
GULF โชว์ กำไรสุทธิ ปี 68 กว่า 8.65 หมื่นล้านบาท รับรู้ Core Profit จำนวน 28,776 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เติบโต 33% YoY จากธุรกิจพลังงาน และส่วนแบ่งกำไรจาก AIS พร้อมรับรู้กำไรพิเศษจากการควบรวมธุรกิจกับINTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 โดยมีรายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 135,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จาก 124,622 ล้านบาท ในปี 2567 และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) เพิ่มขึ้น 33% จาก 21,572 ล้านบาท ในปี 2567 เป็น 28,776 ล้านบาท ในปี 2568
ขณะที่ กำไรสุทธิ (net profit) อยู่ที่ 86,562 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลกำไรจากการรวมธุรกิจ (gain from amalgamation) กับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568
บริษัทฯ จึงจัดทำข้อมูลทางการเงินรวมเสมือน (Pro forma) เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน โดยแสดงผลการดำเนินงานจริงของบริษัทใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
รวมกับข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนสำหรับงวดสามเดือนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568 และเปรียบเทียบกับข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนสำหรับปี 2567 บนสมมติฐานว่าบริษัทใหม่ถือหุ้นใน AIS ในสัดส่วนร้อยละ 40.44 ตั้งแต่ปี 2567

โตพรวดหลังรวมธุรกิจพลังงาน-AIS
ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน และการลงทุนใน AIS โดยในส่วนของธุรกิจพลังงาน โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,650 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 4 หน่วยผลิตในปี 2567
ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรเต็มปีของทั้ง 4 หน่วยเป็นปีแรกในปี 2568 นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,540 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์หน่วยผลิตที่สองในช่วงต้นเดือนมกราคม 2568 ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit เต็มปีครบทั้ง 2 หน่วยผลิตในปี 2568
อีกทั้ง บริษัทฯ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit ของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติJackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 1,093 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 21 ล้านบาท ในปี 2567 จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ถึงพฤษภาคม 2568เป็น 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน
ในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้ค่า Capacity Payment เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นจาก 31 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในปี 2567 เป็น 170 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในปี 2568
ซึ่งเป็นผลมาจาก ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในตลาด Pennsylvania-New Jersey-Maryland Interconnection (PJM) ในขณะที่ปริมาณไฟฟ้าเสถียรที่จ่ายเข้าสู่ระบบลดลง
นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรเต็มปี จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems: solar BESS) ในประเทศ จำนวน 5 โครงการ รวม 532 เมกะวัตต์
ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ เป็นที่เรียบร้อยในเดือนธันวาคม 2567 และเริ่มรับรู้ผลกำไรจากโครงการ solar farms และ solar BESS เพิ่มเติมอีก 7 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 597 เมกะวัตต์ ซึ่งทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม2568
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องมาจากปริมาณการขายไฟฟ้า ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลดลง ตามความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมของประเทศที่ชะลอตัว
ประกอบกับ ระยะเวลาการปิดซ่อมบำรุงที่นานขึ้นกว่าในปี 2567 โดยมี load factor เฉลี่ยลดลงจาก 75% ในปี 2567 เป็น 56% ในปี 2568 นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 12โครงการภายใต้กลุ่ม GMP มีกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่ ปตท. เรียกเก็บค่าก๊าซย้อนหลัง จากการตรึงราคาก๊าซในช่วงปลายปี 2566 เพื่อช่วยพยุงราคาไฟฟ้าที่ 3.99 บาทต่อหน่วย ในช่วงวิกฤตพลังงาน ซึ่งต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติเห็นชอบให้ ปตท. ดำเนินการเรียกคืนเงินส่วนต่าง มูลค่าก๊าซที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาดังกล่าว
บริษัทฯ จึงบันทึกส่วนต่างราคาก๊าซ ในไตรมาส 2/2568 ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้น จากการขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ที่ลดลงตามราคาค่า Ft เฉลี่ย ซึ่งลดลงในอัตราที่มากกว่า การลดลงของราคาค่าก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย โดยค่า Ft เฉลี่ยลดลงจาก 0.40 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2567 เป็น 0.24 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2568
ขณะที่ราคาค่าก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยลดลงจาก 326 บาท/ล้านบีทียู ในปี 2567 เป็น 308บาท/ล้านบีทียู ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของปริมาณการขายไฟฟ้า ให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมมีเพียง 7% ของปริมาณการขายไฟฟ้าทั้งหมด บริษัทฯ จึงได้รับผลกระทบอย่างจำกัด

รับส่วนแบ่งกำไรธุรกิจทรัพยากร
GULF โชว์ กำไรสุทธิ ปี 68 กว่า 8.65 หมื่นล้านบาท
ในส่วนของธุรกิจทรัพยากร ในปี 2568 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการPTT NGD จำนวน 796 ล้านบาท ลดลง 26% จาก 1,077 ล้านบาท ในปี 2567 เนื่องจากราคาน้ำมันเตาลดลง ในอัตราที่สูงกว่าราคาค่าก๊าซธรรมชาติ โดยราคาน้ำมันเตาลดลงจาก 76 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2567 เป็น 68 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2568
ซึ่งราคาขายส่วนใหญ่ของโครงการ PTT NGD จะอิงกับราคาน้ำมันเตา ในขณะที่ต้นทุนจะขึ้นอยู่กับราคาค่าก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ธุรกิจจัดหาและขนส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้ GLNGและ HKH ในปี 2568 บริษัทฯ ได้นำเข้า LNG รวมทั้งสิ้น 54 ลำ หรือประมาณ 3.7 ล้านตัน
ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจากธุรกิจดังกล่าวจำนวน 453 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 21 ล้านบาท ในปี 2567 จากปริมาณการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้น
ในส่วนของการลงทุน ในปี 2568 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก AIS จำนวน15,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จาก 10,229 ล้านบาท ในปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก ผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AIS จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ทั้งจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือ และธุรกิจ Fixed Broadband
ประกอบกับต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลง จากการลดลงของต้นทุนการใช้คลื่นความถี่ และค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้เงินปันผลรับจากการลงทุนใน KBANK จำนวน 1,192 ล้านบาท ในปี 2568
ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย(EBITDA) จำนวน 53,866 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับ 43,237 ล้านบาท ในปี 2567 ในขณะที่กำไรสุทธิ (net profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่เท่ากับ 86,562 ล้านบาท
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 773,810 ล้านบาท หนี้สินรวม 407,911 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 365,899 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สิน ที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net interest-bearing debt to equity) อยู่ที่ 0.85 เท่า

คาดรายได้โตต่อเนื่อง 10-15%
ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า ปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้นประมาณ 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้ จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่
ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม รวมประมาณ 695 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ จำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นโครงการ solar farms 4 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 321 เมกะวัตต์ และโครงการ solar BESS 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 302 เมกะวัตต์
ในขณะที่ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ในเดือนพฤษภาคม 2569 และโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก63 เมกะวัตต์ ในปีนี้
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก data center เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทยอยปลดระวางลง
โดยค่า Capacity Payment จะปรับเพิ่มขึ้นอีกในช่วงกลางปี 2569 จาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน

เดินหน้าธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน
ในส่วนของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี (M81) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในขณะที่โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) มีกำหนดเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3/2569
นอกจากนี้ ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ในปี 2568 บริษัทฯ รับรู้กำไรค่าก่อสร้าง ตามสัญญาสัมปทาน สำหรับงานถมทะเลของ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (MTP3) จำนวน 153 ล้านบาท ซึ่งลดลง 67% จาก 458 ล้านบาท ในปี 2567
เนื่องจากมีการบันทึกรายได้ และกำไรตามความคืบหน้าในการก่อสร้าง โดยงานถมทะเลสำหรับโครงการ MTP3 ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ในเดือนเมษายนปี 2568
สำหรับธุรกิจทรัพยากร ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนขยายการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70 ลำ หรือประมาณ 4-5 ล้านตัน เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จาก shipper fee ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization
เพื่อบริหารจัดการการนำเข้า การขนส่ง และการจำหน่าย LNG อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สถานีรับ–จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG terminal) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2572

ต่อยอดธุรกิจคลาวด์-เอไอ
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไร และเงินปันผลรับจาก AIS ที่เพิ่มขึ้น ตามผลประกอบการที่แข็งแกร่ง จากการขยายฐานผู้ใช้บริการ 5G การเพิ่มขึ้นของ ARPU และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะต้นทุนการใช้คลื่นความถี่ที่ลดลง ภายหลังจากการชนะการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz
ในขณะที่กลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูลและคลาวด์ จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในปี 2569 โดยจะเป็นปีแรกที่บริษัทฯ รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการ GSA02 ซึ่งมีขนาด 38 เมกะวัตต์
ส่วนโครงการ GSA03 ซึ่งมีขนาดกำลังการให้บริการไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนา และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการศูนย์ข้อมูลมากกว่า 500 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า
ในส่วนของธุรกิจคลาวด์ ภายหลังจากความร่วมมือกับ Google เพื่อดำเนินธุรกิจการให้บริการระบบคลาวด์ Google Distributed Cloud air-gapped แล้ว บริษัทฯ ได้ต่อยอดความร่วมมือกับ Google ภายใต้ข้อตกลง Strategic Framework Agreement
เพื่อร่วมกันศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโซลูชั่นด้าน AI ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของกลุ่มบริษัทฯ สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ
ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโซลูชันที่รองรับทั้งลูกค้าองค์กร (B2B) อาทิ ภาคการเงิน การแพทย์ โทรคมนาคม และหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป (B2C)
ตลอดจนการยกระดับกระบวนการดำเนินงานภายในด้วยเทคโนโลยี Agentic AI ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Sovereign Cloud สำหรับภาครัฐ ระบบธนาคารไร้สาขา (Virtual Banking) และการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายโทรคมนาคม อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน ประสบการณ์ลูกค้า และความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว

เตรียมออกหุ้นกู้ 3.5 หมื่นล้าน
บริษัทฯ มีแผนออกหุ้นกู้วงเงินรวมประมาณ 30,000–35,000 ล้านบาท ในเดือนมีนาคมนี้ โดยจะเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าว ไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน และหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน ตลอดจนรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ที่มาของข้อมูล: https://www.gulf.co.th/th/home
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://bangkokx.me/bangchak-chevron/
