
ยานยนต์ไทยเร่งปรับรับ EV ในจังหวะที่การแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ได้อยู่แค่การผลิตตัวรถ มอเตอร์ หรือแบตเตอรี่เท่านั้น แต่กำลังขยับไปสู่ระบบซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ ความปลอดภัยไซเบอร์ รถอัตโนมัติ มาตรฐานสากล และการจัดการแบตเตอรี่หลังหมดอายุใช้งาน ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญต่อบทบาทของไทยในซัพพลายเชนยานยนต์โลก
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ เมื่อรถ EV ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะตัวถัง มอเตอร์ หรือแบตเตอรี่เท่านั้น แต่กำลังขยับไปสู่ระบบซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ ความปลอดภัยไซเบอร์ รถอัตโนมัติ มาตรฐานสากล และการจัดการแบตเตอรี่หลังหมดอายุใช้งาน
ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นในเวทีแถลงข่าวงาน “MobilityTech Asia – Bangkok 2026” งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมชั้นนำของภูมิภาคด้านการขนส่งแห่งอนาคตและยานยนต์อัจฉริยะ ซึ่งปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “Global Matching Hub Connecting the Smart Mobility Supply Chain” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันยานยนต์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสะท้อนว่า ไทยมีความก้าวหน้าในการสร้างฐาน EV แล้ว แต่โจทย์รอบถัดไปคือการวางโครงสร้างรองรับเทคโนโลยีใหม่ให้ทัน ทั้งด้านซัพพลายเชน ซอฟต์แวร์ มาตรฐาน การทดสอบ และระบบจัดการแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต
สุกิจ บุญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระบุว่า แนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและอาเซียนคือการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์แห่งอนาคต ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ การเชื่อมต่อระหว่างยานยนต์ และระบบอัตโนมัติ ซึ่งภาครัฐต้องสนับสนุนผ่านนโยบาย เทคโนโลยี การลงทุน และความร่วมมือระดับนานาชาติ
ดร.เกรียงศักดิ์ พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ มองว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ทำให้มาตรฐาน การทดสอบ การรับรอง และโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องยกระดับตาม เพราะรถยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากเครื่องจักรกลไปสู่ระบบที่มีซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ และข้อมูลเป็นส่วนสำคัญ
สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ชี้ว่า ไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานผลิต EV และชิ้นส่วนสำคัญของโลก แต่โจทย์สำคัญคือการขยาย Local Content ให้ครอบคลุมซอฟต์แวร์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ และระบบอัจฉริยะ ไม่ใช่เฉพาะชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์แบบเดิม
ดร.ณพงษ์ จรอนวด หัวหน้าศูนย์วิจัย MOVE มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ระบุว่า AI ระบบขนส่งอัจฉริยะ และยานยนต์อัตโนมัติ กำลังเปลี่ยนอนาคตการเดินทางและอุตสาหกรรมขนส่ง ทำให้ไทยต้องเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับ Smart Mobility ในระยะต่อไป
หากไทยสามารถยกระดับจากฐานผลิตและประกอบ EV ไปสู่การสร้างมูลค่าในซัพพลายเชนใหม่ได้มากขึ้น โอกาสทางอุตสาหกรรมยังเปิดกว้าง แต่หากช่องว่างด้านซอฟต์แวร์ มาตรฐาน และระบบจัดการหลังการใช้งานยังพัฒนาไม่ทัน ไทยอาจพลาดมูลค่าเพิ่มสำคัญให้กับผู้เล่นต่างชาติที่ถือครองเทคโนโลยีหลักของโลกยานยนต์ยุคใหม่
ยานยนต์ไทยเร่งปรับรับ EV เมื่อซอฟต์แวร์กลายเป็นช่องว่างใหม่ของซัพพลายเชน
ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม EV ไทยไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว เพราะไทยมีฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ค่อนข้างแข็งแรง ทั้งโครงสร้างตัวรถ ระบบช่วงล่าง ชิ้นส่วนกลไก และชิ้นส่วนไฟฟ้าบางประเภท แต่ซอฟต์แวร์และระบบอัจฉริยะยังเป็นช่องว่างใหญ่ของซัพพลายเชนในประเทศ
สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ EVAT ระบุว่า รถยนต์ยุคใหม่กำลังเปลี่ยนไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์มากขึ้น ตั้งแต่ระบบช่วยขับขี่ ระบบอัจฉริยะ ระบบเชื่อมต่อ ไปจนถึงฟังก์ชันต่าง ๆ ที่ทำงานผ่านข้อมูลและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ซัพพลายเชนด้านซอฟต์แวร์ยานยนต์ในไทยยังมีไม่มากนัก
โจทย์นี้ทำให้แนวคิด Local Content ของไทยต้องขยายความหมายจากเดิมที่มักนับชิ้นส่วนกายภาพ เช่น ตัวถัง ช่วงล่าง หรือชิ้นส่วนประกอบ ไปสู่ซอฟต์แวร์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการปรับแต่งระบบให้เหมาะกับบริบทการใช้งานในประเทศ เพราะรถยนต์ในอนาคตจะมีลักษณะใกล้เคียง “แพลตฟอร์มเทคโนโลยีเคลื่อนที่” มากกว่าสินค้ากลไกแบบเดิม
การเปลี่ยนผ่านนี้ยังเห็นได้จากแนวโน้ม Software-defined Vehicle หรือรถยนต์ที่ฟังก์ชันจำนวนมากถูกกำหนดด้วยซอฟต์แวร์ รวมถึงการอัปเดตระบบผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ Over-the-Air Update คล้ายกับสมาร์ทโฟน ซึ่งทำให้ระบบซอฟต์แวร์กลายเป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจและโจทย์ด้านมาตรฐานที่ไทยต้องเร่งเตรียมพร้อม
มาตรฐาน EV ต้องเร่งปรับให้ทันรถยุคซอฟต์แวร์
เมื่อรถยนต์เปลี่ยนจากเครื่องจักรกลไปสู่ระบบไฟฟ้าและดิจิทัล มาตรฐานด้านยานยนต์ก็ต้องปรับตามไปด้วย โดยเฉพาะระบบทดสอบ การรับรอง การตรวจติดตาม และโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ หรือ Automotive National Quality Infrastructure: Automotive NQI
เกรียงศักดิ์ พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ระบุว่า เทคโนโลยียานยนต์กำลังเปลี่ยนเร็วมาก จากเดิมที่อุตสาหกรรมคุ้นเคยกับเครื่องยนต์สันดาป ระบบเบรก หรือระบบกลไกแบบเดิม มาสู่รถที่มีซอฟต์แวร์ การเชื่อมต่อ ระบบอัปเดต และระบบอัจฉริยะมากขึ้น ทำให้กลไกมาตรฐานต้องยกระดับตามเทคโนโลยีใหม่
หนึ่งในประเด็นที่สถาบันยานยนต์ให้ความสำคัญคือมาตรฐานด้าน Cybersecurity และ Software Update สำหรับยานยนต์ เช่น มาตรฐานสากลกลุ่ม UN Regulation 155 และ 156 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการป้องกันความเสี่ยงไซเบอร์และการอัปเดตซอฟต์แวร์ในรถยนต์
ประเด็นนี้มีความสำคัญมากขึ้น เพราะรถยนต์ยุคใหม่ไม่ได้เป็นระบบปิดเหมือนในอดีต แต่เชื่อมต่อกับเครือข่าย ข้อมูล และซอฟต์แวร์ หากไทยต้องการเป็นฐานผลิตและฐานเทคโนโลยี EV ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ระบบทดสอบและรับรองคุณภาพจึงต้องพัฒนาให้รองรับเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างจริงจัง
รถอัตโนมัติเปิดโจทย์กฎหมายใหม่ ใครรับผิดชอบเมื่อระบบตัดสินใจแทนคน
อีกประเด็นสำคัญของรถ EV และ Smart Mobility คือการก้าวไปสู่รถเชื่อมต่อและรถอัตโนมัติ หรือ Connected and Autonomous Vehicle: CAV โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระบบช่วยขับขี่ในรถยนต์ปัจจุบันเริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะรถระดับ Level 2 ที่มีระบบช่วยเบรก รักษาช่องทาง หรือช่วยควบคุมความเร็วตามรถคันหน้า
อย่างไรก็ตาม การขยับไปสู่ Level 3 และ Level 4 จะทำให้ความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เพราะรถจะเริ่มตัดสินใจแทนคนขับในบางสถานการณ์ หรือในบางพื้นที่ที่กำหนด ประเด็นที่ตามมาคือ หากเกิดอุบัติเหตุจากการตัดสินใจของระบบ ความรับผิดชอบควรอยู่ที่ใคร ระหว่างผู้ขับ ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้ให้บริการระบบหลังบ้าน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
ผู้เชี่ยวชาญในวงเสวนาระบุว่า คำถามนี้ยังเป็นโจทย์ที่หลายประเทศกำลังเรียนรู้ไปพร้อมกัน เพราะรถยนต์อัตโนมัติไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวรถเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวพันกับข้อมูล ถนน สัญญาณจราจร ระบบสื่อสาร ซอฟต์แวร์ และผู้ให้บริการระบบหลังบ้าน
สำหรับประเทศไทย การเตรียมรับรถอัตโนมัติจึงไม่ได้หมายถึงการรอให้เทคโนโลยีเข้ามาเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาทั้งมาตรฐาน กฎหมาย การทดสอบ และความเข้าใจของผู้ใช้ เพื่อให้ระบบใหม่สามารถอยู่ร่วมกับสภาพถนนและพฤติกรรมการจราจรจริงของประเทศได้
แบตเตอรี่หมดอายุ กลายเป็นโจทย์ระบบจัดการรอบใหม่ของ EV
นอกจากซอฟต์แวร์และมาตรฐาน ความท้าทายอีกด้านของ EV คือการจัดการแบตเตอรี่หลังหมดอายุใช้งานในรถยนต์ ในวงเสวนามีการหยิบยกกรอบเวลาประมาณ 8-10 ปี เป็นช่วงที่แบตเตอรี่ EV จำนวนหนึ่งอาจเริ่มเข้าสู่ช่วงเสื่อมประสิทธิภาพ และต้องมีระบบรองรับการใช้งานต่อหรือรีไซเคิล
ผู้เชี่ยวชาญในวงเสวนาระบุว่า ปัจจุบันไทยยังไม่มีระบบจัดการแบตเตอรี่หมดอายุในระดับอุตสาหกรรมที่ชัดเจนครบวงจร ทั้งการรวบรวม การนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ Second Life การใช้ต่อในระบบกักเก็บพลังงาน การรีไซเคิล และการกำหนดความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่
แม้ในทางปฏิบัติจะมีกลไกตลาดที่รับซื้อหรือรวบรวมแบตเตอรี่เก่าไปจัดการต่ออยู่แล้ว แต่หากปริมาณ EV เพิ่มขึ้นมากในอนาคต การจัดการแบบไม่เป็นระบบอาจกลายเป็นความเสี่ยงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และเศรษฐกิจ เพราะแบตเตอรี่มีทั้งมูลค่าและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน
ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญย้ำคือ ความท้าทายของการรีไซเคิลแบตเตอรี่ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การรวบรวมแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ระบบ ปริมาณที่มากพอ ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการจัดการให้ถูกต้องตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
Battery Passport อาจเป็นกุญแจติดตามแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต
แนวคิด Battery Passport ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการจัดการแบตเตอรี่ในอนาคต เพราะจะช่วยให้ติดตามข้อมูลของแบตเตอรี่ได้ตั้งแต่แหล่งที่มา ส่วนประกอบ การใช้งาน สภาพแบตเตอรี่ ไปจนถึงแนวทางจัดการเมื่อหมดอายุ
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้การนำแบตเตอรี่ไปใช้ต่อ รีไซเคิล หรือจัดการหลังการใช้งานทำได้อย่างมีระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมประเมินมูลค่าของแบตเตอรี่ได้แม่นยำขึ้น เพราะแบตเตอรี่ไม่ได้มีมูลค่าเฉพาะเซลล์ แต่ยังรวมถึงแพ็ก โครงสร้าง ระบบจัดการแบตเตอรี่ บัสบาร์ และชิ้นส่วนประกอบอื่น ๆ
ในเชิงเศรษฐกิจ Battery Passport ยังอาจช่วยเปิดทางไปสู่ธุรกิจใหม่ ทั้งการซ่อม การตรวจสภาพ การใช้แบตเตอรี่ต่อในระบบกักเก็บพลังงาน และการรีไซเคิลวัสดุมีค่า แต่การเกิดขึ้นของระบบนี้ต้องอาศัยมาตรฐานข้อมูล การกำกับดูแล และความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ใช้ ผู้รีไซเคิล และหน่วยงานรัฐ
ยานยนต์ไทยเร่งปรับรับ EV จากฐานประกอบสู่ผู้สร้างมูลค่าในซัพพลายเชนใหม่
ภาพรวมจากวงเสวนาสะท้อนว่า ไทยอยู่ในจุดสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน EV เพราะมีฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมที่แข็งแรง มีซัพพลายเชนด้านชิ้นส่วนจำนวนมาก และเริ่มมีการลงทุนด้านรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่โครงสร้างมูลค่าใหม่ของอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนไปเร็วกว่าเดิม
โอกาสของไทยจึงไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มจำนวนรถ EV ที่ผลิตหรือจำหน่ายในประเทศ แต่อยู่ที่การยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการไทยในซัพพลายเชนใหม่ ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัจฉริยะ แบตเตอรี่ ระบบชาร์จ มาตรฐาน การทดสอบ ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน
หากไทยสามารถปิดช่องว่างเหล่านี้ได้ อุตสาหกรรม EV จะไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเทคโนโลยียานยนต์ แต่จะกลายเป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในประเทศ
แต่หากการพัฒนาซอฟต์แวร์ มาตรฐาน และระบบจัดการแบตเตอรี่ยังตามไม่ทัน การเปลี่ยนผ่านสู่ EV อาจทำให้ไทยเป็นเพียงตลาดและฐานประกอบปลายน้ำ ขณะที่มูลค่าสำคัญของอุตสาหกรรมไหลไปอยู่กับผู้เล่นต่างชาติที่ถือครองเทคโนโลยีหลักของโลกยานยนต์ยุคใหม่
ข้อมูลเพิ่มเติม : MobilityTech Asia – Bangkok 2026
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : EV Smart Mobility เปลี่ยนเกมยานยนต์ไทย MTAB 2026 เปิดทางธุรกิจสู่ซัพพลายเชนโลก
