เพจพรรคประชาธิปัตย์เผย “ดร.การดี” ผนึกฝ่ายค้าน จี้รัฐเลิกเกรงใจแพลตฟอร์มยักษ์ หลัง SME ไทยเจอค่าธรรมเนียมพุ่ง 40%
FB_IMG_1778847997507

แพลตฟอร์มดิจิทัล กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย หลังผู้ประกอบการ SME และผู้ค้าออนไลน์สะท้อนว่า ต้นทุนการขายบนอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่เคยอยู่ในระดับ 1-3% ขยับขึ้นเป็น 27-28% และบางกรณีสูงถึง 40% จนทำให้ผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากไม่เหลือกำไร ขณะที่สินค้าต่างชาติราคาต่ำยังไหลเข้าสู่ตลาดไทยผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

THECA จับมือเครือข่ายผู้ค้าออนไลน์กว่า 7,000 ราย ยื่นข้อเสนอถึงสภาฯ เร่งคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล หลังค่าธรรมเนียมจากเดิม 1-3% พุ่งแตะ 27-40% ซ้ำเติม SME ไทยจากการแข่งขันกับสินค้าต่างชาติราคาต่ำกว่าทุน

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ สส.ฝ่ายค้าน ร่วมรับหนังสือจาก กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ THECA พร้อมด้วยผู้ประกอบการ SME และกลุ่มผู้ค้าออนไลน์ที่ได้รับผลกระทบจากโครงสร้างการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

THECA ระบุว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่เพียงค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น แต่ยังรวมถึงเงื่อนไขที่ผู้ค้าถูกบังคับให้เข้าร่วมแคมเปญส่วนลด การอุดหนุนค่าจัดส่ง และการทำโปรโมชันตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม

ทำให้ต้นทุนจริงของผู้ประกอบการสูงกว่าที่เห็นในหน้าระบบขายสินค้า ขณะที่ผู้ค้าไทยยังต้องแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศที่ส่งตรงถึงผู้บริโภคไทยในราคาต่ำกว่าทุน

การดีระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นความอยู่รอดของ SME และผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเสนอให้รัฐเร่งปิดช่องว่างด้านอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่ควรกำกับดูแลโดยตรง เพื่อให้การดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลเกิดผลจริง ไม่ใช่เพียงการขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์ม

หนังสือดังกล่าวระบุถึง “วิกฤตผู้ค้า SME ไทยบน E-commerce Platform” พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร หลังสมาคมฯ ติดตามสถานการณ์และรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ พบว่าผู้ค้าออนไลน์ไทยกำลังเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากอำนาจเหนือตลาดของแพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียม ค่าบริการ และเงื่อนไขทางการค้าได้อย่างต่อเนื่อง

แพลตฟอร์มดิจิทัลบีบต้นทุน SME ไทย

ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่เพียงค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น แต่ยังรวมถึงเงื่อนไขที่ผู้ค้าถูกบังคับให้เข้าร่วมแคมเปญส่วนลด การอุดหนุนค่าจัดส่ง และการทำโปรโมชันตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม ซึ่งทำให้ต้นทุนจริงของผู้ประกอบการสูงกว่าที่เห็นในหน้าระบบขายสินค้า

THECA ระบุว่า ค่าธรรมเนียมที่เคยอยู่ในระดับ 1-3% ได้เพิ่มขึ้นเป็น 27-28% และบางกรณีอาจสูงถึง 40% โดยมีการปรับขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ 5 เดือน ภาระดังกล่าวทำให้ผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันต่อได้ และบางส่วนต้องทยอยปิดกิจการ

อีกด้านหนึ่ง ผู้ค้าไทยยังต้องแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศที่ส่งตรงถึงผู้บริโภคไทยในราคาต่ำกว่าทุน โดยผู้ค้าบางส่วนไม่ได้จดทะเบียนธุรกิจหรือเสียภาษีในประเทศไทยอย่างถูกต้อง ส่งผลให้ต้นทุนการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ค้าต่างชาติไม่เท่าเทียมกัน

หวั่นไทยเสียเอกราชเศรษฐกิจและข้อมูล

การดี เลียวไพโรจน์ ระบุว่า หากมองปัญหานี้ในมุมโครงสร้าง ไทยกำลังเสี่ยงต่อการ “เสียเอกราช” ในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ SME ผู้ประกอบการรายย่อย และ Solo Entrepreneur รวมถึงประเด็นข้อมูลที่อยู่บนแพลตฟอร์มต่างชาติ

การดีระบุว่า สิ่งที่ต้องเร่งผลักดันทันทีคือการปิดช่องว่างด้านอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ควรมีบทบาทกำกับดูแลโดยตรง เช่น กรมการค้าภายใน และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. เพื่อให้เกิดการกำกับดูแลที่มีผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์ม

“เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นความอยู่รอดของ SME และผู้ประกอบการรายย่อยทุกคน” การดีกล่าว พร้อมย้ำว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำให้เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงและเติบโตไปพร้อมกัน

THECA เสนอ 3 ทางออกคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล

สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และเครือข่ายผู้ประกอบการกว่า 7,000 ราย เสนอ 3 ประเด็นหลักต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เกิดการกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสมดุล

ประเด็นแรก คือการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยผลักดันกฎหมายหรือระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับโครงสร้างค่าธรรมเนียม เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม

ประเด็นที่สอง คือการออกมาตรการปกป้องและส่งเสริม SME ไทย โดยถอดบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น การกำหนดให้ผู้ค้าต่างชาติบนแพลตฟอร์มต้องจดทะเบียนในไทย และการกำหนดเงื่อนไขด้านราคาสินค้านำเข้า เพื่อป้องกันการทุ่มตลาด

ประเด็นที่สาม คือการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ โดยให้รัฐบาลกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่มีอำนาจเต็มในการลงโทษและบังคับใช้กฎหมาย เพราะการขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์มอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

กรณีนี้สะท้อนว่า การเติบโตของอีคอมเมิร์ซไทยไม่ได้วัดจากยอดขายหรือจำนวนผู้ซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าโครงสร้างตลาดเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้จริงหรือไม่ หากรัฐยังไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ความเสี่ยงอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่กำไรของผู้ค้าออนไลน์ แต่ลามไปถึงฐานเศรษฐกิจ SME ไทยทั้งระบบ

X info: แพลตฟอร์มดิจิทัลทำเงินอย่างไร ทำไม SME ไทยถึงถูกกดดัน

แพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ขายสินค้าออนไลน์ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของตลาด เชื่อมผู้ขาย ผู้ซื้อ ระบบชำระเงิน การขนส่ง โฆษณา และข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคไว้ในระบบเดียวกัน รายได้จึงไม่ได้มาจากค่าคอมมิชชันเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงค่าธรรมเนียมการขาย ค่าบริการระบบ ค่าจัดส่ง ค่าร่วมแคมเปญส่งเสริมการขาย และค่าโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็นของร้านค้า

เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลมีฐานผู้ใช้จำนวนมาก อำนาจต่อรองก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผู้ค้า SME ที่พึ่งพาช่องทางออนไลน์จึงต้องรับต้นทุนหลายชั้น ทั้งค่าธรรมเนียม ส่วนลดตามแคมเปญ ค่าขนส่ง และค่าโฆษณา หากค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขทางการค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ย่อมกระทบกำไรและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง

ที่มาของข้อมูล : เพจพรรคประชาธิปัตย์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เลือกตั้ง

[addtoany]
Ellipse 1
กองบรรณาธิการ Bangkok X