เจาะลึกศักยภาพพลังงานทางเลือก พลิกโฉมไร่อ้อยสู่ศูนย์กลางชีวภาพ
พลังงานทางเลือกอุตสาหกรรมอ้อยเชื่อมไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล ไฟฟ้าชีวมวล และเอทานอล E20

พลังงานทางเลือกอุตสาหกรรมอ้อย กำลังถูกผลักดันเป็นทางออกใหม่ของระบบอ้อยและน้ำตาลทรายไทย หลัง 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย หรือ TSMC ประกอบด้วย สมาคมโรงงานน้ำตาลไทย สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย และสมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม เพื่อขอให้รัฐเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศที่กำลังเผชิญต้นทุนปุ๋ย เคมีภัณฑ์ แรงงาน พลังงาน ภัยแล้งจากเอลนีโญ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย หรือ TSMC ประกอบด้วย สมาคมโรงงานน้ำตาลไทย สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย และสมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอให้รัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ หลังภาคการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งต้นทุนปุ๋ย เคมีภัณฑ์ แรงงาน พลังงาน ภัยแล้งจากเอลนีโญ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ข้อเสนอครั้งนี้ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนแหล่งเงินทุนและลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรและรถตัดอ้อย การส่งเสริมไฟฟ้าชีวมวลจากใบอ้อยและกากอ้อย การขยายตลาดส่งออกน้ำตาลทราย และการผลักดันเอทานอลกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบอ้อยและน้ำตาลทรายในระยะยาว

พลังงานทางเลือกอุตสาหกรรมอ้อยเชื่อมไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล ไฟฟ้าชีวมวล และเอทานอล E20

 

 

พลังงานทางเลือกอุตสาหกรรมอ้อยคือจุดเปลี่ยนของไทย

ข้อมูลจากไทยชูการ์ มิลเลอร์ ระบุว่า TSMC เกิดจากความร่วมมือของโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ 46 โรงงาน ภายใต้สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายทั้ง 3 สมาคม ขณะที่ Krungsri Research ประเมินว่า ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ไทยส่งออกน้ำตาลและกากน้ำตาล 5.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 37.8% มีมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.3% แต่ราคาส่งออกเฉลี่ยลดลง 18.5% สะท้อนว่าอุตสาหกรรมยังโตด้วยปริมาณ มากกว่าการฟื้นตัวของราคา

สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ระบุว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ด้านไม่ได้มุ่งช่วยเหลือเฉพาะภาคอุตสาหกรรม แต่เป็นแนวทางรักษาเสถียรภาพของทั้งระบบอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก ภาคพลังงาน และสิ่งแวดล้อม

5 ข้อเสนอรัฐ สะท้อนวิกฤตต้นทุนอ้อยไทย

ข้อเสนอแรก คือการขอให้รัฐสนับสนุนแหล่งเงินทุนและลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน สำหรับนำไปพัฒนาแหล่งน้ำในไร่ เช่น การขุดบ่อกักเก็บน้ำ ระบบให้น้ำเสริม และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เพาะปลูก ข้อเสนอนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อข้อมูลแนวโน้มธุรกิจปุ๋ยเคมีไทยปี 2568 ระบุว่า ตลาดปุ๋ยเคมีมีมูลค่าประมาณ 94,602 ล้านบาท และความต้องการใช้ปุ๋ยอยู่ที่ราว 4.7 ล้านตัน

ข้อเสนอที่สอง คือการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรและรถตัดอ้อยผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยให้โรงงานน้ำตาลลงทุนจัดซื้อและนำมาให้บริการเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากรถตัดอ้อยมีราคาสูงประมาณคันละ 13–15 ล้านบาท หากคำนวณรถตัดอ้อย 100 คัน จะต้องใช้เงินลงทุนราว 1,300–1,500 ล้านบาท มาตรการนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยลดต้นทุนแรงงาน แต่ยังเชื่อมโยงกับการลดเผาอ้อยและลดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่เกษตร

ไฟฟ้าชีวมวล เปลี่ยนใบอ้อยเป็นรายได้ใหม่

ข้อเสนอที่สาม คือการขอให้รัฐเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากใบอ้อยและกากอ้อย โดยเฉพาะการรับซื้อไฟฟ้าและจัดสรรโควต้าการขายไฟฟ้าชีวมวลในราคาที่เหมาะสมและคุ้มทุน เพื่อให้โรงงานน้ำตาลสามารถรับซื้อใบอ้อยจากเกษตรกรในราคาที่จูงใจ และลดแรงจูงใจในการเผาทิ้งในไร่

ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า ผลผลิตอ้อยเฉลี่ย 10 ตันต่อไร่ สามารถรวบรวมใบและยอดอ้อยเพื่อขายได้ประมาณ 1.7 ตัน และมาตรการเพิ่มราคารับซื้อใบและยอดอ้อยสามารถทำให้ชาวไร่อ้อยมีรายได้เพิ่มราว 34 บาทต่อตันอ้อย ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การลดเผาอ้อยจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจรองรับ ไม่ใช่อาศัยเพียงมาตรการรณรงค์

พลังงานทางเลือกเชื่อมแผนรัฐ

ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ตามร่างแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก กระทรวงพลังงานมีเป้าหมายชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง โดยส่งเสริม E20 ให้เป็นเชื้อเพลิงหลักในกลุ่มเบนซิน ควบคู่กับการส่งเสริมเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF รวมถึงการใช้เทคโนโลยีผลิตก๊าซชีวภาพและโรงไฟฟ้าชีวมวล

ทิศทางดังกล่าวทำให้ข้อเสนอของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายไม่ได้เป็นเพียงข้อเรียกร้องเฉพาะอุตสาหกรรม แต่สอดคล้องกับกรอบนโยบายพลังงานของประเทศ โดยเอกสารนโยบายพลังงานระบุว่า แผน AEDP2024 มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกไม่น้อยกว่า 36% ภายในปี 2580 ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่น้อยกว่า 20,000 ktoe และวางเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นช่องทางสร้างรายได้ภาคเกษตรมากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี

ส่งออกน้ำตาลยังเป็นโจทย์ใหญ่

ข้อเสนอที่สี่ คือการขอให้รัฐช่วยยกระดับและขยายตลาดส่งออก ผ่านการประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น โดยเฉพาะการเพิ่มโควตานำเข้าน้ำตาลทรายจากไทยในตลาดสหรัฐฯ ให้ใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ที่ได้รับสิทธิ์ประมาณ 150,000 ตันต่อปี

ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ยังเสนอให้เร่งแก้ปัญหากรณีจีนระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำเชื่อมและกลุ่มน้ำตาลผสมล่วงหน้าจากไทย รวมทั้งเสนอให้ญี่ปุ่นพิจารณาปรับลดพิกัดอัตราภาษีนำเข้าน้ำตาลทรายภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ให้เท่าเทียมกับประเทศคู่แข่งอย่างออสเตรเลีย สะท้อนว่าอุตสาหกรรมอ้อยไทยต้องรับมือทั้งต้นทุนในประเทศและกติกาการค้าโลกที่ซับซ้อนขึ้น

E20 และเอทานอล เชื่อมอ้อยกับความมั่นคงพลังงาน

ข้อเสนอสุดท้าย คือการผลักดันน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ให้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานของประเทศ เพื่อเพิ่มการใช้เอทานอลภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ และสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในระยะยาว

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเสนอให้ปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเอทานอลจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้ภาคอุตสาหกรรมอื่นได้มากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะภาคเชื้อเพลิง เช่น อุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง และเคมีชีวภาพ ซึ่งจะช่วยให้อ้อยเชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาราคาน้ำตาลในตลาดโลกเพียงด้านเดียว

พลังงานทางเลือกอุตสาหกรรมอ้อย จึงไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านพลังงานสะอาด แต่เป็นกลไกเชิงเศรษฐกิจที่เชื่อมรายได้เกษตรกร โรงงานน้ำตาล นโยบายลดฝุ่น PM 2.5 และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศเข้าด้วยกัน

การผลักดัน E20 และเอทานอลยังทำให้ พลังงานทางเลือกอุตสาหกรรมอ้อย มีตลาดรองรับในประเทศมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาราคาน้ำตาลในตลาดโลกเพียงทางเดียว

จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมอ้อยไทย

ข้อเสนอ 5 ด้านของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายจึงไม่ใช่เพียงเอกสารขอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่เป็นภาพสะท้อนว่าอุตสาหกรรมอ้อยไทยกำลังต้องการนโยบายใหม่ที่มองไกลกว่าราคาน้ำตาล หากรัฐใช้จังหวะนี้ผลักดันระบบใหม่ ตั้งแต่สินเชื่อเพื่อแหล่งน้ำ รถตัดอ้อย ไฟฟ้าชีวมวล เอทานอล E20 คาร์บอนเครดิต ไปจนถึงเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมอ้อยอาจกลายเป็นฐานสำคัญของพลังงานทางเลือกและเศรษฐกิจชีวภาพไทย

ในวันที่ราคาพลังงานผันผวน ฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาระดับชาติ และมาตรการสิ่งแวดล้อมของโลกเข้มงวดขึ้น อ้อยไทยจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงวัตถุดิบผลิตน้ำตาล แต่ควรถูกมองเป็นทรัพยากรชีวภาพที่สามารถสร้างทั้งพลังงาน รายได้ และความสามารถในการแข่งขันใหม่ให้กับประเทศ

ข้อมูลเพิ่มเติม : บทวิเคราะห์อุตสาหกรรมน้ำตาล Krungsri Research

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/oil-power-consumtion/

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X