานะที่เกินกำลัง เพราะ มีการใช้ ทรัพยากรของโลก ที่ไม่สามารถสร้างมาทดแทนได้ เป็นจำนวนมาก ทำให้ เรา ต้องหันกลับมาบริหารจัดการโลก ในมุมมองใหม่
สิ่งที่น่าสนใจ คือ การให้ความสำคัญเกี่ยวกับ การบริโภคที่สามารถสร้าง สุขภาพที่แข็งแรงได้ อย่างที่ องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศยกย่อง อาหารเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Diet) ให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และ เพื่อโลก เป็น แนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยคำนึงถึงสุขภาพที่ดี ทั้งคน และ โลก”
รองศาสตราจารย์ วิญอลี กล่าวว่า ปัจจุบันสถาบันฯ ให้ความสำคัญกับ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ในการทำงาน โดยใช้เทคโนโลยี เพื่อปรับปรุงสุขภาพ และ ความเป็นอยู่ที่ดี ของผู้คน เรานำกรอบความคิดในเรื่องนวัตกรรม ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
โดยมีเป้าหมายที่จะให้ผู้คนในโลก กินดี อยู่ดี เพื่อที่จะกู้โลกให้มีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน(The Longevity Algorithm: Eat Well, Stay Well, Save the Planet) ภายใต้แนวคิดดังกล่าว ทางสถาบันฯ ให้ความสำคัญ กับการพัฒนานวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ การใช้ชีวิตของ ผู้คนในโลก ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม
เราไม่สามารถที่จะย้าย อุตสาหกรรมที่สร้างมลภาวะ จากประเทศหนึ่ง ไปยังอีก ประเทศหนึ่งแล้วบอกว่า ประเทศ เราปลอดมลภาวะ เพราะ มลภาวะไม่ได้หายไป ไม่ว่ามลภาวะจะอยู่ในประเทศไหน ก็คือ อยู่ในโลกใบเดียวกัน ดังนั้นเราต้องนำ วิทยาศาสตร์ และ นวัตกรรม มาสร้างอาหารที่ดี กับ สุขภาพเพื่อ ลดมลภาวะ และ ทำให้ผู้คนในสังคม มีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างยั่งยืน”

เปิด 3 ผลงาน “Care Economy” ปี 2568
จากแนวคิดเรื่อง Care Economy ทาง มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้ประกาศ ผลงานด้านนวัตกรรม ที่โดดเด่นของ คนไทย โดย น.สพ. รุจเวทย์ ทหารแกล้ว ประธานกรรมการคัดเลือก รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น และนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2568 กล่าวว่า “ในปีนี้มี 3 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกและคว้ารางวัล “นักเทคโนโลยีดีเด่น” และ “นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่” ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “Care Economy” ซึ่งเป็น แนวคิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่ให้ความสำคัญ กับ การดูแลสุขภาพกาย และ ใจของผู้คน ควบคู่ไปกับ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างทั่วถึง
โดยรางวัล “นักเทคโนโลยีดีเด่น ประจำปี 2568” ได้รับพระราชทานรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 1,000,000 บาท และ โล่รางวัลพระราชทานประติมากรรม “เรือใบซูปเปอร์มด” จำนวน 2 รางวัล ได้แก่
1. ศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา ภาควิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากผลงาน “การอบแห้งด้วยไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันต่ำ” ได้รับรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประเภทเดี่ยว
2. ผศ. ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ และคณะ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการออกแบบและพัฒนาต้นแบบทางวิศวกรรมอย่างสร้างสรรค์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากผลงาน “ชุดนวัตกรรมฟื้นฟูสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้สูงอายุ” ได้รับ รางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประเภทกลุ่ม
และรางวัล “นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2568” ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเหรียญรางวัล “เรือใบซุปเปอร์มด” จำนวน 1 รางวัล คือ ผศ. ดร.ศิรวัจน์ อิทธิภูริพัฒน์ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันการเรียนรู้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี “การบูรณาการนิวโรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการส่งเสริมสุขภาพสมองและป้องกันสมองเสื่อมอย่างครบวงจร”
โดยผลงานแต่ละชิ้นสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของนักเทคโนโลยีไทย ในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถพัฒนาให้เป็นพลังสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในอนาคต ท่ามกลางสภาวะ Disruptive Technology ที่เทคโนโลยีใหม่สามารถ “แทนที่ของเดิมได้อย่างสิ้นเชิง” น.สพ. รุจเวทย์ กล่าวสรุป
“Care Economy” เป็น New-S Curve
จากงานวิจัย สู่ การนำไปใช้

ศ. ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา ภาควิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากผลงาน “การอบแห้งด้วยไอน้ำร้อนยวดยิ่ง ที่ความดันต่ำ” ผู้คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประเภทเดี่ยว กล่าวว่า
“เทคโนโลยีนวัตกรรม ในการแปรรูปผักผลไม้ ที่อร่อยโดยไม่ต้องใส่สารเติม ต้องมีแรงบันดาลใจ และ เชื่อว่าสิ่งที่ทำต้องสำเร็จ ต้องอาศัย ทั้งความมุ่งมั่น และ ความร่วมมือกับ พันธมิตรจากหลายภาคส่วน ทั้ง มหาวิทยาลัย และ ภาคเอกชน ที่จะทำให้เกิดการขยายผล
โดยโมเดลการทำงาน ต้องเริ่มจากการพูดคุย ลงทุน และ ต้องพร้อมที่จะเผชิญ ความล้มเหลว ขณะที่เรื่องลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ต้องอาศัยความช่วยเหลือ ทั้งจาก สถาบันการเงิน ภาครัฐ
หลายครั้งพบว่า กลุ่ม Startup จำนวนไม่น้อย ต้องต้องล้ม ก่อน ประสบความสำเร็จ เนื่องจากปัญหาเงินทุน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน หน่วยงานสนับสนุนด้านเงินทุน มีความเข้าใจมากขึ้น แต่อาจจะยังมีกำแพงปิดกั้น ซึ่ง ต้องเปลี่ยนแนวคิด และ การบริหารจัดการ เพื่อลดอุปสรรคการทำงานร่วมกัน”

ผศ. ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ และคณะ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการออกแบบและพัฒนาต้นแบบทางวิศวกรรมอย่างสร้างสรรค์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากผลงาน “ชุดนวัตกรรมฟื้นฟูสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้สูงอายุ” ผู้คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประเภทกลุ่ม กล่าวว่า
“การสร้างผลงานต้องมี “ทีม” ที่เข้มแข็ง ซึ่ง Pain point ของโปรเจคนี้ เริ่มจากการฟื้นฟูผู้ป่วย ซึ่งมีอาการค่อนข้างรุนแรง และ มีผู้ป่วยถึง 3.5 แสนคนต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก เนื่องจาก ผู้ป่วยขาดโอกาส ในการเข้าถึงเครื่องมือ
แนวคิดนวัตกรรมที่ทางกลุ่ม ได้ออกแบบมา คือ การกระจายทั่วถึง สู่ระดับชุมชน รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ เท่ากับเราก้าวสู่การเป็น Startup ที่สามารถเข้าถึง ความต้องการตรงประเด็น โดยออกแบบภายใต้ บริบทเงื่อนไขการใช้งานที่ตรงกับ ความต้องการของผู้ป่วย และ ผู้ฟื้นฟู
การก้าวข้ามผ่านข้อจำกัด ในงานนี้ แรงขับเคลื่อนสำคัญคือ “ทีม” เราเริ่มหาแนวร่วมเพื่อผลักดันโปรเจค เพื่อให้เกิดการพัฒนาจริง แก้ปัญหาได้จริง และตกผลึกว่า สุดท้ายต้องไปสู่ระดับชุมชนให้ได้ และต้องขับเคลื่อนต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนโดยใช้ภาคธุรกิจเข้ามาช่วยคือ ธุรกิจ Startup ซึ่งเป็นการส่งเสริมภาคธุรกิจด้วย” ผศ. ดร.บรรยงค์ กล่าวสรุปและเพิ่มเติมว่า
“สำหรับโมเดลในการทำงาน เราลงทุนในชุมชน โดยโมเดลเรามาจาก Startup ขอทุนวิจัย นักศึกษาจะมีรายได้จากการเป็นผู้ช่วยวิจัย จากนั้นขอทุนวิจัย จาก TED Fund ซึ่งทำให้นักศึกษาสามารถมีเงินทุนมาสนับสนุนงานวิจัย ซึ่งทำให้เป็น Startup ที่มั่นคง โดยเราทำงานวิจัยมาแล้ว 4 ชิ้นที่นำกลับมาสร้างคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้ฟื้นฟู”

ผศ. ดร.ศิรวัจน์ อิทธิภูริพัฒน์ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากผลงาน “การบูรณาการ นิวโรเทคโนโลยี และ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการส่งเสริมสุขภาพสมอง และ ป้องกันสมองเสื่อมอย่างครบวงจร”
ผู้คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ กล่าวถึงผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ว่า “ผมศึกษาเรื่องนิวโรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการส่งเสริมสุขภาพสมอง และ ป้องกันสมองเสื่อม โดยได้เชื่อมโยงแพลตฟอร์ม การทำงานร่วมกัน
และสุดท้ายคือยกระดับให้เข้าไปถึงบุคคลให้ได้ โดยร่วมกับ บริษัท Startup เพื่อพัฒนาและนำนิวโรเทคโนโลยี มาผสานกับ AI เพื่อประสานองค์ความรู้ โดยแรงผลักดันที่นำไปสู่การประยุกต์ใช้มองภาพตัวขับเคลื่อนอะไร ที่ไปถึงผู้ใช้งาน คำตอบคือ โรคทางสมอง รักษาไม่ได้ แต่สามารถหาแนวทางการป้องกันได้ หากรู้จักผู้ป่วย การป้องกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งเราจำเป็นต้องรู้ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยให้มากที่สุดจะมีประโยชน์สูงสุด
“ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ นักวิทยาศาสตร์ และ นักวิจัยไทย มีความสำคัญมาก ทำอย่างไรถึง จะสร้างความเชื่อมั่น และ ความไว้วางใจ
นักวิจัยไม่ได้ต้องการ เงินทุน อย่างเดียว แต่อยากได้พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อมาทำงานร่วมกัน ผมเชื่อในกฎแรงดึงดูด เช่น เริ่มจากการทำงานที่เปิดโลกให้เห็นว่า งานเชิงวิทยาศาสตร์มาช่วยเรื่อง Senior Living ได้อย่างไร ทำให้เกิดการต่อยอด การประชุมหลายเวที เกิดการเชื่อมโยง และขยายต่อยอดไปสู่เรื่องใหม่ๆ นำไปสู่การรวมกลุ่มในอาเซียนมีการรวมตัวกันเพื่อทำงานด้านนี้
ทำให้เห็นภาพว่า นักวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะรวมกลุ่มกันได้อย่างไร ในเชิง Collaboration ซึ่งในเอเชียมีข้อมูลเชิงวิขาการด้านสุขภาพค่อนข้างมาก ข้อมูลด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ เราต้องเชื่อว่าเอเชียกำลังเป็นขาขึ้น โดยต้องผนึกกำลังกันในอาเซียนให้สำเร็จเพื่อพัฒนาและขายสิ่งเหล่านี้กลับไปยังฝั่งตะวันตกและยุโรป” ผศ. ดร.ศิรวัจน์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/tma-hr-14102025/
ที่มาของข้อมูล : https://www.tma.or.th
