
“พาณิชย์” ชี้ ดิจิทัล – ไลฟ์สไตล์ – สุขภาพ ธุรกิจดาวรุ่ง ปี 69 ตอบโจทย์ พฤติกรรมผู้บริโภค ในยุคดิจิทัล รองรับสังคมผู้สูงอายุ
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของไทย ในปี 2569 ยังมี แรงขับเคลื่อน จากกลุ่มธุรกิจ ที่ตอบโจทย์ พฤติกรรมผู้บริโภค ในยุคดิจิทัล รองรับสังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ ผู้บริโภค ที่เปลี่ยนไป อย่างรวดเร็ว

กระทรวงพาณิชย์ สำรวจ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง ที่มีศักยภาพเติบโต และ เป็นโอกาสสำคัญ ของผู้ประกอบการ และ นักลงทุน ในอนาคตซึ่งประกอบด้วย
“พาณิชย์” ชี้ ดิจิทัล – ไลฟ์สไตล์ – สุขภาพ ธุรกิจดาวรุ่ง ปี 69
กลุ่มแรก คือ กลุ่มธุรกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นธุรกิจ ที่สอดรับกับ พฤติกรรม ของคนรุ่นใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่ง ของการดำรงชีวิต มากขึ้น ประกอบไปด้วย 4 ประเภท ธุรกิจหลัก ดังนี้
- ธุรกิจค้าปลีกทางอินเทอร์เน็ต หรือ e-Commerce ซึ่งถือเป็น รากฐานสำคัญ ของ เศรษฐกิจดิจิทัล และ เป็นช่องทางใหม่ ที่ช่วยสร้างรายได้ ให้ผู้ประกอบการ รายย่อย
โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มี การจดทะเบียน จัดตั้ง นิติบุคคล 1,702 ราย ลดลง 269 ราย คิดเป็น 13.6% เมื่อเทียบกับ ช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย. 67 จัดตั้ง 1,971 ราย)
ขณะที่ ทุนจดทะเบียน จัดตั้งใหม่ มีมูลค่า 7,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,524 ล้านบาท คิดเป็น 169%จากช่วงเวลาเดียวกัน ของปี 2567
จากตัวเลข จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ ที่อาจชะลอตัวลง แต่ พบว่า เงินลงทุน กลับเพิ่มขึ้น อย่างก้าวกระโดด สะท้อน การเข้ามาของ ผู้ประกอบการ ที่มีศักยภาพสูง
และการขยายตัวของ Social Commerce และ Live Streaming อย่างต่อเนื่อง
- ธุรกิจบริการดิจิทัล แบ่งเป็น 4 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่
การสร้างแม่ข่าย (Hosting)
การบริการเป็นตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace)
เว็บท่า (Web Portal)
และการบริหารจัดการและประมวลผลข้อมูล
โดยธุรกิจในกลุ่มนี้มีอัตราการ จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ สูงขึ้นกว่า ปีที่ผ่านมา อย่างมาก สะท้อนบทบาทโครงสร้างพื้นฐาน ของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่เฟื่องฟู
โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มี การจดทะเบียน จัดตั้งนิติบุคคล 318 ราย เพิ่มขึ้น 117 ราย คิดเป็น 58.21% จากช่วงเวลาเดียวกัน ของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 201 ราย)
ขณะที่ ทุนจดทะเบียน มีมูลค่า 3,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,096 ล้านบาท คิดเป็น 38.88% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567
ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มาแรง
- อุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แบ่งเป็น 2 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่
การผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์
และ การผลิตตัวเก็บประจุ และตั วต้านทานสำหรับวงจรอิเล็กทรอนิกส์
โดยธุรกิจนี้ เป็นผู้ผลิตสำคัญรองรับ การผลิตสินค้าเทคโนโลยี ประเภทยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบสื่อสาร 5G/6G และ อุปกรณ์ IoT ขนาดเล็ก ที่มีอัตราเติบโตสูง
โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียน จัดตั้ง นิติบุคคล 178 ราย ลดลง 19 ราย คิดเป็น 9.64% จากช่วงเวลาเดียวกัน ของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 197 ราย)
ขณะที่ ทุนจดทะเบียน จัดตั้งใหม่ มีมูลค่า 7,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,417 ล้านบาท คิดเป็น 145.18% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567
- ธุรกิจการเงิน และ การลงทุน แบ่งเป็น 2 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่
ธนาคารพาณิชย์
และธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank)
จาก พฤติกรรมผู้บริโภค ที่เปลี่ยนผ่าน เข้าสู่โลกดิจิทัล อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ ธนาคาร จำเป็น ต้องปรับตัว เพื่อรักษาขีดความสามารถ ในการแข่งขัน
โดยได้ พัฒนาบริการสู่ ธนาคารพาณิชย์ ไร้สาขา หรือ Virtual Bank ซึ่งในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียน จัดตั้งนิติบุคคล 2 ราย ทุนจดทะเบียน สูงถึง 550 ล้านบาท
และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,186,622 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 7.21% จากปี 2566
สินค้าไลฟ์ สไตล์ เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ มีอนาคต
กลุ่มต่อมา คือ กลุ่มไลฟ์สไตล์ เป็นธุรกิจ ตอบโจทย์วิถีชีวิต ความชอบ และ พฤติกรรมการใช้ชีวิต ของ ผู้บริโภค ที่เน้นประสบการณ์ อารมณ์ ความรู้สึก และ ตัวตนของลูกค้า ประกอบไปด้วย 5ประเภท ธุรกิจหลัก ดังนี้
- ธุรกิจค้าส่ง และ ค้าปลีกเครื่องสำอาง เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูง เติบโต สวนกระแสเศรษฐกิจ โดยได้รับแรงหนุนจากกระแส การดูแลสุขภาพ และ ความงาม
รวมถึง พฤติกรรมผู้บริโภคที่ เน้นความสะดวกสบายมากขึ้นผ่านการเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ และ Social Commerce ที่กำลังขยายตัว
โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มี การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 1,457 ราย เพิ่มขึ้น 246 ราย คิดเป็น 20.3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 1,211 ราย)
ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 2,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 364 ล้านบาท คิดเป็น 19.5%จากช่วงเวลาเดียวกันของปี
และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 195,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24,768 ล้านบาท คิดเป็น 14.5% เมื่อเทียบกับปี 2566
- ธุรกิจออกแบบตกแต่งภายใน ผลิตภัณฑ์ไม้ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบ่งเป็น 3 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่
กิจกรรมออกแบบและตกแต่งภายใน
การผลิตแผ่นไม้บางและผลิตภัณฑ์ไม้
และการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้
ธุรกิจนี้อยู่ในช่วงปรับตัวให้การผลิตสินค้าเน้นที่การออกแบบมากขึ้นสอดรับความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ดี ธุรกิจฯ ยังมีความท้าทายจากความผันผวนในการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกเฟอร์นิเจอร์อันดับ 1 ของไทย
ในทางกลับกันภาพรวมการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของไทยในปี 2568 ยังขยายตัวได้ที่ 9.3% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้า (Front-loading) ของคู่ค้าเพื่อสต็อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้
โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 555 ราย เพิ่มขึ้น 54 ราย คิดเป็น 10.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 501 ราย)
ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 964 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112 ล้านบาท คิดเป็น 13.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567
และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 144,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17,981 ล้านบาท คิดเป็น 14.2% เมื่อเทียบกับปี 2566
สัตว์เลี้ยง เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์ ตอบโจทย์ ชีวิตโสด และ สุขภาพ
- ธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง แบ่งเป็น 2 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่
การผลิตอาหารสำเร็จรูปสำหรับสัตว์เลี้ยง
และร้านขายปลีกสัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
จากพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้ความต้องการสินค้าระดับพรีเมียมขยายตัวสูงขึ้น
โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มี การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 214 ราย เพิ่มขึ้น 33 ราย คิดเป็น 18.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 181 ราย)
ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 392 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 127 ล้านบาท คิดเป็น 48% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี
และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 101,133 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,555 ล้านบาท คิดเป็น 14.2% เมื่อเทียบกับปี 2566
- ธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และ เครื่องดื่มไลฟ์สไตล์ แบ่งเป็น 3 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่
ผลิตเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มให้พลังงานสูง
และเครื่องดื่มไลฟ์สไตล์
ธุรกิจเครื่องดื่มฯ ปัจจุบันกลายเป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสนใจต่อสินค้าสุขภาพ และการเติบโตของธุรกิจที่พัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมเฉพาะทาง
โดยปี 2568 มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 153 ราย ลดลง 73 ราย คิดเป็น 32.30% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 226 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 11,321.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,790 ล้านบาท คิดเป็น 21.28 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 ทุนจัดตั้ง 532 ล้านบาท) แม้ตัวเลขการจัดตั้งใหม่จะลดลง แต่มูลค่าทุนจดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกว่า 135.67 เท่า และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 105,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,032ล้านบาท คิดเป็น 3.97% เมื่อเทียบกับปี 2566
- ธุรกิจผลิตภาพยนตร์ เป็นธุรกิจที่ได้รับแรงส่งจากนโยบาย Soft Power ของไทย ที่ผลักดันคอนเทนต์สู่ตลาดโลก โดยเฉพาะซีรีส์วาย (Boys’ Love/Girl’s Love) ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านการส่งออกลิขสิทธิ์และกิจกรรมแฟนมีตติ้ง
ในปี 2568 มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 138 ราย ลดลง 1 ราย คิดเป็น 0.7% จากช่วงเวลาเดียวกัน ของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย. 2567 จัดตั้ง 139 ราย)
ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 189 ล้านบาท ลดลง 204 ล้านบาท คิดเป็น 51.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 แม้รายได้รวมจะทรงตัวแต่ความสามารถในการทำกำไรกลับพุ่งทะยาน อย่างโดดเด่น
โดยปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 13,411 ล้านบาท ลดลง 188 ล้านบาท คิดเป็น 1.4% เมื่อเทียบกับปี 2566 แต่กำไรสุทธิปี 2567 สูงถึง 474 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 238 ล้านบาท คิดเป็น 100.3% (กำไรสุทธิปี 2566 อยู่ที่ 236 ล้านบาท)
“พาณิชย์” ชี้ ดิจิทัล – ไลฟ์สไตล์ – สุขภาพ มาแรง ปี 69
กลุ่มด้านสุขภาพ คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลและเภสัชภัณฑ์ แบ่งเป็น 3 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่
1) การค้าส่ง/ค้าปลีกสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และเวชภัณฑ์
2) โรงพยาบาล
และ 3) โรงพยาบาลเฉพาะทาง
เป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของโลก ควบคู่ไปกับการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นคาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายรวมของผู้สูงอายุในปี 2572 จะพุ่งแตะระดับ 2.2 ล้านล้านบาท มีปัจจัยสำคัญจากความต้องการในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความมั่งคั่งสูง
รวมถึงการปรับตัวใช้เทคโนโลยี (Caretech) เช่น AI และ IoT เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและมาตรฐานบริการให้เทียบเท่าสากล ดึงดูดกลุ่มลูกค้าต่างชาติและรองรับการเป็น Retirement Destination
ในปี 2568 มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 1,648 ราย เพิ่มขึ้น 179 ราย คิดเป็น 12.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 1,469 ราย)
ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 3,480 ล้านบาท ลดลง 2,818 ล้านบาท คิดเป็น 44.7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567
และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,103,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70,937 ล้านบาท คิดเป็น 6.9% เมื่อเทียบกับปี 2566
“กรมฯ เชื่อว่ากลุ่มธุรกิจดาวรุ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ปรับตัวเข้าสู่การใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และข้อมูลข้างต้นจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนสำหรับใช้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้ทันกระแส และทราบถึงแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต” พูนพงษ์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://bangkokx.me/travel-29122025/
ที่มาของข้อมูล : https://www.dbd.go.th
