
พาณิชย์ ส่งจดหมายเปิดผนึก แจง 3 ประเด็นร้อนผลงาน “ศุภจี” อธิบายเรื่อง การมองปัญหาชั่วคราวมากกว่าคิดไปข้างหน้า แจกแจงประเด็นทุเรียน และปัญหาราคาปาล์ม
วันนี้ 7 พ.ค.2569 กระทรวงพาณิชย์ เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก ชี้แจง 3 ประเด็นร้อนผลงาน “ศุภจี” ร่ายยาวตั้งแต่การมองปัญหาแบบชั่วคราว มากกว่าคิดไปข้างหน้า แจกแจงประเด็นทุเรียน และปัญหาราคาปาล์ม

1.ประเด็น “มองปัญหาแบบชั่วคราวมากกว่าคิดไปข้างหน้า”
ข้อเท็จจริง
กระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนว่า ปัญหาด้านสินค้าเกษตรเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องผลผลิตต่อไร่ต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่พึ่งพาการขายผลสดเป็นหลัก จึงมีข้อจำกัดด้านอายุการเก็บรักษาสั้น ราคาขึ้นอยู่กับตลาดปลายทาง ไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้
ประกอบกับความท้าทายจากประเทศคู่แข่ งที่เข้ามาช่วงชิงสัดส่วนตลาดมากขึ้น เช่น ทุเรียน จากเวียดนาม และมาเลเซีย รวมไปถึงปัญหาสินค้าปลอมปน เช่น น้ำมะพร้าวปลอม ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขให้เห็นผลได้ในทันที
ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินตามแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนต รีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นเฟส ๆ
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้น ปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ ที่จะทำให้กลไกตลาดเกิดความสมดุล และสร้างความเป็นธรรม ให้เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่ ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค
ซึ่งปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถมองข้ามได้ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาให้ได้โดยเร็ว แต่ก็ไม่ได้ละเลยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือแก้ไขปัญหาระยะยาวแต่อย่างใด

โดยขอยกตัวอย่างในเรื่องของสินค้าเกษตร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีแนวทางแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมทั้งความคืบหน้าในเรื่องต่างๆ ดังนี้
การบริหารจัดการต้นน้ำ (ด้านการผลิต)
– ตั้งแต่ก่อนฤดูการผลิตจะมาถึง กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนเกษตรกร สมาคมการเกษตร ประเมินสถานการณ์การผลิตและการตลาด ทั้งในและต่างประเทศล่วงหน้า
– จัดทำปฏิทินคาดการณ์ปริมาณและช่วงเวลา สำหรับผลผลิตสินค้าพืชเกษตรที่สำคัญทุกชนิด เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์อุปทานได้อย่างแม่นยำ
– ในภาคการเพาะปลูกนั้น เราเห็นว่า จะต้องทำการบริหารจัดการ ให้มีปริมาณผลผลิตการเกษตร ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (Demand) โดยให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ประเมินความต้องการของตลาด มีการจัด Zoning เพื่อเลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่
– การยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด
– ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเสริมความแม่นยำให้เกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาสายพันธุ์ การควบคุมดูแลแปลง การใส่ปุ๋ย/ยาปราบศัตรูพืช ตามความเหมาะสมต่อพื้นที่และสายพันธุ์ อันจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การพัฒนาสวนสมพงษ์ 100 ล้าน ให้เป็นสวนทุเรียนตัวอย่าง เป็นต้น

ตัวอย่างสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว
– ประเมินสถานการณ์การผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร เช่น เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมมะพร้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี สภาเกษตรกรจังหวัดราชบุรี สมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย และผู้ประกอบการในพื้นที่กว่า 15 ราย เข้าหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ที่กระทรวงพาณิชย์
– หารือร่วมกับ 4 สมาคมภาคการเกษตร ได้แก่ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมการค้าพืชไร่ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องข้าว
– ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการจัด Zoning เพื่อเลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ และการสร้าง Story ของสายพันธุ์ข้าวในโครงการข้าวประณีตที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่พฤศจิกายน 2568 (ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 200 กลุ่ม) พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผสมผสานเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตต่อไร่
– บูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี
การบริหารจัดการกลางน้ำ (การแปรรูป/การขนส่ง)
– ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น โดยสนับสนุนให้มีการลงทุนวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแปรรูป
– สร้างความเข้มแข็งและเป็นธรรมให้ชุมชน โดยสนับสนุนเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น และช่องทางการตลาดให้กับเกษตรแปลงใหญ่ รวมทั้งสนับสนุนการตั้งล้งชุมชน เพื่อเป็นกลไกการรับซื้อและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในแหล่งผลิต
เพิ่มอำนาจการต่อรองราคา ไม่ให้มีการกดราคารับซื้อจากผู้ซื้อรายใหญ่รายใดรายหนึ่ง (ควบคู่กับการควบคุมล้งต่างชาติให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร โดยได้แจ้งเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจค้นและจับกุมล้งที่มีหลักฐานว่ากระทำผิดกฎหมาย)
– ด้านการขนส่ง บูรณาการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งทีมไปเชื่อมโยงระบบการตรวจสอบสินค้าและฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันกับประเทศปลายทาง การพัฒนาเทคโนโลยีในการยืดอายุสินค้าให้สามารถขนส่งได้ไกลยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสด้านการตลาด
– เข้มงวดดูแลการนำเข้าสินค้าทางการเกษตร ประเภทเดียวกันจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ การห้ามนำเข้าข้าวโพดที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการประสานความร่วมมือ กับกรมศุลกากรและหน่วยงานด้านความมั่นคง หากพบเบาะแสการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร ให้รีบสกัดกั้นในทันที
ตัวอย่างสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว
– สนับสนุนการสร้าง Fruits Processing Center อาทิ ห้องเย็น โรงงานแปรรูป ที่จังหวัดจันทบุรี โดยตั้งใจให้เป็นต้นแบบของการเข้าไปสนับสนุนการแปรรูปที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่อื่นต่อไป
– จัดการวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Zero Waste) เช่น การทำ Biochar เชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือใช้
– สนับสนุนการจัดตั้งล้งมะพร้าวชุมชนโดยเริ่มที่จังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นกลไกการรับซื้อและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในแหล่งผลิต และมีความตั้งใจขยายไปในพื้นที่อื่นตามความเหมาะสม
– กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการคุมเข้มห้ามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งเผาตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2568
– กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงกลาโหม ศุลกากร และหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ชายแดน ป้องกันและสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย และกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างเข้มงวด
การบริหารจัดการปลายน้ำ (ด้านการตลาด)
– ได้ดำเนินการรักษาตลาดส่งออกเดิม อาทิ การขายข้าวให้แก่จีนเพิ่มขึ้น 500,000 ตัน และใช้กลไก Trading Firm & Distributor ทำหน้าที่แทนหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเจรจา ต่อรอง และตัดสินใจซื้อ-ขาย เพื่อเจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูปในยุโรป
– นำสินค้าเกษตรเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าภาครัฐ โดยเจรจากับประเทศที่ขายสินค้าให้ไทยรับชำระค่าขายส่วนหนึ่งเป็นสินค้าเกษตรของไทย
– ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และวิถีการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL/Influencer เป็นต้น
– สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (สินค้า GI)
– ใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า
– จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าร่วมกับห้างและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำอย่างต่อเนื่อง สามารถดูดซับผลผลิตของเกษตรกรไม่ให้ราคาตกต่ำ

2.ประเด็นทุเรียน
ข้อเท็จจริง
กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการอย่างจริงจังทั้งด้านของการส่งเสริมและการป้องกัน การเอารัดเอาเปรียบ
– สร้างอุปสงค์ล่วงหน้า ไม่รอให้อุปทานล้นตลาด
– เปลี่ยน Demand ตลาด ปลุกกระแสการบริโภคทุเรียน เพื่อเพิ่มอุปสงค์รองรับทุเรียนที่เพิ่มขึ้น ผ่านช่องทางการตลาดที่ตอบสนองต่อวิถีการค้าและความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน เช่น Live Commerce, TikTok, KOL ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
– จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ภายใต้แนวคิด Thailand: The Land of Tropical Fruits ร่วมกับทุกภาคส่วนผ่านช่องทางห้าง Modern Trade ตลาดสด ตลาดกลาง และตลาดนัดชุมชน
– หาตลาดรองรับล่วงหน้า โดยเฉพาะผลไม้แปรรูป นำไปทำเป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึง Healthy Snack ต่างๆ รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปทุเรียนแช่แข็งเพื่อชะลอการออกสู่ตลาด สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มระยะเวลาเก็บรักษา ขนส่งไปยังประเทศปลายทางที่ห่างไกลได้เพิ่มขึ้น
– รุกตลาดต่างประเทศ รักษาตลาดหลัก จีนเมืองหลัก (ผลสด-พรีเมียม) และเมืองรอง (ผลสด-เกรดรอง) มุ่งเน้นตลาดศักยภาพที่รู้จักผลไม้ไทยเป็นอย่างดี ได้แก่ ผลสด-พรีเมียม (ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน) แช่เย็น-แช่แข็ง (ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร) และแปรรูป-อบแห้ง (สหรัฐอเมริกา) และหาตลาดใหม่เพิ่มเติมที่ต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้ผลไม้ไทย ได้แก่ ภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ยุโรป และเอเชียกลาง
เข้มงวดและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ และรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รุกปราบปรามล้งที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย และล้งนอมินี กรมการค้าภายใน
ตรวจตราการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ การสร้างความเป็นธรรมทางการค้า (การกดราคารับซื้อ การปฏิเสธการรับซื้อ การสร้างความปั่นป่วนในตลาด) การกำกับดูแลความเที่ยงตรงของเครื่องชั่ง กรมการค้าต่างประเทศ เรื่องการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกและการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เป็นต้น
สำหรับปัญหาทุเรียนอ่อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยการลงพื้นที่ตรวจสอบ ติดตาม และแจ้งเบาะแสไปยังกระทรวงเกษตรฯ และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.)
เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดทางกระทรวงเกษตรฯ ได้คุมเข้มตรวจล้งจันทบุรีและระยอง จำนวน 760 แห่ง พบมีการฝ่าฝืนขายทุเรียนอ่อน 21 แห่ง และพักใบอนุญาตทันที 1 แห่ง

3.ประเด็นราคาปาล์ม
ข้อเท็จจริง
– โครงสร้างการใช้น้ำมันปาล์มดิบของประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ (1) การบริโภคภายในประเทศ (2) การใช้ในภาคพลังงาน (3) การส่งออก ซึ่งในขณะนี้ที่ไทยกำลังเผชิญวิกฤตทางด้านพลังงาน รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกในการนำไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันดีเซลในสัดส่วนที่มากขึ้น เพื่อทดแทนการนำเข้าดีเซล และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงการส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรให้มีราคาที่เหมาะสม
– สินค้าปาล์มน้ำมัน มีคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ภายใต้คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลและบริหารจัดการปริมาณน้ำมันปาล์มทั้งระบบให้เกิดความสมดุล ระหว่างการใช้ภายในประเทศ การใช้ในภาคพลังงาน และการส่งออก เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (ราชการ-เกษตรกร-เอกชน) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
– มาตรการการขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมสมดุลสต็อก ไม่ได้เป็นการห้ามหรือทำให้มีปัญหาอุปสรรคในการส่งออกอย่างที่หลายฝ่ายเป็นกังวล โดยตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นมา มีการอนุมัติให้ส่งออกในทุกคำขอ รวม 11 ราย ปริมาณรวมกว่า 200,000 ตัน ซึ่งปริมาณการส่งออกถือว่ายังไม่สูงมากเนื่องจากราคาตลาดโลกยังไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการเพิ่มการส่งออก
X Info…
สรุป 3 ประเด็นปัญหา-การแก้ไข
1.ถูกมองว่าแก้ปัญหาแบบชั่วคราว ไม่มีการวางแผนเชิงโครงสร้างระยะยาว
ข้อเท็จจริง/แนวทาง: พาณิชย์ชี้แจงว่าปัญหาเกษตรเป็นปัญหาโครงสร้างสะสม (ผลผลิตต่ำ, พึ่งพาขายผลสด) จึงต้องแก้แบบควบคู่กัน โดยวางระบบปฏิทินการผลิตล่วงหน้า, ปรับ Zoning, นำเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability), และสนับสนุนการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มn และแก้ปัญหาความยั่งยืน
2.ปัญหาทุเรียนล้นตลาด/ทุเรียนอ่อน
ข้อกล่าวหา: ไม่สามารถจัดการทุเรียนล้นตลาด และการกดราคาส่งออก
ข้อเท็จจริง/แนวทาง: สร้างอุปสงค์ล่วงหน้า: ไม่รอให้ล้นตลาด โดยปลุกกระแสบริโภคผ่าน Live Commerce, TikTok, KOL ทั้งในและต่างประเทศ
ป้องกันเอารัดเอาเปรียบ: คุมเข้มทุเรียนอ่อน และล้งนอมินี (สุ่มตรวจล้ง >760 แห่ง)
แปรรูป: ส่งเสริมแปรรูปทุเรียนแช่แข็ง เพื่อชะลอการออกสู่ตลาดและยืดอายุการขนส่ง
3.ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำและการส่งออก
ข้อกล่าวหา: มาตรการคุมการส่งออก ทำให้ราคาในประเทศตกต่ำ
ข้อเท็จจริง/แนวทาง: บริหารสมดุล 3 ส่วน: ปาล์มน้ำมันดิบแบ่งการจัดการเป็น 3 ส่วน คือ บริโภค, พลังงาน (ไบโอดีเซล B20), และส่งออก โดยเน้นคุมสมดุลสต็อกไม่ใช่การปิดกั้นการส่งออก (อนุมัติส่งออก 11 ราย กว่า 2 แสนตัน)
ราคากลับสู่กลไกตลาด: ปัจจุบันราคารับซื้อในประเทศปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก (ช่วง 6.80-7.40 บาท/กก.)
#จดหมายเปิดผนึก #พาณิชย์ #ทุเรียน #ล้ง #ปาล์ม #BangkokX
ที่มาของข้อมูล: https://www.moc.go.th
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/export-jan-26/
